ตอนที่ 2 คำสาปของนักเขียน
ความมืดมิดที่เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของเวยหลิงกินเวลาไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ รู้ตัวอีกทีความเย็นเฉียบของพื้นโต๊ะกระจกก็ปลุกให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมา
บรรณาธิการสาวผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว อาการปวดหัวจี๊ดที่แล่นริ้วขึ้นมาเมื่อครู่ทุเลาลงไปบ้างแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกหนักอึ้งที่ขมับทั้งสองข้างราวกับมีใครเอาตะกั่วมาถ่วงไว้
เวยหลิงยกมือเรียวยาวขึ้นนวดหัวคิ้วตัวเอง เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานสุดหรู
แสงไฟนีออนด้านนอกหน้าต่างยังคงส่องสว่าง หน้าจอคอมพิวเตอร์เข้าสู่โหมดพักหน้าจอไปแล้ว
เธอเหลือบมองนาฬิกาเรือนทองฝังเพชรบนข้อมือ เข็มสั้นชี้บอกเวลาตีหนึ่งกว่า
‘ทำงานหนักจนวูบไปเลยหรือนี่’ เวยหลิงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำเย็นจัดบนโต๊ะมาดื่มรวดเดียวจนหมดเพื่อเรียกความสดชื่น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธออุทิศชีวิตให้กับหน้าที่การงาน ไต่เต้าจากพนักงานฝึกหัดตัวเล็กๆ จนก้าวขึ้นมานั่งบนบัลลังก์บรรณาธิการบริหารแพลตฟอร์มนิยายอันดับหนึ่ง
การทำงานวันละสิบหกชั่วโมงเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ ความเครียดและความกดดันคือเพื่อนสนิท
เวยหลิงไม่เคยยอมให้ความอ่อนแอทางร่างกายมาเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า เธอเชื่อเสมอว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดในวงการนี้ได้
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับท่าทางให้กลับมาสง่างามดุจนางมารหอคอยทองคำคนเดิม เธอตัดสินใจว่าคืนนี้ควรจะพอแค่นี้ ร่างกายของเธอต้องการการพักผ่อน
เวยหลิงลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันและกุญแจรถสปอร์ตที่วางอยู่มุมโต๊ะ ก่อนจะผลักประตูห้องทำงานเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
บรรยากาศในลานจอดรถชั้นใต้ดินเงียบสงัดและเย็นเยียบ เสียงส้นสูงกระทบพื้นคอนกรีตดังก้องสะท้อนไปมา
เวยหลิงปลดล็อกรถสปอร์ตคันงามสีแดงเพลิงของเธอ สอดตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยหุ้มหนังแท้ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง
เครื่องยนต์คำรามกระหึ่มขึ้นเมื่อเธอสตาร์ทรถ ก่อนที่รถสปอร์ตคันหรูจะพุ่งทะยานออกจากตึกสูงระฟ้า มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักที่ว่างเปล่าในยามวิกาล
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสาดกะทัดเข้ามาในห้องโดยสารเป็นจังหวะ เวยหลิงเปิดเพลงคลาสสิกคลอเบาๆ เพื่อขับไล่ความเงียบและอาการปวดหัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เธอเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็ว รถสปอร์ตพุ่งทะยานแหวกอากาศยามค่ำคืนด้วยความเร็วที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด แต่สำหรับคนที่มีอำนาจและเงินตราอย่างเธอ กฎหมายก็เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือบนกระดาษ
ระหว่างที่ขับรถ สมองของเธอก็ยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องงานและพล็อตนิยายที่เธอพึ่งสั่งแก้ ความคิดของเธอยังคงยึดติดอยู่กับผลกำไรและความสะใจ
ตัวละครมันก็แค่สิ่งสมมติ จะต้องไปแคร์อะไรนักหนา ถ้าอยากให้คนอ่านจ่ายเงิน มันก็ต้องบีบน้ำตาให้ถึงที่สุด ยิ่งรันทด ยิ่งน่าสงสาร คนก็ยิ่งชอบ
หลี่เถียนก็แค่นักเขียนหน้าใหม่ที่ยังไม่เข้าใจโลกของธุรกิจ โลกนี้มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิทาน ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ มันคือสัจธรรม
แต่แล้วในขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง อาการปวดหัวจี๊ดที่รุนแรงกว่าครั้งแรกก็พุ่งโจมตีอย่างกะทันหัน
เวยหลิงร้องเสียงหลง ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับอย่างแรง ความเจ็บปวดคราวนี้มันเหมือนมีเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาในสมองพร้อมๆ กัน
การมองเห็นของเธอเริ่มพร่ามัว แสงไฟจากหน้ารถและเสาไฟฟ้าข้างทางแตกกระจายเป็นเส้นสายบิดเบี้ยว
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับสั่นเตือนพร้อมหน้าจอที่สว่างวาบ เวยหลิงพยายามหรี่ตาที่ปวดร้าวเพื่อมองดูชื่อสายเรียกเข้า เธอคิดว่าอาจจะเป็นสายสำคัญจากผู้บริหาร
แต่ด้วยอาการปวดหัวที่รุนแรงและมือที่สั่นเทา ทำให้จังหวะที่เธอเอื้อมมือไปคว้ามัน โทรศัพท์กลับลื่นหลุดจากปลายนิ้วตกลงไปที่พื้นรถบริเวณที่วางเท้าฝั่งผู้โดยสาร
เธอสบถอย่างหัวเสีย เวยหลิงละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเอี้ยวตัวก้มลงไปควานหาโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุด
ในวินาทีที่เธอเงยหน้าขึ้นมา ภาพที่ปรากฏอยู่หลังกระจกหน้ารถไม่ใช่ถนนที่ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่เป็นท้ายรถบรรทุกสิบสองล้อคันมหึมาที่จอดเสียอยู่ริมทางโดยไม่มีการเปิดไฟสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้น
ระยะห่างที่กระชั้นชิดกับความเร็วที่พุ่งทะยานมาทำให้ไม่มีทางหลบพ้น
ดวงตาของเวยหลิงเบิกกว้าง สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดสั่งให้เธอเหยียบเบรกจนมิดและหักพวงมาลัยอย่างสุดแรง
เสียงยางรถยนต์บดเสียดสีกับพื้นถนนคอนกรีตดังสนั่นแสบแก้วหู กลิ่นยางไหม้คลุ้งไปทั่วบริเวณ รถสปอร์ตคันหรูเสียหลักหมุนคว้างกลางถนนราวกับของเล่นที่ถูกเหวี่ยง
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม รถสปอร์ตคันงามพุ่งอัดเข้ากับท้ายรถบรรทุกและแบริเออร์คอนกรีตข้างทางอย่างรุนแรง
แรงกระแทกมหาศาลทำให้กระโปรงหน้ารถยุบพังยับเยิน กระจกหน้ารถแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยพุ่งเข้าใส่ห้องโดยสาร ถุงลมนิรภัยทำงานกระแทกเข้าที่ใบหน้าและหน้าอกของเวยหลิงอย่างจัง
โลกทั้งใบหมุนคว้างและแตกสลาย โลหะบิดเบี้ยวบาดลึกเข้าที่ผิวหนัง ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่าที่มนุษย์จะทนรับได้แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขน
เวยหลิงสำลักเลือดคำโตออกมาเปรอะเปื้อนชุดสูทสีขาวราคาแพง กลิ่นควันไฟ กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกันจนชวนคลื่นไส้
ร่างของบรรณาธิการสาวผู้หยิ่งยโสถูกอัดก๊อบปี้ติดอยู่กับเบาะรถ ลมหายใจของเธอรวยรินลงทุกขณะ ดวงตาที่เคยเฉียบคมและทรงอำนาจตอนนี้พร่ามัวและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวความตาย
ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะแตกดับ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่แผดเผา จู่ๆ เสียงกระซิบอันเย็นยะเยือกและแหบพร่าก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
มันไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่กู้ภัย ไม่ใช่เสียงของผู้คนบนท้องถนน แต่มันคือเสียงของนักเขียนสาวที่เธอพึ่งจะไล่ออกไปจากห้องทำงาน
‘งั้นพี่ก็ลองไปเป็นเด็กคนนั้นดูแล้วกัน ลองไปอยู่ในนรกที่พี่สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเองเถอะ’
เวยหลิงพยายามจะเปล่งเสียงร้องถามว่านั่นคือเสียงอะไร แต่กลับมีเพียงฟองเลือดที่เอ่อล้นออกมาจากริมฝีปาก ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือประกายไฟที่แลบแปลบปลาบจากหน้ารถ ก่อนที่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์จะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น
วิญญาณของเธอรู้สึกเหมือนถูกกระชากหลุดออกจากร่าง หมุนวนตกลงไปในห้วงเหวที่ลึกและมืดมิดที่สุด ไร้ซึ่งจุดจบ
ความรู้สึกแรกที่ปลุกสติของเวยหลิงให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนานคือความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก
มันไม่ใช่ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานหรูหรา แต่มันคือลมหนาวที่พัดเอาความชื้นและกลิ่นดินโคลนเข้ามาปะทะผิว
เวยหลิงพยายามขยับตัว แต่ความปวดระบมแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังและศีรษะ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุรถชนที่กระดูกแหลกเหลว แต่มันเหมือนความปวดร้าวจากการถูกทุบตีด้วยของแข็งซ้ำๆ จนฟกช้ำไปทั้งตัว
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังรู้สึกถึงอาการแสบร้อนในกระเพาะอาหาร มันคือความหิวโหยอย่างรุนแรงแบบที่คนรวยอย่างเธอไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต
เธอครางออกมาเบาๆ พยายามกะพริบตาเพื่อขับไล่ความมืดมิด
เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ซากรถสปอร์ตที่พังยับเยิน หรือห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล แต่มันคือเพดานที่ทำจากไม้ไผ่สานเก่าๆ มุงด้วยฟางและหญ้าแห้ง
แสงสลัวๆ ลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเหนียวเข้ามา ทำให้เธอมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้เลือนลาง
ที่นี่คือห้องเล็กๆ ที่แคบและอับชื้น กลิ่นฝุ่น กลิ่นเชื้อรา และกลิ่นเหม็นอับของฟางที่เธอรองนอนอยู่ตีรวนขึ้นจมูกจนอยากจะอาเจียน
เวยหลิงพยายามใช้มือยันพื้นเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แต่เมื่อสายตาของเธอโฟกัสไปที่มือของตัวเอง หัวใจของเธอก็ร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
‘นี่มันไม่ใช่มือของเธอ’
มือที่เคยกางออกสั่งการคนนับร้อย มือที่เคยถือกระเป๋าแบรนด์เนมและแก้วแชมเปญ บัดนี้มันกลายเป็นมือที่เล็กจิ๋ว ผอมเกร็งจนเห็นกระดูกปูดโปน ผิวหนังหยาบกร้าน สีผิวซีดเหลืองและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเล็กๆ น้อยๆ
เวยหลิงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจ้องมองด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอรีบลูบคลำไปตามใบหน้าและลำตัว สัมผัสได้ถึงซี่โครงที่โผล่ออกมาใต้เสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ สีมอซอที่ตัวใหญ่หลวมโพรก
ร่างกายนี้ไม่ใช่ผู้หญิงวัยสามสิบที่ทรงสเน่ห์ แต่เป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขาดสารอาหารอย่างหนัก
‘เกิดอะไรขึ้น นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน’ เวยหลิงพึมพำกับตัวเอง
เสียงที่เปล่งออกมาก็เป็นเสียงเล็กแหลมแหบพร่าของเด็กน้อย ไม่ใช่น้ำเสียงทรงอำนาจของบรรณาธิการเวยอีกต่อไป
ความทรงจำสุดท้ายก่อนรถชน เสียงสาปแช่งของหลี่เถียนที่ดังก้องขึ้นมาในหัวตอนที่เธอกำลังจะตาย พล็อตนิยายยุคแปดศูนย์ที่เธอสั่งให้นักเขียนไปเพิ่มความรันทด
ความจริงอันน่าสยดสยองเริ่มประติดประต่อกันในสมองของอดีตบรรณาธิการสาว เธอเบิกตากว้าง หายใจหอบถี่ด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ
‘นี่เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายที่เธอพึ่งสั่งแก้พล็อตอย่างนั้นหรือ’
ยังไม่ทันที่เวยหลิงจะได้ตั้งสติหรือหาคำตอบให้กับความบ้าคลั่งนี้ เสียงโวยวายแสบแก้วหูก็ดังทะลุผนังดินเข้ามาจากลานหน้าบ้าน มันเป็นเสียงของหญิงชราที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและอาฆาตมาดร้าย
“นังตัวซวย แกมันเป็นแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองแดง แต่งเข้าบ้านหลินมาตั้งกี่ปี มีปัญญาเบ่งออกมาแค่นังเด็กผู้หญิงไร้ประโยชน์ตัวเดียว วันนี้ฉันจะสั่งสอนให้แกรู้ว่าหน้าที่ของสะใภ้ที่แท้จริงมันคืออะไร”
เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เดินกระทืบพื้นดินดังตึงตัง ตามมาด้วยเสียงร้องไห้สะอื้นที่เต็มไปด้วยความเวทนาของผู้หญิงคนหนึ่ง
เวยหลิงในร่างเด็กน้อยตัวสั่นสะท้าน เธอรู้ดีว่าฉากต่อไปคืออะไร เพราะนี่คือพล็อตเฮงซวยที่เธอเป็นคนออกคำสั่งให้สร้างมันขึ้นมากับมือ และตอนนี้เธอต้องออกไปเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเอง ในฐานะหลินเฟยเยว่ เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่กำลังจะถูกปู่ย่าแท้ๆ รังแกและขับไล่ออกจากบ้าน
