ตอนที่ 1 ปลายปากกาของปีศาจ
"พล็อตขยะแบบนี้คุณกล้าเอามาวางบนโต๊ะฉันได้ยังไง!"
ปึกกระดาษเอสี่นับสิบแผ่นถูกโยนกระแทกใส่หน้าหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างแรงจนมันกระจายลอยเกลื่อนพื้นห้องทำงานสุดหรู
เวยหลิง บรรณาธิการสาววัยสามสิบผู้กุมอำนาจสูงสุดของแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์อันดับหนึ่ง ยืนค้ำโต๊ะทำงานกระจกใสด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยอำนาจ
ดวงตาเฉี่ยวคมที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตจ้องมองนักเขียนรุ่นน้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เธอคือผู้หญิงที่วงการขนานนามว่านางมารหอคอยทองคำ ไม่ใช่แค่เพราะเธอทำงานอยู่บนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวง แต่เพราะความเด็ดขาด ไร้ความปรานี และสายตาที่มองทุกอย่างเป็นเพียงตัวเลขและผลกำไร
หลี่เถียน นักเขียนสาววัยยี่สิบต้นๆ นั่งไหล่สั่นเทาอยู่บนเก้าอี้หนัง ดวงตากลมโตของเธอแดงก่ำและเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา มือเล็กบีบเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขาวซีด
เธอพึ่งเรียนจบและมีความฝันอยากจะเป็นนักเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน แต่ความจริงในโลกทุนนิยมกลับตบหน้าเธออย่างจังตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาทำงานที่นี่
"แต่บรรณาธิการเวยคะ..." หลี่เถียนพยายามเปล่งเสียงที่สั่นพร่าออกมา
"พล็อตเรื่องแม่ลูกถูกครอบครัวสามีรังแกเพราะไม่มีลูกชายให้ตระกูล จนต้องถูกไล่ออกจากบ้านไปตกระกำลำบากในยุคแปดศูนย์ ฉันคิดว่ามันบีบคั้นอารมณ์มากพอแล้วนะคะ ตัวละครเด็กก็อายุแค่เจ็ดขวบ ส่วนแม่ก็เป็นแค่ผู้หญิงชาวบ้านหัวอ่อนที่ไม่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอก การที่พวกเธอถูกไล่ออกไปตัวเปล่าในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนั้น มันก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นแล้วค่ะ"
"นรกงั้นเหรอ?" เวยหลิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง เธอยกขาขึ้นไขว่ห้างอย่างสง่างาม
"นรกที่คุณว่ามันจืดชืดและน่าเบื่อเกินไปหลี่เถียน คุณคิดว่านักอ่านสมัยนี้ยอมจ่ายเงินซื้อเหรียญเข้ามาอ่านนิยายเพื่อดูผู้หญิงอ่อนแอกับเด็กร้องไห้เดินออกจากบ้านไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือไง ถ้าคุณคิดแบบนั้นคุณก็โลกสวยเกินกว่าจะยืนอยู่ในวงการนี้แล้ว"
เวยหลิงชี้หน้าหลี่เถียนด้วยปากการาคาแพงในมือ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกคนฟัง
"คนอ่านต้องการความสะใจ พวกเขาต้องการเห็นนางเอกถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี เพื่อที่เวลาพวกเธอพลิกกลับมาเอาคืน มันจะได้สะใจจนคนอ่านยอมทุ่มเงินเปย์ให้คุณยังไงล่ะ พล็อตที่คุณเขียนมามันมีแต่น้ำตา ไม่มีเลือด ไม่มีความแค้นที่มากพอจะขับเคลื่อนเนื้อเรื่องให้ไปถึงจุดพีคได้"
"แต่พวกเธอเป็นแค่มนุษย์นะคะ เป็นตัวละครที่มีหัวใจ มีความรู้สึก" หลี่เถียนเถียงกลับทั้งน้ำตา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้าถึงเลือดเย็นได้ขนาดนี้
"ฉันไม่อยากเขียนให้พวกเธอต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้แล้วค่ะ การถูกสามีนอกใจและปล่อยให้พ่อแม่ตัวเองไล่เมียกับลูกออกมา มันก็ใจร้ายเกินพอแล้วนะคะ นักอ่านบางกลุ่มอาจไม่ชอบแนวตับพังขนาดนั้นก็ได้ค่ะ" หลี่เถียนพยายามอธิบาย
"อย่ามาพูดเรื่องหัวใจและตับไตกับฉัน!" เวยหลิงตวาดกลับเสียงกร้าว
"ในวงการนี้ หัวใจและตับไตมันกินไม่ได้ ยอดวิวยอดขายต่างหากที่เลี้ยงปากท้องคุณ ไปแก้พล็อตมาใหม่ทั้งหมด เพิ่มความบีบคั้นเข้าไปอีก ให้แม่ถูกซ้อมจนกระอักเลือด ให้พ่อหน้าโง่นั่นพานังเมียน้อยมาหยามเหยียบถึงในห้องนอน และที่สำคัญ... ให้ครอบครัวเฮงซวยนั่นวางแผนจะเอาลูกสาววัยเจ็ดขวบไปขายให้แก๊งค้ามนุษย์เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าสินสอดเมียน้อย"
"อะไรนะคะ!" หลี่เถียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"จะให้ขายเด็กเจ็ดขวบเลยเหรอคะ แบบนั้นมันไม่โหดร้ายเกินไปหรือไง บรรณาธิการเวย เด็กอายุแค่นั้นต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ มันบิดเบี้ยวเกินไปแล้วนะคะ ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่อยากทรมานตัวละครของตัวเองแบบนั้น"
เวยหลิงถอนหายใจยาวอย่างรำคาญใจ เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟดำขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังใช้ความคิดว่าจะจัดการกับเด็กหัวดื้อตรงหน้านี้อย่างไรดี
ก่อนจะวางแก้วลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อส่งแรงกดดันทั้งหมดไปที่อีกฝ่าย
"หลี่เถียน ฟังฉันให้ดีนะ" น้ำเสียงของเวยหลิงเย็นเยียบกระดูก
"ถ้าไม่รันทด คนอ่านจะอยากเห็นนางเอกเอาคืนได้ยังไง โลกของนิยายมันก็คือธุรกิจ ธุรกิจที่ขายความรู้สึกของคน ถ้าคุณทำให้คนอ่านโกรธแค้นแทนตัวละครไม่ได้ คุณก็ล้มเหลวในฐานะนักเขียน ไปจัดการแก้พล็อตเรื่องนี้ซะ ทำให้มันดาร์กที่สุด เลวร้ายจนตับพังที่สุด บีบคั้นน้ำตาที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการออก"
หญิงสาววัยสามสิบเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เหมือนฟางเส้นสุดท้าย
"พรุ่งนี้เช้า พล็อตที่แก้แล้วต้องวางอยู่บนโต๊ะของฉัน ถ้าคุณทำไม่ได้ก็เขียนใบลาออกแล้วไสหัวไปซะ สำนักพิมพ์ของเราไม่มีที่ว่างให้นักเขียนโลกสวยที่สร้างยอดขายไม่ได้"
หลี่เถียนนั่งนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินลงมาอาบสองแก้ม เธอรู้ดีว่าเวยหลิงพูดจริงและทำจริง
นางมารตรงหน้านี้สามารถทำลายอนาคตในวงการนักเขียนของเธอได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือ
นักเขียนหน้าใหม่อย่างเธอไม่มีสิทธิ์ต่อรองหรือเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น นอกจากการก้มหน้าทำตามคำสั่งอันโหดร้ายนั้น
หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทรุดตัวลงเก็บแผ่นกระดาษที่หล่นกระจายอยู่บนพื้นทีละแผ่นด้วยมือที่สั่นเทา
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วสัมผัสกับตัวอักษรที่เธอตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมา หัวใจของเธอก็ปวดร้าวราวกับเธอกำลังกอบกู้ซากศพของลูกรักที่ถูกผู้หญิงใจร้ายคนนี้ฉีกทึ้งจนไม่มีชิ้นดี
เมื่อเก็บกระดาษจนครบ หลี่เถียนกอดแฟ้มพล็อตเรื่องไว้แนบอก เธอเงยหน้าขึ้นมองเวยหลิงเป็นครั้งสุดท้าย แววตาที่เคยหวาดกลัวและอ่อนแอ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกลียดและชิงชังอย่างลึกล้ำ
เธอไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว หันหลังเดินตรงไปยังประตูห้องทำงาน ก้าวเดินแต่ละก้าวหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เวยหลิงมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยแววตาไร้ความรู้สึก เธอชินชากับน้ำตาและการจากไปของนักเขียนหน้าใหม่ที่ทนแรงกดดันไม่ได้
สำหรับเธอแล้ว คนพวกนี้ก็แค่ฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ที่พร้อมจะถูกสับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ขอเพียงแค่แพลตฟอร์มยังมีนิยายที่ดึงดูดนักอ่านได้ จะเป็นผลงานของใครก็ไม่สำคัญ
ประตูห้องทำงานถูกปิดลงเบาๆ ทิ้งให้เวยหลิงอยู่กับความเงียบและวิวตึกสูงระฟ้าภายนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เธอหมุนเก้าอี้หันไปมองแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องที่ส่องสว่างแข่งกับดวงดาวบนท้องฟ้า ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มบางๆ พลางพึมพำกับตัวเอง
"อ่อนแอแบบนี้ จะไปรอดในโลกความจริงได้ยังไง"
ในขณะเดียวกัน ทางด้านหลี่เถียนที่พึ่งก้าวพ้นออกมาจากห้องทำงานของบรรณาธิการใหญ่ ขาทั้งสองข้างของเธอแทบจะหมดแรงจนต้องทรุดตัวลงพิงกำแพงทางเดิน
หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอื้นอย่างไม่อายใคร ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานระเบิดออกมาจนหมดสิ้น
เธอเกลียด เกลียดผู้หญิงเลือดเย็นคนนั้น เกลียดระบบทุนนิยมที่บีบบังคับให้เธอต้องขายจิตวิญญาณ เกลียดตัวเองที่ไม่มีอำนาจพอจะปกป้องตัวละครที่เธอรัก
หลี่เถียนกำแฟ้มพล็อตเรื่องในมือแน่นจนกระดาษยับย่น เล็บจิกทึ้งลงบนปกแฟ้มพลาสติกจนแทบขาด
เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานทางเดินที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออน ดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์ไปด้วยแรงอาฆาตที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
"คุณมันไม่มีหัวใจ เวยหลิง" หลี่เถียนพึมพำผ่านริมฝีปากที่สั่นระริก น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและสาปแช่ง
"คุณมองความทุกข์ทรมานของคนอื่นเป็นแค่เครื่องมือหาเงิน คุณไม่เคยรู้หรอกว่าการตกนรกทั้งเป็นมันรู้สึกยังไง คุณมันก็แค่นางมารร้ายที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง เหยียบย่ำหยาดเหงื่อและน้ำตาของคนอื่นเพื่อความสำเร็จของตัวเอง"
หญิงสาวกัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงกรามกระทบกัน เธอหลับตาลงรวบรวมความเจ็บปวดทั้งหมดที่มี กลั่นมันออกมาเป็นคำสาปแช่งสุดท้ายที่พรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"ขอให้คุณลงไปอยู่ในนรกที่คุณสร้างขึ้นมาเอง เวยหลิง ขอให้คุณถูกกระชากลงจากหอคอยทองคำไปเกิดเป็นเด็กผู้หญิงวัยเจ็ดขวบที่ต้องถูกรังแก ถูกไล่ออกจากบ้าน ถูกจับไปขายอย่างที่คุณต้องการ ขอให้คุณได้สัมผัสกับความอดอยาก ความหนาวเหน็บ และความสิ้นหวังอย่างที่ตัวละครของฉันต้องเผชิญ ขอให้คุณติดอยู่ในพล็อตนิยายบัดซบนั่น และไม่มีวันได้กลับมาใช้ชีวิตสุขสบายแบบนี้อีกตลอดกาล"
ทันทีที่สิ้นคำสาปแช่ง หลี่เถียนรู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านร่างของเธอไป มันเป็นความรู้สึกที่น่าขนลุกและแปลกประหลาด แต่เธอไม่ได้สนใจ
หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้ง กอดแฟ้มพล็อตเรื่องเดินจากไป ทิ้งคำสาปแช่งนั้นให้ล่องลอยวนเวียนอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเวยหลิง ราวกับวิญญาณร้ายที่กำลังรอคอยเวลาลงทัณฑ์
ภายในห้องทำงานสุดหรู เวยหลิงที่กำลังก้มหน้าอ่านรายงานผลประกอบการบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ จู่ๆ ก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอย่างกะทันหัน มันเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงและฉับพลันจนเธอต้องยกมือขึ้นกุมขมับ
ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์เบลอพร่า แสงไฟในห้องกะพริบติดๆ ดับๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะของเธอที่จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันไร้จุดจบ
