2:การกลับมา
เวลาต่อมา
อนาคิน และ ทัพศึกขับรถพาฉันมายังออฟฟิศใหม่ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาจะเหลือแต่ตกแต่งภายในอีกแค่นิดหน่อยเท่านั้นก็จะแล้วเสร็จ
ฉันนั่งจิบกาแฟช่วงบ่ายรอใครบางคนตามที่นัดไว้อยู่ที่สวนไม้ดอกที่ถูกเนรนิตขึ้นโดยทีมสถาปนิกที่คุณปู่คุณย่าแนะนำและจ้างให้เขามาตกแต่งภายนอกก่อน ส่วนภายในท่านทั้งสองให้ฉันเป็นคนเลือกแบบและสไตล์การตกแต่งตามที่ฉันชื่นชอบเอง
“พี่ดรีม!”
“เดียร์!”
เดียร์เข้ามาฉุดเรียวแขนอย่างแรงทันทีที่ฉันยืนขึ้นจนเซเกือบจะล้ม คงด้วยความตื่นเต้นดีใจของเดียร์ที่ได้เจอฉัน แต่การกระทำของเธอทำให้บอดี้การ์ดสองคนของฉันต้องรีบเข้ามาประคองร่างไว้ไม่ให้ล้มพร้อมกับรั้งตัวของเดียร์แล้วกันให้เธอออกห่างจากตัวของฉัน
“ไม่เป็นไร! นี่น้องสาวของฉันเอง”
ฉันหันไปบอกกับอนาคิน และ ทัพศึก ก่อนที่เขาทั้งคู่จะปล่อยร่างของเดียร์ให้เป็นอิสระ
“นี่คนของพี่เหรอ หล่อดีหนิ! แต่น่าเสียดายนะ เป็นแค่ลูกจ้าง!”
เดียร์ปรายตามองคนของฉันอย่างดูแคลนพร้อมทั้งเบ้ปากใส่เขาสองคนอย่างนึกดูถูก
“ระวังคำพูดหน่อย เธอจะพูดจะจาอะไรหัดมีสัมมาคาราวะกับคนอื่นเขาบ้าง ไปไหนมาไหนจะได้มีคนรัก”
“ทำไม! พอรวยเป็นคุณหนูเข้าหน่อย ต้องทำถือยศถืออย่างด้วยรึไงกัน”
“หนิ! พี่กำลังเตือนเธอด้วยความหวังดีนะ กับพี่...เธอจะพูดยังไงก็ได้ แต่อย่ามาทำตัวก้าวร้าวใส่คนของพี่”
“ทำไม! คิดจะเอามาทำผัวเหรอ ถึงแตะต้องไม่ได้”
“นี่! อย่าคิดว่าจะพูดอะไรที่นี่ก็ได้นะ พี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามพี่ได้อีกรวมถึงเธอด้วย”
ฉันบอกออกไปอย่างจริงจัง ทำให้เดียร์ที่เคยข่มฉันอย่างที่ผ่านมามีท่าทีที่อ่อนลง เพราะคิดว่าคราวนี้ฉันคงจะเอาจริงต่างจากที่แล้วมา
“แล้วมีอะไร เห็นแม่บอกว่าพี่ต้องการพบฉัน ได้ข่าวว่าเพิ่งบินกลับจากฮ่องกงมาเมื่อคืนนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยด้วยไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ พี่เปิดบริษัทใหม่ เห็นว่าเธอยังไม่มีงานทำ เลยอยากชวนให้มาทำงานด้วยกัน”
“ไอ้บริษัทจัดหาคู่กระจอก ๆ แบบนั้นอ่ะเหรอ” เดียร์ทำท่ายี้ใส่
“บริษัทอะไรก็ไม่มีคำว่ากระจอกหรอก ถ้าเราตั้งใจทำมัน” ฉันบอกออกไป
“ตำแหน่งอะไร ถ้าตำแหน่งธรรมดาทั่วไปได้ค่าแรงไม่เท่าไหร่ ฉันไม่ทำหรอกนะ” เดียร์รีบบอกปัดฉัน เพราะคงกลัวว่าจะได้ค่าแรงน้อย แต่ฉันคงไม่ทำแบบนั้นแน่
“เธอเป็นคนสวยพี่อยากให้เธอมาช่วยเรื่องประชาสัมพันธ์นิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็จะให้เธอกลับไปเรียนต่อ”
“อะไรนะ! ประชาสัมพันธ์เหรอ ตำแหน่งงี่เง่าแบบนั้นใครอยากทำกัน” เดียร์ถึงกับส่ายหน้า ด้วยท่าทางที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“แล้วเธออยากทำงานในตำแหน่งอะไร อย่าลืมนะ! ว่าเธอเรียนไม่จบ ประสบการณ์การทำงานอะไรก็ยังไม่เคยมีเลย” ฉันบอกออกไป
ทั้งที่ไม่อยากพูดจาเหมือนดูถูกน้องต่อหน้าบอดี้การ์ดทั้งสองคนที่เรียนจบปริญญาโทมาด้วยกันทั้งคู่ แถมมีดีกรีเกียรตินิยมอันดับสอง และ อันดับหนึ่งติดไม้ติดมือมาด้วยกันทั้งสองคน
“ไม่! ถ้าจะให้ฉันทำงานที่นี่ พี่ต้องให้ฉันเป็นผู้ช่วย”
“ไม่ได้ ตำแหน่งนั้นเป็นของต้นหลิว” ฉันบอกออกไป
“งี่เง่า! ถ้างั้นฉันก็ไม่ทำ...มีอะไรอีกไหม ถ้างั้นฉันขอตัว!”
“เดี๋ยวสิเดียร์...เดี๋ยว!”
ฉันยังพูดไม่ทันจบ ว่าถ้าต่อไปเธอเรียนจบ ฉันจะให้เธอมาเป็นผู้ช่วยฉัน เดียร์ก็สะบัดก้นเดินหนีไปแล้ว แต่มันก็ยังจะคงอีกนานที่ฉันจะมอบหมายงานตำแหน่งนั้นให้เดียร์ เพราะถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่ เราอาจจะร่วมงานกันไม่ได้
“คุณดรีมคะ”
ฉันพยายามที่จะตามเดียร์ ทว่าในตอนนั้นต้นหลิวผู้ช่วยของฉันเดินตรงมาหาฉันซะก่อน ทำให้ต้องฉันหยุดที่จะตาม และ รั้งเดียร์เอาไว้
“มีอะไรต้นหลิว”
ฉันถาม ก่อนที่ต้นหลิวจะบอกคิวงานกับฉัน
“ตัวแทนสถาปนิกของบริษัทตกแต่งภายในที่นัดไว้มาถึงแล้วค่ะ”
“ให้เข้าไปรอที่ห้องทำงานฉันได้เลย เดี๋ยวฉันตามไป”
ฉันบอก ก่อนที่ต้นหลิวจะรับคำแล้วเดินกลับไป
“ขอโทษด้วยนะ ที่น้องสาวของฉัน พูดจาก้าวร้าวใส่นายสองคน”
ฉันหันกลับมาสบตากับบอดี้การ์ดหนุ่มหล่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้ม และ พยักหน้าน้อย ๆ ให้กับฉันอย่างเข้าใจ และ ถึงฉันไม่พูดอะไรพวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าใจดีอยู่แล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ่งเกรงใจ จนต้องออกโรงปกป้องพวกเขาทั้งคู่
“ไม่เป็นไรเลยครับ คุณหนู”
อนาคินเป็นตัวแทนพูดความรู้สึกนั้น
ฉันโชคดีมากที่ฉันได้กลับไปอยู่กับคุณปู่และคุณย่า ท่านทั้งสองสอนให้ฉันเป็นคนเข้มแข็ง และ ไม่ว่าฉันจะผ่านอะไรมา ฉันไม่เคยคิดที่จะกลับไปนึกเสียใจเลยเมื่อฉันมีท่านทั้งสองคนคอยอยู่เคียงข้าง ในวันที่ฉันล้มลง
แถมฉันยังได้บอดี้การ์ดดี ๆ เพิ่มมาด้วยอีกสองคน บอดี้การ์ดที่เป็นทั้งเพื่อน และ พี่ชายให้กับฉันในเวลาเดียวกัน