3
“กินหน่อย จะได้มีแรง” เขาจัดการป้อนให้ พิรดายิ้มอ่อนโยนกับการกระทำของคนที่ปกติปากมอม ขี้แกล้งแบบเขา
“อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนนะ ไม่อยากอยู่คนเดียว”
คิรันหน้าแดงนิด ๆ แต่พยายามทำเป็นเฉย คิดถึงตอนที่ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายก่อนหน้านี้ ถ้ายายตัวแสบบนเตียงรู้ว่าเขามีสภาพยังไง คงหัวเราะเยาะเป็นแน่ โชคดีที่เธอไม่เห็นเพราะสลบอยู่
“ก็ไม่ได้จะไปไหนอยู่แล้ว” เขาตอบอย่างเขิน ๆ
บรรยากาศอบอุ่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
ช่อพิกุลเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะคุกเข่าลงตรงปลายเตียงในทันที
“คุณหนูคะ กุลผิดเองค่ะ กุลทำให้คุณหนูไม่พอใจ กุลขอโทษ ฮึก…ขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
น้ำเสียงสั่นไหวเหมือนคนสำนึกผิดสุดหัวใจ แต่สายตาที่ก้มต่ำแอบเหลือบขึ้นมามองพิรดาด้วยแววคาดหวังให้เธอหลงกลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ศิวกรรีบก้าวเข้ามาประคองร่างบอบบาง
“อย่าโทษตัวเองเลยนะกุล พิผลักเธอตกน้ำก่อน เธอไม่ได้ผิด เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะกรรมตามสนอง” เขาหันมามองพิรดาด้วยแววตำหนิ
“พิ…เธอทำตัวเองนะ กรรมมันเลยตามทัน” แถมยังต่อว่าตามมาอีก
พิรดานิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ
“คินช่วยประคองฉันลงจากเตียงหน่อย”
คิรันชะงัก
“จะทำอะไรน่ะ”
“อยากลงจากเตียงหน่อย แต่ไม่ค่อยมีแรงเท่าไหร่” เธอตอบพลางยิ้มมุมปาก
คิรันมองเธออย่างสงสัย แต่สุดท้ายก็ยื่นมือให้จับ ประคองเธอลงจากเตียงอย่างระมัดระวังราวกับเธอเป็นเป็นเจ้าหญิง พิรดาก้าวช้า ๆ ไปจนถึงหน้าช่อพิกุลที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงพื้น
เพียะ!!
เสียงตบสะท้านทั้งห้องจนทุกคนตะลึง ช่อพิกุลหน้าหันตามแรงฝ่ามือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและความอับอาย ไม่คิดว่าจะโดนตบจนหน้าหัน ศิวกรรีบหันมาดุพิรดาในทันที
“พิ เธอทำบ้าอะไรนี่ ทำไมต้องกลั่นแกล้งกุลตลอดเลย นี่ก็ลงไม้ลงมืออีก”
พิรดายกคางขึ้นเล็กน้อย สายตาเย็นชาจนคนมองสะท้าน
“ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ทำ ใคร ๆ ก็หาว่าฉันทำ ทั้งที่ฉันพยายามอธิบาย พยายามทำดี แต่ไม่มีใครเชื่อ”
เธอก้าวเข้าไปใกล้ช่อพิกุลที่ยังตัวสั่น เพราะยังต้องแสดงละคร เลยโต้ตอบอะไรไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อยากตบพิรดาเสียให้หน้าหันเช่นกัน
“งั้นต่อจากนี้ไป…ฉันจะ ‘ทำจริง เจ็บจริง’ แล้วล่ะ จะได้รู้ว่าถูกกลั่นแกล้งมันเป็นยังไง”
ช่อพิกุลหน้าซีดเป็นกระดาษ ส่วนศิวกรเองก็อึ้งจนพูดไม่ออก เขาอ้าปากจะต่อว่าอีก แต่พิรดาหันไปเรียกเสียงหวาน
“คิน พิเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน ไล่หมาแมวออกไปจากห้องให้หน่อย”
คิรันที่ยืนข้าง ๆ เหลือบมองศิวกรด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ก่อนจะพูดเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ออกไปได้แล้ว พิจะพักผ่อน” ประโยคเดียวทำให้ทั้งศิวกรและช่อพิกุลต้องถอยออกไปอย่างเสียหน้า เพราะถึงยังอยู่ก็อาจจะมีเรื่องราวใหญ่โตได้
ประตูปิดลงเงียบสนิท ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่อยู่ในห้องเดียวกัน
คนหนึ่งเพิ่งได้สติว่าต้องปกป้องตัวเอง อีกคนหนึ่งพร้อมจะปกป้องเธอจนสุดทาง
โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้นเงียบสงบ แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งเหมือนมีควันหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ทุกตารางนิ้ว
ศิวกรประคองช่อพิกุลออกมาด้วยท่าทางห่วงใย มือใหญ่ลูบไหล่เธอเบา ๆ เหมือนปลอบเด็ก
“กุลไม่ต้องร้องนะ ไม่ใช่ความผิดของเราเลย พิอารมณ์ไม่ดีน่ะ เธอเพิ่งเจอเรื่องหนักมา อาจจะหงุดหงิดไปบ้าง แล้วพี่จะตักเตือนเธอเอง” อย่างน้อยเขาก็คิดว่าตัวเองเป็นพี่ชายที่พิรดารักมากที่สุด รอให้เธออารมณ์ดีก็คงตักเตือนได้เหมือนเคย
ช่อพิกุลเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นระริก น้ำตาไหลเป็นสาย แต่ในแววตาลึก ๆ ของเธอมีแต่ความเจ็บใจและความโกรธแค้นที่ถูกตบแบบไม่ทันตั้งตัว
เธอซบลงกับอกของศิวกร ทำทีเหมือนหมดเรี่ยวแรง
“กุลมันก็แค่ลูกคนใช้ในบ้านค่ะพี่กร กุลจะพูดอะไรได้ ถึงโดนตบก็ต้องทน กุลผิดเองที่เกิดมาต้อยต่ำ ฮึก ๆ ฮือ ๆ” เสียงสั่นแบบฝืนสุด ๆ แต่กลับแทงใจชายหนุ่มอย่างแม่นยำ
ศิวกรรีบกอดหล่อนแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป
“อย่าพูดแบบนั้น กุลไม่ได้ผิดอะไรทั้งนั้น พินั่นแหละที่ทำเกินไป” ได้ผล ช่อพิกุลก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มร้ายที่กำลังค่อย ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปาก
ก่อนหน้านี้พิรดาอ่อนหวาน อ่อนโยน พูดอะไรไม่เคยสวนกลับ โดนใส่ร้ายก็พยายามแก้ตัวแบบกล้ำกลืน
ไม่เคยตบ ไม่เคยทำร้ายจริง ทำให้เธอควบคุมคนทั้งบ้านได้ง่ายดาย ใส่ร้ายว่านังนั่นกลั่นแกล้งทุกคนก็เชื่อ แต่ตอนนี้พิรดาที่ฟื้นขึ้นมากลับต่างออกไป
นิ่งเงียบ เย็นชา กล้าตบ กล้าสวนกลับ มันทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย งั้นก็ต้องจัดการให้สิ้นซาก โดยใช้ผู้ชายคนนี้นี่แหละ
เธอบีบน้ำตาเพิ่ม เสียงสั่นสะอื้นหนักขึ้น
“กุลกลัวค่ะ กลัวคุณหนูจะทำร้ายกุลอีก แต่กุลก็ไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ อีกอย่างกุลอยากอยู่ดูแลรับใช้พี่กรค่ะ พี่กรมีบุญคุณกับกุลมาก”
เธอกำมือศิวกรไว้แน่นเหมือนเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย
ศิวกรมองหน้าช่อพิกุลด้วยความสงสาร ดวงตาเต็มไปด้วยความเวทนา แล้วพูดประโยคที่ทำให้ช่อพิกุลยิ้มอยู่ในใจ
“ต่อไปพี่จะจัดการกับพิเอง จะอบรมสั่งสอนเธอให้รู้ว่าต้องปฏิบัติกับคนอื่นยังไง ยังไงพิก็เป็นน้องสาว พี่จะไม่ยอมให้เธอมารังแกกุลอีกเด็ดขาด” หัวใจของช่อพิกุลเต้นแรงด้วยความสะใจ
ดี…ดีมาก…ถ้าเขาเข้าข้างเธอขนาดนี้ ต่อให้พิรดาฟื้นขึ้นมาแบบไหน ก็สู้เธอไม่ได้เหมือนเดิม
พิรดาตกหลุมรักพี่ชายบุญธรรมของตัวเอง นี่คือจุดอ่อนที่เธอจะใช้เล่นงานอีกฝ่าย ในเมื่อรักก็จะยอมทุกอย่าง
เธอซบหน้าเข้ากับอกศิวกรอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่รอยยิ้มเย้ยหยันกลับแผ่วผ่านริมฝีปากอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครทันเห็น ว่านี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการเริ่มเกมครั้งใหม่อีกครั้ง
ห้องพักพิเศษเงียบสงบ มีเพียงแสงไฟอุ่นนุ่มสาดลงบนเตียงที่พิรดานอนอยู่ เธอเริ่มมีสีหน้าดีขึ้นมากแล้ว และตอนนี้มีคิรันนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างแม้สักก้าวเดียว
บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายเพิ่งออกไปพัก หลังจากพูดแซวเบา ๆ ว่า ฝากดูแลพิด้วยนะคิน ทิ้งให้ในห้องเหลือเพียงคนทั้งสอง และบรรยากาศหวาน ๆ ที่อบอวลอย่างปฏิเสธไม่ได้
พิรดาหันไปมองคิรันที่กำลังปอกแอปเปิลอยู่ เขารู้ว่าเธอชอบกิน ก็เลยชอบปอกไปด้วย
“คิน” เสียงเธอนุ่มจนคิรันสะดุ้งเล็กน้อย
“อะ…อะไร” เขาทำเสียงดุกลบเกลื่อน แต่หน้าแดงจาง ๆ โดนจับได้ง่ายมาก พิรดายิ้มละมุน เป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เคยให้เขามาก่อน เพราะสมัยก่อนเธอกับเขาคือคู่กัดคนสำคัญ แยกเขี้ยวใส่กันตลอด
