ตอนที่ 8 การค้าขายครั้งแรก
การเดินทางเท้าจากหมู่บ้านมาถึงตัวอำเภอใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม สองแม่ลูกเดินฝ่าสายหมอกยามเช้าที่เริ่มจางลงเมื่อแสงอาทิตย์สาดทะลุก้อนเมฆ อากาศที่เคยหนาวเย็นเริ่มอบอุ่นขึ้น
เสิ่นหว่านหรูมีเหงื่อซึมชื้นที่ขมับเนื่องจากต้องสะพายตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุขนมหนักอึ้งไว้บนหลัง แต่เธอไม่ได้ปริปากบ่นออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
หญิงสาวยังคงกุมมือลูกสาวตัวน้อยเอาไว้แน่น ราวกับว่ามือเล็กๆ คู่นั้นคือแหล่งพลังงานเดียวที่ช่วยพยุงให้เธอก้าวเดินต่อไปได้
เมื่อเดินพ้นหัวโค้งถนนใหญ่ ภาพของสถานีรถไฟประจำอำเภอก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเป็นสถานีรถไฟขนาดกลางที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
เสียงหวูดรถไฟดังแหลมยาวสลับกับเสียงล้อเหล็กบดรางดังสนั่นหวั่นไหว ควันสีเทาพวยพุ่งขึ้นจากปล่องหัวรถจักรไอน้ำคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ผู้โดยสารในชุดเสื้อคลุมสีทึบหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังเดินขวักไขว่เบียดเสียดกัน บางคนกำลังเร่งรีบไปขึ้นรถไฟ บางคนพึ่งลงจากขบวนและกำลังมองหารถโดยสารเพื่อเดินทางต่อ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบและวุ่นวายตามแบบฉบับของจุดศูนย์กลางการคมนาคมในยุคแปดศูนย์
หว่านหรูหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าสถานี ขาทั้งสองข้างของเธอเริ่มสั่นเมื่อเห็นจำนวนผู้คนมหาศาล เธอเป็นเพียงผู้หญิงชาวบ้านที่แทบไม่เคยออกไปไหนไกลกว่าตลาดในตัวตำบล
การต้องมาเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้านับร้อยนับพันทำให้เธอรู้สึกประหม่าและหวาดกลัว หญิงสาวกระชับสายตะพายตะกร้าแน่น ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ
"เฟยเยว่... คนเยอะขนาดนี้ เราจะไปขายตรงไหนดีลูก แม่กลัวพวกเจ้าหน้าที่เขาจะมาไล่จับพวกเราจังเลย" หว่านหรูก้มลงกระซิบถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
เวยหลิงในร่างเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว สมองของอดีตบรรณาธิการประเมินทำเลทองในการค้าขายแทบจะในทันที
เธอไม่ได้มองผู้คนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่เธอมองเห็นพวกเขาเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อต่างหาก
"ไม่ต้องกลัวค่ะแม่ เจ้าหน้าที่เขาไม่มาสนใจแม่ค้าหาบเร่เล็กๆ อย่างเราหรอกค่ะ ตราบใดที่เราไม่ได้ไปเกะกะขวางทางเดินหลัก" เวยหลิงชี้มือไปยังพื้นที่ว่างใต้ร่มไม้ใหญ่ใกล้กับจุดพักผู้โดยสารขาออก
"ตรงนั้นไงคะแม่ เป็นทางผ่านที่คนต้องเดินไปขึ้นรถไฟพอดี แถมยังมีร่มเงาให้คนยืนหลบแดดได้ด้วย เราไปปูผ้าตรงนั้นกันเถอะค่ะ"
หว่านหรูพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธอเดินตามแรงจูงของลูกสาวไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จัดการปลดตะกร้าลงจากหลังด้วยความระมัดระวัง
หญิงสาวหยิบผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดที่เตรียมมาปูลงบนพื้นอิฐบล็อก ก่อนจะค่อยๆ หยิบห่อขนมออกมาวางเรียงอย่างเบามือ
ขนมโก๋สีขาวนวลถูกพิมพ์ลายดอกไม้มงคลอย่างประณีต จัดวางเป็นระเบียบในถาดใบเล็ก ส่วนลูกอมถั่วป่นเคี่ยวน้ำตาลแดงก็ถูกตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ ห่อด้วยกระดาษแก้วใสที่หว่านหรูแอบเก็บสะสมเอาไว้อย่างดี
สีสันของขนมอาจจะไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาเหมือนขนมในยุคปัจจุบัน แต่มันกลับดูสะอาดสะอ้าน น่ารับประทาน และส่งกลิ่นหอมของน้ำตาลเคี่ยวและถั่วคั่วอ่อนๆ ยั่วกระเพาะคนเดินผ่านไปมา
แต่ถึงจะจัดวางของเสร็จแล้ว หว่านหรูก็ยังคงนั่งพับเพียบก้มหน้ามุดอยู่หลังถาดขนม สองมือบีบเข้าหากันแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา นับประสาอะไรกับการตะโกนเรียกลูกค้า
"แม่จ๋า นั่งก้มหน้าแบบนี้แล้วคนเขาจะรู้ได้ยังไงคะว่าเรามาขายอะไร" เวยหลิงถอนหายใจเบาๆ
"ก็... ก็แม่ไม่เคยขายนี่ลูก แม่ไม่กล้าตะโกน แม่กลัวคนเขาจะมองว่าแม่เป็นคนบ้า" หว่านหรูตอบเสียงอ้อมแอ้ม หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
"การหาเงินด้วยความสุจริตไม่ใช่เรื่องน่าอายค่ะแม่ คนที่น่าอายคือคนที่มีมือมีเท้าแต่นอนแบมือขอเงินคนอื่นต่างหาก" เวยหลิงสอนด้วยคำพูดที่คมคายเกินเด็ก ก่อนจะยิ้มกว้าง
"แต่ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้แม่เป็นคนทำขนมให้อร่อยที่สุดแล้ว หน้าที่การตลาดและการขาย... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหนูเองค่ะ"
เวยหลิงจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเองให้เข้าที่ ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าออกเล็กน้อย
เธอรู้ดีว่าในยุคนี้ การขายของต้องอาศัยเทคนิคการดึงดูดความสนใจ และอะไรจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ดีไปกว่าเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วด้วยถ้อยคำที่ฉะฉาน
เด็กหญิงก้าวออกมายืนอยู่หน้าถาดขนม สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะแผดเสียงร้องเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงสดใสและกังวานใสราวกับกระดิ่งเงิน
"พี่ป้าน้าอาลุงป้าตายายจ๋า! เร่เข้ามาทางนี้เลยจ้า! ขนมมงคลรสเลิศจากฝีมือคุณแม่คนสวยของหนูมาแล้วจ้า!"
เสียงร้องเรียกที่ดังฟังชัดและแปลกหูทำให้ผู้โดยสารหลายคนที่กำลังเดินผ่านไปมาต้องหยุดชะงักและหันมามอง
ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กซูบผอมแต่กลับมีรอยยิ้มที่สว่างไสว ยืนกวักมือเรียกคนผ่านทางด้วยท่าทางฉะฉานช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูจนหลายคนอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้
"หนูน้อย ขายอะไรอยู่ล่ะลูก เสียงเจื้อยแจ้วเชียว" หญิงวัยกลางคนแต่งตัวดูดีมีฐานะเดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
"ขายขนมโก๋ลายดอกไม้มงคล กับลูกอมถั่วป่นสูตรลับของคุณแม่ค่ะคุณป้าคนสวย" เวยหลิงตอบฉะฉาน แถมยังหยอดคำหวานให้ลูกค้าชื่นใจ
"คุณป้ากำลังจะเดินทางไกลใช่ไหมคะ ซื้อขนมมงคลของหนูไปทานบนรถไฟสิคะ ทานแล้วเดินทางปลอดภัย หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองเหมือนถั่วเคลือบน้ำตาลของหนูเลยค่ะ หรือจะเอาไปเป็นของฝากก็ดีนะคะ"
"แหม ปากหวานจริงนะเรา แล้วขนมนี่อร่อยจริงๆ หรือเปล่าล่ะ" หญิงวัยกลางคนหัวเราะชอบใจในความช่างพูดช่างเจรจาของเด็กน้อย
"รับประกันด้วยเกียรติของเฟยเยว่เลยค่ะ ถ้าไม่อร่อยหนูให้คุณป้ามาหยิกแก้มหนูได้เลย" เวยหลิงทำแก้มป่องยื่นหน้าเข้าไปหา ทำให้ลูกค้ารู้สึกเอ็นดูหนักเข้าไปอีก
"คุณป้าลองชิมชิ้นนี้ดูก่อนก็ได้ค่ะ คุณแม่หนูทำเองกับมือ สะอาดปลอดภัยแน่นอนค่ะ"
เวยหลิงใช้ไม้จิ้มเล็กๆ จิ้มลูกอมถั่วป่นชิ้นที่ตัดแบ่งไว้สำหรับชิมยื่นให้ หญิงวัยกลางคนรับเข้าปากไปเคี้ยว
เพียงแค่กัดคำแรก ความกรอบอร่อยของถั่วคั่วที่ผสมผสานกับความหวานละมุนของน้ำตาลแดงก็กระจายซ่านไปทั่วปาก มันไม่หวานเลี่ยนจนแสบคอ แต่กลมกล่อมและหอมกลิ่นควันไฟอ่อนๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการทำขนมด้วยเตาฟืน
"อร่อย... อร่อยจริงๆ ด้วย แม่ของหนูทำเก่งมากเลยนะเนี่ย" หญิงวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ หันไปมองหว่านหรูที่นั่งหน้าแดงอยู่ด้านหลัง
"เอาขนมโก๋ห้าชิ้น แล้วก็ลูกอมถั่วป่นสองห่อนะลูก ป้าจะเอาไปฝากหลานที่เมืองหลวง"
"ได้เลยค่ะคุณป้า ขอบคุณมากนะคะ ขอให้คุณป้าเดินทางปลอดภัย ร่ำรวยๆ นะคะ" เวยหลิงรีบหันไปสะกิดแม่
"แม่จ๋า ห่อขนมให้คุณป้าเร็วเข้าจ้ะ"
หว่านหรูที่นั่งอึ้งอยู่พึ่งได้สติ เธอรีบหยิบกระดาษห่อสีน้ำตาลมาห่อขนมด้วยความชำนาญ
มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อรับธนบัตรใบละหนึ่งหยวนมาจากลูกค้า เธอก้มหัวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนลูกค้าเดินจากไป
การประเดิมการขายรายแรกผ่านไปได้อย่างสวยงาม และเหมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูด เมื่อมีคนหนึ่งมุงซื้อ คนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาก็เริ่มให้ความสนใจ
กลิ่นหอมของขนม ประกอบกับเสียงเรียกลูกค้าที่น่ารักและคำพูดที่เป็นมงคลของเวยหลิง ทำให้ถาดขนมของเสิ่นหว่านหรูถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนในเวลาอันรวดเร็ว
"พี่ชายจ๋า ซื้อขนมโก๋ไปฝากคนรักไหมจ๊ะ ทานแล้วความรักจะหวานชื่นเหมือนขนมของคุณแม่หนูเลยน้า"
"คุณลุงจ๋า ซื้อลูกอมถั่วป่นไปทานแก้ง่วงตอนนั่งรถไฟไหมจ๊ะ ถั่วคั่วใหม่ๆ เคี้ยวเพลินจนลืมทางเลยจ้า"
เวยหลิงงัดเอาสารพัดเทคนิคการขายและการพูดจาหว่านล้อมมาใช้จนหมดเปลือก
เธอวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคนอย่างรวดเร็วและเลือกใช้คำพูดที่ตรงกับความต้องการของพวกเขา ทำให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาแทบไม่มีใครเดินออกไปมือเปล่า
หว่านหรูแทบจะห่อขนมและทอนเงินไม่ทัน หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าแต่เธอกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด
เสียงเหรียญกระกระทบกันและธนบัตรใบแล้วใบเล่าที่ถูกส่งใส่มือ ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
ใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมง ขนมโก๋และลูกอมถั่วป่นกระบุงใหญ่ที่หว่านหรูอดตาหลับขับตานอนทำมาตั้งแต่เช้ามืดก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง แม้แต่เศษขนมที่แตกหักก็ยังมีคนขอซื้อไปทาน
"หมดแล้วจ้า... ขนมมงคลของคุณแม่หมดแล้วจ้า ใครที่มาไม่ทัน พรุ่งนี้มารออุดหนุนใหม่ได้นะคะ รับรองว่าอร่อยเหมือนเดิมแน่นอนค่ะ" เวยหลิงตะโกนบอกลูกค้าสองสามคนที่เดินมาทีหลังพร้อมกับโค้งตัวอย่างสวยงาม
เมื่อฝูงชนแยกย้ายกันไปหมด บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ก็กลับมาสงบอีกครั้ง
หว่านหรูนั่งทรุดตัวลงบนผ้าปู หอบหายใจเหนื่อยแต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอค่อยๆ เทเงินที่ได้จากการขายทั้งหมดออกจากกระเป๋าผ้าใบเล็ก กองรวมกันไว้บนผ้าขาว
เหรียญเฟินและธนบัตรใบละเจี่ยว ใบละหยวน ปะปนกันอยู่เป็นกองขนาดย่อม
หว่านหรูมือสั่นเทาขณะที่เธอค่อยๆ หยิบเงินเหล่านั้นขึ้นมานับทีละใบ ทีละเหรียญ เวยหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ มองดูปฏิกิริยาของแม่ด้วยความพึงพอใจ
"สิบ... สิบห้า... ยี่สิบสอง... สามสิบหยวน..." หว่านหรูนับตัวเลขสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่สวย
"สามสิบหยวน เฟยเยว่ ลูกดูสิ เราขายขนมวันเดียวได้ตั้งสามสิบหยวน มันมากกว่าที่พ่อของลูกทำงานทั้งเดือนเสียอีก"
เงินสามสิบหยวนในยุคแปดศูนย์ถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับชาวบ้านธรรมดา มันเพียงพอที่จะซื้อข้าวสารและเสบียงอาหารประทังชีวิตไปได้อีกหลายสัปดาห์
หว่านหรูกำธนบัตรในมือแน่น กอดมันไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอถูกกรอกหูมาตลอดว่าเป็นผู้หญิงไร้ค่า เป็นแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ เป็นคนที่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจ
แต่ในวันนี้ เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมง เธอสามารถพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นแล้วว่าสองมือของเธอก็สามารถหาเงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตได้ ไม่จำเป็นต้องง้อผู้ชายหน้าขลาดและครอบครัวที่ใจร้ายพวกนั้นอีกต่อไป
เวยหลิงเอื้อมมือไปกุมมือของแม่ที่กำลังสั่นเทา เธอส่งยิ้มที่อบอุ่นและให้กำลังใจ
"หนูบอกแล้วไงคะแม่ ว่าฝีมือของแม่คือของจริง แม่เก่งที่สุดในโลกเลย และนี่มันก็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นนะคะ" เวยหลิงเอ่ยเสียงหนักแน่น
"เราจะหาเงินให้ได้มากกว่านี้ เราจะตั้งตัวให้ได้ และเราจะเอาเงินก้อนนี้ไปฟาดหน้าคุณย่าเพื่อแลกกับอิสรภาพของพวกเราค่ะ"
หว่านหรูพยักหน้ารัวๆ น้ำตาหยดลงบนหลังมือของลูกสาว แต่คราวนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความหวังและความกล้าหาญ
หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้ง รวบรวมเงินทั้งหมดเก็บใส่กระเป๋าผ้าและซ่อนไว้ในเสื้ออย่างมิดชิด ความหวาดกลัวที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกสาวและสร้างชีวิตใหม่ด้วยสองมือของตัวเอง
"กลับบ้านกันเถอะลูก" หว่านหรูลุกขึ้นยืน สะพายตะกร้าที่ว่างเปล่าขึ้นหลัง แววตาของเธอในตอนนี้ต่างไปจากตอนขามาอย่างสิ้นเชิง
"แม่จะกลับไปทำขนมให้เยอะกว่าเดิม พรุ่งนี้เราจะมาขายกันอีก เราจะเก็บเงินห้าสิบหยวนไปให้ย่าหลินให้เร็วที่สุด"
เวยหลิงยิ้มกว้าง เดินจับมือแม่ก้าวเดินออกจากสถานีรถไฟ แผนการขั้นแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม การสร้างความมั่นใจให้เสิ่นหว่านหรูคือรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การแตกหักกับตระกูลหลิน
แต่เธอก็รู้ดีว่า ย่าหลินและหวังเจียวเจียวคงไม่ปล่อยให้พวกเธอรอดพ้นไปได้ง่ายๆ
เมื่อกลับไปถึงบ้าน บททดสอบความอดทนและการชิงไหวชิงพริบยกต่อไปจะต้องรอพวกเธออยู่อย่างแน่นอน
'เตรียมตัวรับมือให้ดีล่ะตระกูลหลิน... เพราะผู้หญิงที่พวกแกเคยเหยียบย่ำ กำลังจะกลายเป็นฝันร้ายที่พวกแกไม่มีวันลืม' เวยหลิงในร่างเด็กน้อยคิดในใจ ก่อนจะฮัมเพลงเบาๆ ไปตลอดทางเดินกลับบ้าน
