ตอนที่ 5 สัญชาตญาณนางมาร
เสียงร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจของเสิ่นหว่านหรูดังสะท้อนไปทั่วลานดินหน้าบ้าน เธอคลานเข่าเข้าไปเกาะขากางเกงของหลินเจี้ยนจวินผู้เป็นสามี สองมือสั่นเทากำผ้าฝ้ายสีซีดแน่นราวกับคนจมน้ำที่พยายามคว้าฟางเส้นสุดท้าย
"เจี้ยนจวิน... ฉันยอมแล้ว ฉันยอมทำงานทุกอย่างในบ้านตามที่คุณแม่สั่ง แต่ขอเถอะนะ อย่าไล่ฉันกับลูกไปนอนที่ห้องเก็บฟางเลย เฟยเยว่กำลังป่วยหนัก เมื่อคืนแกไข้ขึ้นสูงจนละเมอ ถ้าต้องไปนอนตากลมหนาวในที่แบบนั้นอีก ลูกของเราอาจจะไม่รอดนะเจี้ยนจวิน ฉันกราบล่ะ..."
หว่านหรูก้มหน้าผากลงจรดหลังเท้าของสามี น้ำตาของเธอเปียกชุ่มรองเท้าผ้าใบของเขา แต่ชายหนุ่มกลับชักเท้าหนีด้วยความรังเกียจราวกับถูกของสกปรกสัมผัส
"ปล่อยนะหว่านหรู! เธอจะมาคร่ำครวญอะไรตอนนี้นักหนา" หลินเจี้ยนจวินสะบัดขาออกแรงๆ จนร่างบอบบางของภรรยาล้มพับลงไปกองกับพื้น เขาปัดขากางเกงตัวเองพลางขมวดคิ้ว
"เด็กมันป่วยก็ให้มันนอนคลุมโปงไปสิ ห้องเก็บฟางมันก็มีหลังคาบังแดดบังฝน ไม่ได้ให้ไปนอนกลางแจ้งเสียหน่อย เธออย่ามาทำตัวมีปัญหาให้มันมากนักได้ไหม เจียวเจียวกำลังแพ้ท้อง ต้องการการพักผ่อนในห้องที่สบายที่สุด เธอไม่เข้าใจหรือไง"
หวังเจียวเจียวแสร้งทำเป็นตกใจ รีบเอื้อมมือไปจับแขนเจี้ยนจวินเบาๆ
"พี่เจี้ยนจวินคะ อย่าทำรุนแรงกับพี่หว่านหรูสิคะ ฉัน... ฉันรู้สึกผิดเหลือเกินค่ะที่ทำให้พวกพี่ต้องมาทะเลาะกันแบบนี้" น้ำเสียงของเธอยังคงหวานหยดย้อยและสั่นเครือ เรียกคะแนนสงสารจากสามีและแม่สามีได้อย่างเต็มเปี่ยม
ย่าหลินเห็นลูกสะใภ้คนโปรดทำหน้าเศร้าก็ยิ่งเดือดดาล นางถลึงตาใส่หว่านหรูแล้วเดินปรี่เข้าไปหา คว้าไม้กวาดทางมะพร้าวที่วางพิงอยู่ข้างกำแพงขึ้นมาง้างสุดแขน
"นังตัวดี! แกกล้าเอาอีเด็กเหลือขอนั่นมาอ้างเพื่อเรียกร้องความสนใจเหรอ นังเด็กตัวซวยนั่นมันตายยากตายเย็นจะตายไป วันนี้ถ้าฉันไม่ได้สั่งสอนแกให้หลาบจำ แกคงไม่รู้ว่าบ้านตระกูลหลินใครคือคนคุมกฎ"
ไม้กวาดทางมะพร้าวถูกฟาดแหวกอากาศลงมา หมายจะตีเข้าที่กลางหลังของหว่านหรูอย่างเต็มแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เวยหลิงที่แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่หลังบานประตูห้องเก็บฟางก็ประเมินสถานการณ์เสร็จสิ้น
บรรณาธิการสาวผู้ผ่านการอ่านนิยายมานับหมื่นเรื่องรู้ดีว่า หากปล่อยให้แม่ถูกตีฟรีๆ สถานการณ์ก็ไม่มีวันดีขึ้น
น้ำตาของผู้อ่อนแอไม่เคยทำให้คนเลวใจอ่อน แต่สิ่งที่คนพวกนี้กลัวที่สุดในยุค 80 คือหน้าตาและขี้ปากชาวบ้าน
‘ในเมื่ออยากได้ความบีบคั้น ฉันก็จะจัดบทดราม่าระดับรางวัลออสการ์ให้พวกแกดูเอง’
เวยหลิงกัดฟันแน่น รวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเด็กเจ็ดขวบพุ่งตัวกระโจนออกจากหลังบานประตูสุดกำลัง
"อย่าตีแม่หนูนะ!"
ร่างเล็กจิ๋วซูบผอมพุ่งเข้าไปขวางระหว่างไม้กวาดที่กำลังจะฟาดลงมากับร่างของหว่านหรู แต่เวยหลิงไม่ได้กะระยะเพื่อรับไม้กวาดแทนแม่เพียงอย่างเดียว เธอคำนวณทิศทางเอาไว้แล้ว
ร่างของเธอแกล้งทำเป็นสะดุดลื่น พุ่งถลาไปข้างหน้าอย่างแรงจนศีรษะกระแทกเข้ากับมุมเสาหินที่ตั้งอยู่ตรงบันไดเรือนหลักอย่างจัง
โป๊ก!
"โอ๊ยยยยยยย!"
เสียงศีรษะกระแทกหินดังสนั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของเด็กหญิงตัวน้อย
เวยหลิงลงไปนอนกองกับพื้นดินเหนียว ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาจนน้ำตาแทบเล็ดของจริง เลือดสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากรอยแตกที่หน้าผาก อาบลงมาตามซีกหน้าและหยดลงบนเสื้อผ้าฝ้ายสีมอซออย่างน่ากลัว
เลือดที่ไหลออกมายิ่งทำให้ภาพที่เห็นดูสยดสยองเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
"เฟยเยว่!" หว่านหรูกรีดร้องสุดเสียง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อก เธอรีบถลาเข้าไปประคองร่างลูกสาวที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้นมากอดไว้แนบอก
"ลูกแม่! เลือด... เลือดออกเต็มไปหมดเลย ใครก็ได้ช่วยด้วย! ช่วยลูกฉันด้วย!"
ย่าหลินชะงักค้าง ไม้กวาดในมือร่วงหล่นลงพื้น นางหน้าซีดเผือดไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเด็กนี่จะวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาชนเสาจนเลือดตกยางออกขนาดนี้
หลินเจี้ยนจวินและหวังเจียวเจียวก็ตกตะลึงจนก้าวขาไม่ออก แต่เกมของเวยหลิงพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
เด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดแม่ไม่ได้หมดสติ เธอแสร้งทำเป็นหอบหายใจรวยริน ก่อนจะแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาดังลั่นทะลุรั้วบ้าน
เสียงร้องของเด็กเจ็ดขวบที่แหลมสูงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในละแวกนั้น
"ฮือออออ คุณย่าอย่าฆ่าหนูเลย คุณย่าจะฆ่าหนูกับแม่เพื่อให้ที่ว่างกับน้าหวังใช่ไหมจ๊ะ หนูยอมแล้ว หนูจะไปนอนที่คอกหมูคอกฟางก็ได้ อย่าตีแม่หนูเลย ฮือออออ"
ประโยคที่ถูกคัดกรองมาอย่างดีจากอดีตบรรณาธิการมือทองถูกตะโกนออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ทุกคำพูดแฝงไปด้วยนัยยะที่สื่อถึงการถูกรังแกอย่างอำมหิต มันไม่ใช่แค่เสียงร้องไห้งอแงของเด็ก แต่เป็นการแฉความเน่าเฟะของบ้านตระกูลหลินให้โลกภายนอกได้รับรู้ และมันก็ได้ผลชะงัด
ถนนหน้าบ้านตระกูลหลินในยามเช้าตรู่เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านกำลังเดินออกไปทำนาและจับจ่ายซื้อของที่ตลาด เสียงกรีดร้องและคำพูดของเฟยเยว่ดึงดูดความสนใจของเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาได้อย่างรวดเร็ว
ป้าจางที่อยู่บ้านติดกันชะโงกหน้าข้ามรั้วไม้ไผ่มาดูเป็นคนแรก ตามด้วยลุงหลี่และกลุ่มแม่บ้านอีกสามสี่คนที่พากันมามุงดูที่หน้าประตูรั้วอย่างอยากรู้อยากเห็น
เมื่อชาวบ้านเห็นภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่หน้าผากแตกเลือดอาบหน้า นอนร้องไห้กอดแม่ที่สภาพดูไม่จืด โดยมีแม่ผัวยืนถือไม้กวาดและสามียืนเคียงข้างผู้หญิงแปลกหน้า เสียงซุบซิบนินทาก็ระเบิดขึ้นทันที
"ตายแล้ว! ย่าหลินทำร้ายเด็กจนเลือดตกยางออกขนาดนั้นเลยเหรอ" ป้าจางอุทานเสียงดังจงใจให้คนในบ้านได้ยิน
"นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ทำไมเด็กถึงร้องว่าย่าจะฆ่าเพื่อหลีกทางให้เมียน้อยล่ะ"
"นั่นสิ! ดูผู้หญิงที่ยืนข้างเจี้ยนจวินสิ หน้าตาจิ้มลิ้มเชียว แต่งตัวซะสวย นี่อย่าบอกนะว่าเอาเมียน้อยเข้าบ้านแล้วไล่เมียหลวงกับลูกไปนอนคอกหมูคอกฟางน่ะ โห... บ้านหลินนี่ช่างใจดำอำมหิตจริงๆ" แม่บ้านอีกคนเสริมทัพ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังระงมขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านในยุคนี้แม้จะชอบสอดรู้สอดเห็น แต่ก็มีค่านิยมเรื่องความถูกต้องและศีลธรรม
การรับเมียน้อยเข้าบ้านอย่างเปิดเผยและทำร้ายสายเลือดตัวเองเป็นสิ่งที่สังคมชนบทยากจะยอมรับได้
ย่าหลินหน้าม้านไปทันที นางเป็นคนรักหน้าตารักชื่อเสียงของตระกูลเหนือสิ่งอื่นใด พอเห็นชาวบ้านมาชี้หน้าด่าทออยู่หน้าบ้านก็ทำตัวไม่ถูก นางรีบละล่ำละลักอธิบายเสียงสั่น
"มะ... ไม่ใช่นะ! พวกแกอย่ามาพูดพล่อยๆ นังเด็กนี่มันวิ่งมาสะดุดล้มชนเสาเองต่างหาก ฉันยังไม่ได้ทำอะไรมันเลยสักนิด"
"หนูไม่ได้ล้มเองนะจ๊ะ ฮืออออ" เวยหลิงในร่างเฟยเยว่ไม่ปล่อยให้ย่าหลินแก้ตัว เธอเงยหน้าที่มีแต่รอยเลือดขึ้นมองกลุ่มชาวบ้านด้วยสายตาน่าสงสารสุดขีด
"คุณย่าจะเอาไม้กวาดตีแม่หนูที่ขอร้องให้พาหนูไปหาหมอ น้าหวังบอกให้พ่อเอาห้องของพวกหนูไป แล้วคุณย่าก็ไล่พวกหนูไปนอนห้องเก็บฟาง ฮือออ... พ่อจ๋า พ่อไม่รักหนูกับแม่แล้วเหรอจ๊ะ ถึงปล่อยให้น้าหวังมาแย่งที่ซุกหัวนอนของพวกเราไป"
คำพูดไร้เดียงสาแต่แทงทะลุกลางใจดำของเด็กน้อย ทำให้หอกทุกเล่มพุ่งเป้าไปที่หวังเจียวเจียวและหลินเจี้ยนจวินทันที
หวังเจียวเจียวที่เคยแสร้งทำเป็นดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์ ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม เธอไม่คิดว่าเด็กเจ็ดขวบที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าหลบตา จะกล้าพูดจาฉะฉานและโยนความผิดมาให้เธอต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้
"มะ... ไม่ใช่นะคะ" หวังเจียวเจียวรีบบีบน้ำตา ก้าวออกมายืนข้างหน้าหวังจะแก้ต่างให้ตัวเอง
"พี่ป้าน้าอาคะ ฟังฉันก่อนนะคะ ฉันไม่ได้ไล่พี่หว่านหรูกับลูกเลย ฉันแค่... ฉันแค่ท้องหลานชายให้ตระกูลหลิน คุณแม่ก็เลยอยากให้ฉันได้พักผ่อนในห้องที่ดีหน่อย ฉันเป็นแค่ผู้น้อย จะไปมีสิทธิ์สั่งการอะไรในบ้านได้ยังไงคะ"
หล่อนคิดว่าการเอาเรื่องท้องหลานชายมาอ้างจะทำให้ชาวบ้านเห็นใจและเข้าใจเหตุผลของบ้านหลิน แต่อนิจจา หล่อนประเมินเวยหลิงต่ำเกินไป
"ถ้าน้าหวังไม่ได้ไล่ ถ้าน้าหวังเป็นคนดีจริงๆ..." เวยหลิงสะอื้นไห้พลางปาดเลือดที่หน้าผาก
"แล้วทำไมน้าหวังไม่ห้ามคุณย่าล่ะจ๊ะ ทำไมตอนที่คุณย่าจะเอาไม้ตีแม่ น้าหวังถึงไปยืนหลบอยู่ข้างหลังพ่อ แล้วทำไม... น้าหวังถึงยังยืนดูหนูเลือดออกโดยไม่เข้ามาช่วยเลยล่ะจ๊ะ"
คำถามซื่อๆ ของเด็กน้อยทำเอาหวังเจียวเจียวสะอึกจนพูดไม่ออก หล่อนอ้าปากค้าง สบตาชาวบ้านที่ตอนนี้มองหล่อนด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองผู้หญิงแพศยาที่ร้ายลึก
"เหอะ! หน้าตาซื่อๆ ที่แท้ก็งูพิษชัดๆ" ป้าจางตะโกนด่า "ท้องลูกชายแล้วยังไงล่ะ มีสิทธิ์มาฮุบห้องเมียหลวงแล้วถีบหัวส่งเด็กที่กำลังป่วยไปนอนคอกฟางเหรอ จิตใจทำด้วยอะไร"
"เจี้ยนจวิน แกมันก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ปล่อยให้เมียใหม่กับแม่ตัวเองรังแกเมียที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาได้ลงคอ ถุย! เสียแรงที่ฉันเคยชมว่าแกเป็นคนมีความรู้" ลุงหลี่ถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ
หลินเจี้ยนจวินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาไม่เคยถูกชาวบ้านด่าทอต่อหน้าแบบนี้มาก่อน ชายหนุ่มรีบหันไปตะคอกใส่แม่ตัวเองเพื่อปัดความผิด
"แม่ครับ! เห็นไหมว่าเรื่องมันบานปลายไปหมดแล้ว รีบให้หว่านหรูพายัยเด็กนี่เข้าไปทำแผลในบ้านเถอะครับ ขืนปล่อยให้เลือดไหลโชกแบบนี้ คนเขาจะหาว่าบ้านเราฆ่าคนตายนะ"
ย่าหลินเองก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก นางรีบโบกมือไล่หว่านหรูอย่างรำคาญ
"เออๆๆ รีบพานังเด็กตัวซวยนี่เข้าไปล้างแผลซะ ร้องไห้แหกปากอยู่ได้ หนวกหูโว้ย" จากนั้นนางก็หันไปปั้นหน้ายิ้มแห้งๆ ให้ชาวบ้าน
"ไม่มีอะไรแล้วจ้ะ เรื่องในครอบครัวเข้าใจผิดกันนิดหน่อย แยกย้ายกันไปทำมาหากินเถอะจ้ะ"
ย่าหลินรีบวิ่งไปปิดประตูรั้วบ้านดังปัง เพื่อตัดขาดสายตาประณามจากเพื่อนบ้าน
หวังเจียวเจียวกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด หล่อนจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังถูกแม่พยุงตัวลุกขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
หล่อนพึ่งก้าวเข้าบ้านหลินมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กลับถูกนังเด็กเมื่อวานซืนฉีกหน้ากากจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี
หว่านหรูประคองเฟยเยว่เดินกลับเข้าไปในห้องเก็บฟางด้วยความทุลักทุเล เธอฉีกชายเสื้อของตัวเองออกมาชุบน้ำในกะละมังเก่าๆ เพื่อเช็ดคราบเลือดบนหน้าผากของลูกสาว
มือของหว่านหรูสั่นเทาขณะที่เธอกำลังพันผ้าห้ามเลือดให้ น้ำตายังคงไหลอาบแก้มด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัว
"เจ็บมากไหมลูก... แม่ขอโทษ... แม่มันแย่จริงๆ" หว่านหรูสะอื้นไห้
เวยหลิงที่ตอนนี้หยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้แม่ทำแผลให้ แม้ความเจ็บปวดที่หน้าผากจะยังคงเต้นตุบๆ แต่มุมปากของเธอกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ดวงตาที่เคยสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวของเด็กเจ็ดขวบ บัดนี้กลับฉายแววเจ้าเล่ห์และเยือกเย็นดุจนางมารร้าย
‘น้ำตาของเด็กคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกใบนี้’ เวยหลิงคิดในใจ
เธอพึ่งจะค้นพบสูตรสำเร็จในการเอาตัวรอดในนิยายน้ำเน่าเรื่องนี้แล้ว
ในเมื่อผู้ใหญ่พวกนี้ชอบใช้หน้ากากของความดีงามและข้ออ้างเรื่องประเพณีมากดขี่คนอื่น เธอก็จะใช้หน้ากากของเด็กน้อยผู้น่าสงสารนี่แหละ สะท้อนความเลวทรามของพวกมันให้สังคมได้รับรู้
‘นี่เป็นเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น หลินเจี้ยนจวิน หวังเจียวเจียว ย่าหลิน... พวกแกเตรียมตัวรับมือกับความบีบคั้นของจริงได้เลย เพราะต่อจากนี้ไป นางมารหอคอยทองคำอย่างฉันจะเป็นคนคุมจังหวะของนรกขุมนี้เอง’
