ตอนที่ 7 จุดอ่อนของย่าหลิน
ฟ้ายังไม่ทันสาง อากาศยามเช้ามืดในชนบทยุคแปดศูนย์ยังคงปกคลุมไปด้วยม่านหมอกและน้ำค้างที่เย็นเยียบ
เวยหลิงในร่างของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้ร่างกายจะยังคงปวดเมื่อยจากบาดแผลและพื้นดินที่แข็งกระด้าง แต่จิตใจของเธอกลับตื่นตัวเต็มที่ราวกับนักรบที่กำลังจะได้ลงสนามรบ
ข้างกายของเธอว่างเปล่า กองฟางที่เสิ่นหว่านหรูเคยนอนทับมีเพียงรอยบุ๋มและไออุ่นจางๆ เวยหลิงผุดลุกขึ้น ดวงตาสีเข้มฉายแววพึงพอใจ แม่ของเธอไม่ได้ดีแต่พูด
เมื่อคืนหลังจากตกลงแผนการกันเสร็จ หว่านหรูก็อาศัยจังหวะที่คนทั้งบ้านหลับสนิทแอบย่องเข้าไปในครัวตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่เพื่อเตรียมทำขนมตามที่คุยกันไว้
เด็กหญิงตัวน้อยย่องฝีเท้าออกจากห้องเก็บฟางอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอสูดจมูกรับกลิ่นหอมหวานจางๆ ของน้ำตาลเคี่ยวและถั่วคั่วที่ลอยมาตามสายลม
กลิ่นนั้นหอมหวนจนกระเพาะที่ว่างเปล่าของเธอส่งเสียงประท้วง
ฝีมือการทำอาหารของหว่านหรูไม่ธรรมดาจริงๆ หากได้รับการสนับสนุนและช่องทางในการขาย ผู้หญิงคนนี้จะต้องกลายเป็นเศรษฐีนีในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเปิดกว้างได้อย่างแน่นอน
เวยหลิงตั้งใจจะเดินไปที่ครัวเพื่อดูลาดเลาและคอยดูต้นทางให้แม่ แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวพ้นมุมตึกเรือนหลัก หางตาของเธอกลับสะดุดเข้ากับเงาดำตะคุ่มๆ ของใครบางคนที่กำลังเดินลับๆ ล่อๆ มุ่งหน้าไปทางสวนผักหลังบ้าน
ด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นสไตล์บรรณาธิการที่ต้องคอยจับผิดพล็อตเรื่อง เวยหลิงรีบย่อตัวลงต่ำ อาศัยพุ่มไม้และเงามืดของตัวบ้านพรางตัว แล้วค่อยๆ ย่องตามเงาดำนั้นไปอย่างระมัดระวัง
เมื่อเข้าใกล้บริเวณศาลาเก็บฟืนหลังบ้าน แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของบุคคลปริศนาได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวร่างอรชรในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อดีที่กำลังยืนชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีระแวดระวัง
นั่นคือหวังเจียวเจียว เมียน้อยดอกบัวขาวที่พึ่งเข้ามาสร้างวีรกรรมในบ้านเมื่อวานนี้นี่เอง
'นังผู้หญิงแพศยานี่ออกมาทำอะไรตอนเช้ามืด คงไม่ได้คิดจะมาวางเพลิงเผาบ้านเพื่อป้ายสีแม่ฉันหรอกนะ' เวยหลิงคิดในใจพลางหรี่ตาลง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลับทำให้อดีตบรรณาธิการสาวผู้หยิ่งยโสถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบอ้าปากค้าง
จากมุมมืดหลังกองฟืน ร่างของชายชราวัยหกสิบกว่าปีเดินยิ้มกริ่มออกมา
ชายคนนั้นคือหลินเว่ยกั๋วหรือปู่หลิน ผู้นำครอบครัวตระกูลหลินที่มักจะทำตัวเป็นคนมีศีลธรรมและเคร่งขรึมต่อหน้าชาวบ้านเสมอ แต่ภาพตรงหน้ากลับฉีกกระชากหน้ากากคนดีนั้นจนขาดวิ่น
ปู่หลินตรงรี่เข้าไปสวมกอดหวังเจียวเจียวจากด้านหลัง สองมือเหี่ยวย่นลูบไล้ไปตามเรือนร่างบอบบางของลูกสะใภ้รองอย่างจาบจ้วงและน่าขยะแขยง
หวังเจียวเจียวไม่ได้ขัดขืน หล่อนกลับเอนหลังพิงอกชายแก่แล้วส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีจริตจะก้าน
"เจียวเจียวทูนหัวของพี่ เมื่อคืนหลับสบายไหม หลินเจี้ยนจวินมันไม่ได้แตะต้องตัวเธอใช่ไหม" เสียงแหบพร่าของปู่หลินเอ่ยถามพลางซุกไซ้ใบหน้าลงกับซอกคอขาวผ่องของหญิงสาว
"ตาเฒ่าบ้า! พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ" หวังเจียวเจียวตีแขนชายชราเบาๆ เชิงหยอกล้อ
"ฉันก็ต้องบอกให้พี่เจี้ยนจวินแยกเตียงนอนสิคะ อ้างว่ากลัวจะกระทบกระเทือนถึงลูกในท้อง ฉันไม่ยอมให้เขายุ่งกับฉันหรอกค่ะ ร่างกายนี้และหัวใจดวงนี้เป็นของพี่คนเดียวนะคะ"
"ดีมากคนเก่งของพี่" ปู่หลินหัวเราะร่วนอย่างพอใจ มือหยาบกร้านเลื่อนลงไปลูบที่หน้าท้องแบนราบของหญิงสาว
"ลูกชายของฉันคนนี้จะต้องเกิดมาฉลาดและยิ่งใหญ่กว่าไอ้ลูกชายหน้าโง่อย่างเจี้ยนจวินแน่นอน หลอกให้มันรับเป็นพ่อเด็กได้สนิทใจขนาดนี้ แถมยังได้เข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลหลินอย่างเชิดหน้าชูตาอีก เธอเก่งมากเจียวเจียว"
หวังเจียวเจียวซบหน้าลงกับอกชายชรา
"ก็เพราะฉันรักคุณไงคะ ถึงยอมเสี่ยงทำเรื่องน่าอายแบบนี้ คุณอย่าลืมสัญญานะคะว่าถ้าฉันคลอดลูกชายให้คุณ คุณจะยกสมบัติทั้งหมดของตระกูลหลินให้ลูกของเรา แล้วเฉดหัวนังหว่านหรูกับลูกสาวตัวซวยของมันออกไปให้พ้นทาง"
"แน่นอนสิทูนหัว อีแม่ไก่เป็นหมันนั่นมันไม่มีค่าอะไรแล้ว รอให้คลอดเมื่อไหร่ ฉันจะจัดการไล่พวกมันไปเป็นขอทานข้างถนนเอง"
เวยหลิงที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้แทบจะเอามืออุดปากตัวเองไม่ทันเพื่อกลั้นเสียงร้องแห่งความตระหนก ขนกายของเด็กลุกซันไปทั้งตัวด้วยความขนลุกและขยะแขยงอย่างถึงที่สุด
'พระเจ้าช่วย! นี่มันพล็อตหักมุมระดับไหนกันเนี่ย!' เวยหลิงกรีดร้องในใจ
สมองของเธอประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง ในพล็อตดั้งเดิมที่เธออ่านไม่มีระบุความสัมพันธ์อื้อฉาวระหว่างพ่อสามีกับลูกสะใภ้รองเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว หรือว่าหลี่เถียนจะแอบใส่เนื้อหานี้ลงไปเพื่อเพิ่มความดาร์กตามคำสั่งของเธอ
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เวยหลิงก็อยากจะปรบมือให้ดังๆ ทะลุมิติไปเลย นี่มันคือความเน่าเฟะขั้นสุดยอดที่สามารถพลิกกระดานตระกูลหลินให้พินาศย่อยยับได้ในพริบตา
หวังเจียวเจียวไม่ใช่แค่เมียน้อยของพ่อ แต่เป็นเมียน้อยของปู่หลินอีกด้วย และเด็กในท้องก็คืออาแท้ๆ ของร่างกายนี้
ความลับดำมืดนี้คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของบ้านตระกูลหลิน หากความจริงเรื่องนี้ถูกเปิดโปงเมื่อไหร่ ไม่เพียงแต่หวังเจียวเจียวจะไม่มีที่ยืนในสังคม แต่ปู่หลินและย่าหลินก็จะถูกชาวบ้านประณามจนต้องแทรกแผ่นดินหนี
ส่วนหลินเจี้ยนจวิน ไอ้พ่อหน้าโง่ที่ยอมรับลูกคนอื่นมาเป็นลูกตัวเองแถมยังทำร้ายลูกเมีย ก็จะต้องกระอักเลือดตายด้วยความอับอาย
เวยหลิงลอบยิ้มมุมปากอย่างมาดร้าย แววตาของนางมารหอคอยทองคำกลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง ข้อมูลชิ้นนี้มีค่ามหาศาล เธอจะเก็บมันไว้เป็นไพ่ตายเพื่อใช้เชือดเฉือนคนพวกนี้ให้เจ็บปวดที่สุดในเวลาที่เหมาะสม
แต่สำหรับเช้าวันนี้ เธอมีภารกิจอื่นที่ต้องทำก่อน นั่นคือการพาแม่หนีออกไปขายขนม
เด็กหญิงค่อยๆ ถอยห่างออกจากศาลาหลังบ้านอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ชายแก่ตัณหากลับกับหญิงแพศยาพรอดรักกันต่อไป เธอรีบวิ่งลัดเลาะไปตามแนวรั้ว มุ่งหน้าไปยังแปลงผักริมครัว
เวยหลิงจำได้ว่าเมื่อวานตอนที่แกล้งล้มหัวแตก เธอแอบเห็นต้นสลอดสมุนไพรพื้นบ้านที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอย่างรุนแรงขึ้นปะปนอยู่กับวัชพืชริมกำแพง
มือเล็กๆ เด็ดใบและยอดของต้นสลอดมาขยำๆ จนช้ำและมีน้ำยางสีเขียวซึมออกมา จากนั้นจึงรีบย่องเข้าไปในห้องครัวที่เสิ่นหว่านหรูกำลังง่วนอยู่กับการห่อขนม
"เฟยเยว่! ลูกเข้ามาทำไม เดี๋ยวคุณย่าก็ตื่นมาเห็นหรอก" หว่านหรูร้องกระซิบด้วยความตกใจเมื่อเห็นลูกสาวโผล่เข้ามา
"แม่จ๋า ขนมเสร็จหรือยังจ๊ะ" เวยหลิงถามเสียงใส ทำตัวเป็นเด็กน้อยผู้น่ารัก
"เสร็จแล้วลูก แม่ทำขนมโก๋สูตรพิเศษ กับลูกอมถั่วป่นเคี่ยวน้ำตาลแดง ได้มาตั้งกระบุงใหญ่เลย หอมมากด้วยนะลูก"
หว่านหรูชี้ไปที่กระบุงไม้ไผ่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวสะอาดอย่างทะนุถนอม ใบหน้าของเธอมีเหงื่อซึมแต่กลับดูมีความสุขและมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน
"แม่เก่งที่สุดเลย!" เวยหลิงชม ก่อนจะเหลือบไปเห็นชามกระเบื้องใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาอุ่น
"นั่นชามอะไรเหรอจ๊ะแม่"
"อ๋อ โจ๊กใส่ไข่ของคุณย่าน่ะลูก ย่าเขาสั่งให้แม่ต้มเตรียมไว้ให้ทุกเช้า ถ้าตื่นมาแล้วไม่ได้กินจะอาละวาดบ้านแตก" หว่านหรูตอบพลางถอนหายใจ
เวยหลิงยิ้มกริ่ม "แม่จ๋า แม่รีบไปเก็บกวาดเตาให้สะอาดนะจ๊ะ เดี๋ยวหนูช่วยดูโจ๊กให้เอง"
เมื่อหว่านหรูหันหลังกลับไปทำความสะอาด เวยหลิงก็ไม่รอช้า เธอรีบนำน้ำยางและใบสลอดที่ขยำจนเละแอบใส่ลงไปในชามโจ๊กของย่าหลินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ทัพพีคนให้เข้ากันจนเนื้อสมุนไพรกลืนหายไปกับข้าว
ความร้อนของโจ๊กช่วยกลบกลิ่นเหม็นเขียวของสมุนไพรได้อย่างแนบเนียน
'กินให้อร่อยนะคุณย่า ถือซะว่าเป็นการล้างลำไส้เอาความชั่วร้ายออกไปก็แล้วกัน' เวยหลิงหัวเราะหึๆ ในใจ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ท้องฟ้าก็เริ่มสาง เสียงไก่ขันดังแว่วมาจากบ้านข้างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่านรกขุมนี้กำลังจะลืมตาตื่น
หว่านหรูรีบจัดการซ่อนกระบุงขนมไว้ในตระกร้าสะพายหลังใบใหญ่ แล้วเอาเศษผ้าเก่าๆ ปิดทับอำพรางสายตา
"เฟยเยว่ เราต้องรีบไปแล้วลูก ถ้าคุณย่าตื่นมาเห็นแม่ไม่อยู่ในครัวต้องเป็นเรื่องแน่" หว่านหรูกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนหวาดกลัว
แต่ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะก้าวพ้นประตูหลังบ้าน เสียงแหบห้าวที่คุ้นหูก็ดังแผดขึ้นมาจากเรือนหลัก
"นังหว่านหรู! โจ๊กของฉันเสร็จหรือยัง! สายป่านนี้แล้วมัวมุดหัวอยู่ไหน ทำไมไม่ยกมาประเคนให้ฉันที่ห้อง"
หว่านหรูสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือด เธอหันมามองลูกสาวด้วยความตื่นตระหนก
"คุณย่าตื่นแล้ว ทำยังไงดีลูก เราหนีไม่พ้นแน่ๆ"
"แม่ใจเย็นๆ ค่ะ ฟังหนูนะ" เวยหลิงจับมือแม่แน่น
"แม่ยกโจ๊กชามนั้นไปให้คุณย่าตามปกติ ทำหน้าตาสงบเสงี่ยมเหมือนทุกวัน แล้วพอย่ากินโจ๊กเข้าไป แม่ค่อยเดินออกมาหาหนูที่หลังรั้วบ้าน เข้าใจไหมคะ"
"แต่ว่า..."
"เชื่อหนูสิคะแม่ ไปเร็วเข้า" เวยหลิงผลักหลังแม่เบาๆ
หว่านหรูไม่มีทางเลือก เธอจำใจยกถาดใส่ชามโจ๊กเดินสั่นๆ ออกไปจากครัว
ส่วนเวยหลิงก็รีบแบกตระกร้าขนมที่หนักอึ้งเดินลัดเลาะไปซ่อนตัวอยู่ที่หลังกำแพงบ้านอย่างเงียบเชียบ รอคอยผลงานศิลปะชิ้นเอกของตัวเองทำงาน
ภายในเรือนหลัก ย่าหลินนั่งไขว่ห้างอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ใบหน้าหงิกงอด้วยความหงุดหงิด เมื่อเห็นหว่านหรูยกโจ๊กเข้ามา นางก็ตวัดสายตามองอย่างเหยียดหยาม
"ชักช้าอืดอาด! มัวแต่ไปมุดหัวร้องไห้อยู่ในคอกฟางล่ะสิ วางลงแล้วไปซักผ้าของเจียวเจียวซะ อ้อ... ขยี้เบาๆ ล่ะ เสื้อผ้าของเจียวเจียวมีแต่ของแพงๆ ถ้าขาดขึ้นมาแกคงไม่มีปัญญาชดใช้"
"ค่ะคุณแม่" หว่านหรูก้มหน้ารับคำ เธอวางชามโจ๊กเสร็จก็รีบเดินถอยหลังออกมาทันที
ย่าหลินไม่ได้สนใจลูกสะใภ้ นางคว้าช้อนขึ้นมาตักโจ๊กใส่ไข่ร้อนๆ เข้าปากอย่างตะกละตะกลาม ความหอมหวานของข้าวและไข่ทำให้นางเจริญอาหารจนลืมสังเกตถึงรสชาติฝาดเฝื่อนเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่
นางซัดโจ๊กชามใหญ่จนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่นาที
"อิ่มจังโว้ย... วันนี้โจ๊กรสชาติแปลกๆ แต่ก็ช่างเถอะ" ย่าหลินเรอออกมาเสียงดัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนหมายจะเดินไปตรวจดูความเรียบร้อยรอบบ้าน
แต่ทันทีที่นางก้าวเท้าออกไปได้เพียงสามก้าว...
โครกคราก! ปู๊ดดด!
เสียงประหลาดดังสนั่นลั่นออกมาจากช่องท้องของหญิงชรา ย่าหลินชะงักกึก ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ลำไส้ของนางบีบรัดตัวอย่างบ้าคลั่งราวกับมีพายุทอร์นาโดกำลังก่อตัวอยู่ข้างใน ความปวดมวนที่ท้องน้อยแล่นริ้วขึ้นมาจนนางต้องยกมือขึ้นกุมท้องแน่น ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ หนีบเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
"โอ๊ย! ปวดท้อง... ทำไมมันปวดขนาดนี้" ย่าหลินครางเสียงหลง
โครกกกก! ปร๊าดดดดด!
คราวนี้เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่แค่เสียงท้องร้อง แต่เป็นเสียงผายลมชุดใหญ่ที่มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนแทบสลบ
ย่าหลินหน้าเขียวปัด ขนลุกซู่ไปทั้งตัว นางรู้ได้ทันทีว่าหายนะกำลังจะมาเยือน หากนางก้าวพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในท้องจะต้องพุ่งทะลักออกมาเรี่ยราดบนพื้นเรือนอย่างแน่นอน
"ห้องน้ำ! ห้องน้ำอยู่ไหน! ไม่ไหวแล้วโว้ย!"
ย่าหลินแหกปากร้องลั่นบ้าน ทิ้งมาดหญิงชราผู้ทรงเกียรติไปจนหมดสิ้น
นางโก่งโค้งเอามือกุมก้น วิ่งหน้าตั้งกระเตาะกระแตะออกจากเรือนหลักมุ่งตรงไปยังส้วมหลุมหลังบ้านด้วยความเร็วแสง ราวกับนักวิ่งมาราธอนที่กำลังวิ่งหนีความตาย
หวังเจียวเจียวและหลินเว่ยกั๋วที่พึ่งแยกย้ายกันกลับเข้าห้องถึงกับสะดุ้งตกใจ วิ่งออกมาดูเหตุการณ์ แต่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของย่าหลินที่วิ่งฝุ่นตลบหายไปทางหลังบ้าน พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวที่ดังมาจากทิศทางของส้วมหลุม
"โอ๊ยยยย ท้องฉัน ต้องเป็นไอ้โจ๊กบ้านั่นแน่ นังหว่านหรู! แกใส่สารส้มให้ฉันกินหรือไง! โอ๊ยยย!" เสียงโอดครวญและเสียงถ่ายท้องอย่างรุนแรงของย่าหลินดังสะท้อนไปทั่วบ้าน
เวยหลิงที่แอบซุ่มดูอยู่หลังกำแพงหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แผนการสกัดดาวรุ่งของเธอสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างงดงาม
สมุนไพรสลอดสดๆ ปริมาณขนาดนั้น กว่าย่าหลินจะลุกออกจากส้วมหลุมได้ก็คงเป็นช่วงบ่ายนู่นแหละ หรือไม่ก็อาจจะหมดแรงข้าวต้มจนต้องนอนหยอดน้ำเกลือไปเลยก็ได้
"เฟยเยว่ ลูกทำอะไรคุณย่าน่ะ" หว่านหรูที่พึ่งวิ่งตามมาสมทบหอบแฮกๆ มองไปทางส้วมหลุมด้วยความตื่นตะลึง
"หนูแค่ช่วยล้างท้องให้คุณย่านิดหน่อยเองค่ะ" เวยหลิงขยิบตาให้มารดาอย่างซุกซน ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นมุ่งมั่น
"อย่าสนใจเรื่องคนอื่นเลยค่ะแม่ ตอนนี้ทางสะดวกแล้ว ไม่มีใครมาคอยจับตาดูเราอีกแล้ว รีบไปกันเถอะค่ะ สถานีรถไฟและเงินหยวนก้อนแรกของเรากำลังรออยู่"
เสิ่นหว่านหรูมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของลูกสาว ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ พยักหน้ารับอย่างเด็ดเดี่ยว เธอช่วยประคองตระกร้าขนมใบใหญ่ขึ้นสะพายหลัง จับมือเล็กๆ ของเฟยเยว่เอาไว้แน่น
สองแม่ลูกเดินลัดเลาะออกจากบ้านตระกูลหลินไปตามเส้นทางสายเล็กๆ มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ โดยทิ้งเสียงโหยหวนและกลิ่นเหม็นคละคลุ้งของย่าหลินไว้เบื้องหลัง
นี่คือก้าวแรกของการปลดแอก ก้าวแรกสู่อิสรภาพที่เวยหลิงจะเป็นคนกำหนดเส้นทางด้วยตัวเอง
