ตอนที่ 6 ปลุกแม่ให้ตื่น
กลางดึกสงัด อากาศในชนบทช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงเย็นเยียบจนแทบจะบาดผิว ลมหนาวพัดลอดผ่านรอยแยกของแผ่นไม้ผนังห้องเก็บฟางเข้ามาเป็นระลอก
เสียงหริ่งหรีดเรไรที่ดังระงมอยู่ภายนอกยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในห้องแคบๆ นี้ดูวังเวงและน่าหดหู่มากขึ้นไปอีก
แสงจันทร์สีเหลืองนวลที่สาดส่องผ่านช่องหลังคารั่วๆ ลงมา กระทบร่างสองแม่ลูกที่นอนกอดกันกลมอยู่บนกองฟาง
เสิ่นหว่านหรูสวมกอดลูกสาวตัวน้อยเอาไว้แน่นจนแทบจะจมหายเข้าไปในอก เธอพยายามใช้ไออุ่นจากร่างกายของตัวเองเพื่อคลายความหนาวเหน็บให้ลูก แต่ร่างของเธอกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเย็น แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวและสิ้นหวังที่กัดกินลึกลงไปในจิตใจ
"เฟยเยว่... ลูกแม่... แม่ขอโทษ... แม่มันไร้ค่า..."
เสียงพึมพำปนเสียงสะอื้นของหว่านหรูดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับคนเสียสติ น้ำตาที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเหือดแห้งไหลซึมลงมาเปียกชุ่มเส้นผมของเด็กหญิงตัวน้อย
เวยหลิงในร่างของหลินเฟยเยว่นอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่หน้าผากยังคงเต้นตุบๆ แต่สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดยิ่งกว่าคือเสียงร้องไห้พร่ำเพ้อของผู้เป็นแม่
บรรณาธิการสาวผู้เคยชินกับการแก้ปัญหาด้วยสมองและความเด็ดขาด รู้สึกอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว
การจมปลักอยู่กับความเศร้าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก น้ำตาคือสัญลักษณ์ของผู้แพ้ และเวยหลิง... ไม่เคยยอมเป็นผู้แพ้
เด็กหญิงตัวน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ดันตัวออกจากอ้อมกอดของมารดา หว่านหรูตกใจรีบคว้าแขนลูกเอาไว้
"เฟยเยว่ ลูกจะไปไหน ปวดหัวเหรอลูก หรือว่าหิวน้ำ? รอเดี๋ยวนะ แม่จะแอบไปตัก..."
"แม่คะ หยุดร้องไห้เถอะค่ะ"
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นไม่ใช่เสียงเล็กแหลมที่สั่นเครือและหวาดกลัวของเด็กเจ็ดขวบอีกต่อไป แต่มันคือเสียงที่ราบเรียบ เยือกเย็น และหนักแน่น ราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
เวยหลิงลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนกองฟาง หลังเหยียดตรง ดวงตาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แดงบวมของหว่านหรู
เสิ่นหว่านหรูชะงักงัน คำพูดที่กำลังจะเอ่ยถูกกลืนหายลงไปในลำคอ
เธอเบิกตากว้างมองลูกสาวตัวเองฝ่าความมืด คล้ายกับว่าคนตรงหน้าไม่ใช่หลินเฟยเยว่เด็กน้อยที่แสนอ่อนแอและขี้ขลาดคนเดิม
"ฟะ... เฟยเยว่ ลูก... ลูกพูดว่าอะไรนะ" หว่านหรูถามเสียงตะกุกตะกัก
"หนูบอกว่าให้แม่หยุดร้องไห้ และตั้งสติฟังหนูให้ดี" เวยหลิงขยับเข้าไปใกล้ จับมือสองข้างของหว่านหรูที่เย็นเฉียบมากุมไว้แน่น
"แม่คิดจริงๆ เหรอคะว่าน้ำตาของแม่จะทำให้คุณย่าสงสาร? แม่คิดจริงๆ เหรอว่าถ้าแม่ก้มหน้ายอมทำตัวเป็นทาสรับใช้ ยอมให้เขาเหยียบย่ำ พ่อจะกลับมารักแม่และเห็นหัวพวกเรา?"
คำถามที่แทงทะลุกลางใจดำทำให้หว่านหรูหน้าถอดสี ริมฝีปากของเธอสั่นระริก
"แต่... แต่แม่ไม่มีทางเลือกนี่ลูก เราไม่มีเงิน ไม่มีที่ไป ถ้าแม่ไม่ทน แล้วเราสองคนแม่ลูกจะไปอยู่ที่ไหน จะเอาอะไรกิน"
"แล้วถ้าทน เราจะมีชีวิตรอดงั้นเหรอคะ?" เวยหลิงสวนกลับทันควัน แววตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความจริงจัง
"แม่ลองใช้สมองคิดดูดีๆ สิคะ วันนี้น้าหวังพึ่งก้าวเข้ามาในบ้านวันแรก เขายังหาเรื่องไล่พวกเรามานอนห้องเก็บฟางได้ ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเขาคลอดลูกชายออกมาจริงๆ แม่คิดว่าคุณย่ากับพ่อจะเก็บพวกเราเอาไว้ทำไม แม่คิดว่าคนใจดำพวกนั้นจะยอมเสียข้าวสารให้พวกเรากินฟรีๆ ไปตลอดชีวิตเหรอคะ"
หว่านหรูส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาหยดใหม่เริ่มเอ่อคลอ
"แม่... แม่ไม่รู้... แม่ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเฟยเยว่ แม่อยากปกป้องลูก แต่แม่ไม่มีกำลังเลย"
"แม่มีค่ะ!" เวยหลิงขึ้นเสียงเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ
"แม่มีสองมือ สองเท้า และแม่ก็เก่งกว่าที่ตัวเองคิด แม่จำไม่ได้เหรอคะว่ากับข้าวที่แม่ทำอร่อยที่สุดในหมู่บ้าน ขนมที่แม่ทำก็ประณีตและรสชาติดีกว่าใคร แล้วทำไมผู้หญิงที่มีฝีมืออย่างแม่ถึงต้องมายอมก้มหน้าเป็นทาสรับใช้ให้คนที่ไม่ได้เห็นค่าของเราด้วย"
ในนิยาย หลี่เถียนเคยเขียนปูภูมิหลังเอาไว้ว่าเสิ่นหว่านหรูเป็นคนมีฝีมือด้านการทำอาหารและขนมมงคล แต่ความสามารถนี้กลับถูกกดทับไว้เพราะย่าหลินมองว่ามันไร้สาระและเปลืองวัตถุดิบ
เวยหลิงรู้ดีว่านี่คืออาวุธชิ้นสำคัญที่จะพาพวกเธอรอดพ้นจากนรกขุมนี้
หว่านหรูนิ่งอึ้งไป เธอไม่เคยได้ยินใครชมฝีมือของเธอมานานแค่ไหนแล้ว นับตั้งแต่แต่งงานเข้าบ้านหลิน
เธอมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งและรับคำด่าทอเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าคือคำพูดและความคิดความอ่านของลูกสาววัยเจ็ดขวบที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปมาก
"เฟยเยว่... ทำไมลูกถึง... เปลี่ยนไปแบบนี้ ลูกพูดเหมือน..." หว่านหรูมองรอยแผลที่หน้าผากของลูกด้วยความสับสน
"หรือว่าที่ลูกหัวฟาดเสา..."
"ความเจ็บปวดมันสอนให้คนเราโตขึ้นค่ะแม่" เวยหลิงรีบสวมรอยใช้ข้ออ้างนี้ทันที เธอทำสายตาให้ดูเด็ดเดี่ยว
"ตอนที่หนูหัวกระแทกพื้น หนูเห็นยมทูตมายืนรอรับหนูแล้ว แต่หนูบอกเขาว่าหนูยังตายไม่ได้ หนูจะทิ้งแม่ไว้กับปีศาจร้ายพวกนั้นไม่ได้ หนูถึงฟื้นขึ้นมา และหนูก็ตั้งใจแล้วว่า ตั้งแต่วันนี้ไปหนูจะไม่ยอมให้ใครมารังแกแม่ได้อีก"
คำพูดที่หนักแน่นและแสนจะกตัญญูนั้นทำให้กำแพงความอ่อนแอของหว่านหรูพังทลายลง
หญิงสาวดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดแน่น ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความสิ้นหวัง แต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจที่มีลูกสาวที่รักเธอมากถึงเพียงนี้
"โธ่ เฟยเยว่ของแม่... ลูกอุตส่าห์เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแม่ แล้วแม่จะมัวแต่นั่งร้องไห้เป็นคนขี้ขลาดอยู่ได้ยังไง" หว่านหรูสะอื้นพร้อมกับลูบหลังลูกสาว
"แม่จะเข้มแข็งให้มากกว่านี้ แม่จะไม่ยอมให้พวกมันรังแกลูกได้อีกแล้ว บอกแม่มาสิลูกว่าเราควรจะทำยังไงดี"
เวยหลิงยิ้มมุมปาก ในที่สุดเธอก็สามารถดึงเพื่อนร่วมทีมคนสำคัญให้หลุดพ้นจากความอ่อนแอได้สำเร็จ แม้จะต้องใช้จิตวิทยาและการเล่นละครนิดหน่อย แต่มันก็คุ้มค่า
เด็กหญิงผละออกจากอ้อมกอดมารดา ล้วงหยิบเอาบางสิ่งบางอย่างที่เธอแอบกำไว้ในมือตั้งแต่ตอนหัวค่ำออกมาแบให้แม่ดู
มันคือเศษดินสอกุดๆ และกระดาษห่อของชิ้นเล็กๆ ที่เธอแอบเก็บมาจากถังขยะในครัว
"ทางออกเดียวของเราคือการออกไปจากนรกขุมนี้ค่ะแม่" เวยหลิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังประชุมวางแผนธุรกิจระดับชาติ
"แต่เราจะเดินออกไปตัวเปล่าไม่ได้ เราจำเป็นต้องมีสองอย่าง... สิ่งแรกคือเงิน และสิ่งกที่สองคือใบหย่า"
"ใบหย่า!" หว่านหรูอุทานเสียงหลง มือตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน
"ลูกหมายถึงให้แม่หย่ากับพ่องั้นเหรอ ตะ... แต่ในยุคสมัยนี้ ผู้หญิงที่หย่าร้างจะถูกสังคมประณามนะลูก แล้วถ้าเราหย่า เราก็ไม่มีบ้านให้อยู่นะ"
"แล้วบ้านที่เราอยู่ตอนนี้มันเหมือนบ้านเหรอคะ" เวยหลิงเถียงกลับทันที
"แม่ยอมทนถูกด่า ถูกตี ถูกใช้งานเยี่ยงทาส เพียงเพราะกลัวคำนินทาของชาวบ้านที่ไม่เคยมาช่วยหาข้าวให้เรากินเนี่ยนะคะ ผู้หญิงหย่าร้างแล้วยังไง? ในเมื่อเรามีมือมีเท้าหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ชายเฮงซวยแบบนั้น"
ความเด็ดขาดของเวยหลิงทำให้หว่านหรูชะงัก หญิงสาวก้มมองมือตัวเองที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาตลอดหลายปี
ภาพที่สามีตะคอกใส่และสะบัดขาหนีเธออย่างรังเกียจเมื่อตอนกลางวันผุดขึ้นมาในหัว ความรักและความซื่อสัตย์ที่เธอเคยมีให้หลินเจี้ยนจวิน มันถูกผู้ชายคนนั้นทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วจริงๆ
"แต่ว่า... แม่ไม่มีเงินเลยนะลูก เงินทุกสตางค์คุณย่าเก็บไว้หมด แล้วแม่จะเอาเงินที่ไหนไปตั้งตัว" หว่านหรูถามเสียงอ่อนลง บ่งบอกว่าเธอเริ่มคล้อยตามแผนการนี้แล้ว
"นั่นคือสิ่งที่เราต้องช่วยกันหาค่ะ" เวยหลิงใช้ดินสอกุดๆ ขีดเขียนบางอย่างลงบนเศษกระดาษ แม้จะมืดแต่มันก็คือการอธิบายสไตล์ บก.
"พรุ่งนี้ตอนเช้ามืด ก่อนที่คุณย่ากับน้าหวังจะตื่น หนูอยากให้แม่แอบเข้าไปในครัว ทำขนมโก๋กับลูกอมถั่วป่น เอาแบบที่อร่อยที่สุดเท่าที่แม่เคยทำมาเลยนะคะ"
"ทำขนม? แล้วเอาไปทำอะไรลูก คุณย่าได้ตีแม่ตายแน่ถ้าจับได้ว่าแอบเอาของในครัวไปใช้"
"ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณย่าค่ะ หนูมีวิธีจัดการให้ย่าไม่มีเวลามาสนใจเราแน่" เวยหลิงยิ้มเยือกเย็น แววตาของเธอฉายประกายเจ้าเล่ห์
"เมื่อแม่ทำเสร็จ เราจะแอบเอาขนมพวกนั้นไปขายที่สถานีรถไฟในอำเภอกัน ที่นั่นมีคนเดินทางเยอะแยะ และคนพวกนั้นก็พร้อมจะจ่ายเงินซื้อของกินอร่อยๆ รองท้องระหว่างทาง"
หว่านหรูเบิกตากว้าง ความคิดเรื่องการแอบทำขนมไปขายเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยกล้าแม้แต่จะจินตนาการมาก่อน มันคือการแหกกฎของบ้านตระกูลหลินอย่างรุนแรง
แต่เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ หัวใจที่เคยฝ่อแฟบของหว่านหรูกลับพองโตขึ้นมาอย่างประหลาด
ถ้าลูกสาวตัวเล็กๆ ยังกล้าหาญที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนโชคชะตา แล้วคนเป็นแม่อย่างเธอจะมีหน้ามานั่งงอมืองอเท้าหวาดกลัวอยู่อีกได้อย่างไร
เสิ่นหว่านหรูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แววตาของหญิงสาวที่เคยอ่อนแอและยอมจำนน บัดนี้มีประกายของความกล้าหาญและความหวังจุดประกายขึ้นมาแล้ว
"ตกลงเฟยเยว่" หว่านหรูพยักหน้าอย่างหนักแน่น
"แม่จะทำ แม่จะทำขนมที่อร่อยที่สุดในชีวิต และเราสองคนแม่ลูกจะต้องหาทางออกจากบ้านหลังนี้ไปให้ได้"
เวยหลิงยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ นี่แหละคือนางเอกที่เธอต้องการ ไม่ใช่นางเอกที่เอาแต่บีบน้ำตารอความตาย แต่เป็นนางเอกที่พร้อมจะฟาดฟันและลิขิตชีวิตด้วยมือของตัวเอง
‘เตรียมตัวรับความพินาศได้เลยตระกูลหลิน... เกมนี้ บก. เวยหลิง จะเป็นคนแจกไพ่เอง’
