
นิยายชุดแม่สื่อ ตอน แม่สื่อสาว (FIRST & DREAME) 2 END
บทย่อ
พาฝัน เจ้าของ PERFECT DREAME บริษัทจัดหาคู่ ที่ได้วิศวกร และ สถาปนิกหนุ่มไฟแรง ที่ดั๊นเป็นอดีตหนุ่ม ๆ สุดฮอต ประวัติสุดโชกโชน มาช่วยสร้างบ้านหลังใหญ่โตเสมือนคฤหาสน์ให้ โดยเธอเคยเป็นแม่สื่อแม่ชักให้กับสาว ๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กับ เรื่องราวสุดฉาวที่จบแบบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ ทว่า 4 ปีมาแล้ว ใครจะเชื่อ ! ว่าเธอจะต้องโคจรมาเจอกับคนเหล่านี้อีกครั้ง เรื่องราวสุดร้อนแรงเกินต้านจึงเกิดขึ้น !
1:การกลับมา
แม่สื่อสาว
๔ ปีต่อมา...
(ดรีมทอล์ก) :
สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก! ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนสีขาวของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งใจกลางมหานครพร้อมขยับตัวยกเรียวแขนสองข้างขึ้นมายืดเส้นยืดสายเพื่อไล่ความขี้เกียจออกจากร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
"อื้อ~"
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาฉันเริ่มชินกับชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากจนเคยตัวในเมืองใหญ่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ทว่าตอนนี้ฉันกลับมาแล้ว และ คงจะใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปอีกไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ฉันกำลังเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว และ สร้างอนาคตใหม่ รวมทั้งมีธุรกิจในฝัน
เพอร์เฟ็กต์ดรีม บริษัทที่รับหน้าที่คอยจัดหาคู่ให้กับผู้ที่อยากมีคนรัก รวมไปถึงคนที่อยากรักแต่ไม่อยากจีบ บริษัทของฉันก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สมหวังในความรักที่สั่งได้
ฟังแล้วน่าสนุกใช่ไหมล่ะ แต่มันกลับไม่ง่ายเลย โชคดีที่ฉันยังมีผู้ช่วย เธอคือต้นหลิว เพื่อนร่วมรุ่นสมัยที่ฉันเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
ยังจำได้กันอยู่ใช่ไหม ตอนที่ฉันเห็นใบสมัครซึ่งถูกส่งมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก ฉันไม่ลังเลใจเลยที่จะรับเธอเข้าทำงาน นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้ร่วมงานกัน และ เป็นครั้งแรกที่เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบสี่ปีเต็ม
ตื่นเต้นชะมัด! แถมออฟฟิศใหม่ยังใกล้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วด้วย...เย้! ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น และ เร้าใจไปมากกว่าโปรเจ็กต์นี้อีกแล้ว
"เย้ย!”
ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกอกตกใจดีดกายลุกขึ้นนั่งพร้อมทั้งดึงรั้งผ้าห่มผืนหนาเข้ามาคลุมตัวไว้อย่างระแวดระวัง เมื่อได้เห็นสองหนุ่มหล่อร่างกำยำสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มกำลังยืนส่งยิ้มหวานอยู่ที่หน้าประตูภายในห้องนอนของฉัน
“พวกนายเข้ามาในนี้ได้ไง”
ฉันจ้องหน้าเขม็งไปที่ร่างสูงของอนาคิน และ ทัพศึกสองหนุ่มหล่อที่รับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้ฉันมาเกือบสี่ปีแล้ว
“คุณหนูไม่ได้ปิดประตู พวกเราสองคนก็เลยพากันเดินเข้ามา”
ทัพศึกเป็นเจ้าของคำพูด ก่อนที่ฉันจะเหลือบมองไปยังประตูบานนั้น
จำได้ว่าเมื่อคืนหลังจากที่เครื่องบินแลนดิงสู่สนามบินเมืองไทย ฉันก็เดินทางมาพักยังโรงแรมหรูแห่งนี้ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะนอนสลบไสลไปเป็นตายมารู้ตัวอีกทีก็เพิ่งจะตอนนี้เอง
“เอ่อแล้ว...”
ฉันยังไม่ทันจะได้อ้าปากถามเป็นเรื่องเป็นราว อนาคินก็ชิงตอบฉันมาก่อนอย่างคนรู้หน้าที่ของตัวเองดี เขาเป็นแบบนี้เสมอเลย
“ผมเป็นคนไปส่งให้ตั้งแต่เช้าแล้วครับ คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วง”
“อื้อ...ขอบใจมากนะอคิน ว่าแต่...นี่กี่โมงแล้ว”
“เกือบบ่ายโมงแล้วครับ คุณหนูมีนัดคุยงานที่ออฟฟิศใหม่ด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าไปสายอาจถูกตำหนิเอาได้นะครับ”
อนาคินบอก และ ยังไม่ลืมที่จะกล่าวเตือนฉัน ทั้งสองคนมีอายุมากกว่าฉันคนละเกือบสองปี แม้ว่าพวกเขาจะดูคล้ายว่าเป็นพี่ชายของฉัน แต่เราก็ดูจะเหมือนเป็นเพื่อนกันซะมากกว่า
“จริงสิ...ฉันมีนัดคุยงานตอนบ่ายสอง แล้วทำไมเพิ่งจะมาปลุกฉันล่ะเนี่ย บ้าจริง!” ฉันบ่นอิดออดทั้งที่เป็นคนที่ตื่นสายซะเอง แต่ก็ดันบ่นสองคนนี้ได้เหมือนทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนเลย
เรียกได้ว่าทุกครั้งที่ฉันบ่น สองคนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิด หรือ ไม่พอใจ กลับพากันเอาแต่อมยิ้ม แถมยังเห็นเป็นเรื่องตลก เพราะฉันมักจะจู้จี้ขี้บ่นแบบนี้อยู่แล้ว มันเป็นผลพวงมาจาก...ช่างเถอะ! เรื่องมันแล้วไปแล้ว
“อ๊ะ! พวกนายทำอะไร”
ฉันเอ่ยถาม หลังจากที่เหวี่ยงขาลงจากเตียงเท้ายังไม่ทันถึงพื้นรองเท้าแตะพื้นนุ่มก็ถูกสวมเข้ามาที่เท้าของฉันโดยทัพศึก ก่อนที่อนาคินจะสวมเสื้อคลุมอาบน้ำให้พร้อมกับทำท่าว่าจะถอดเข้ามาเสื้อผ้าให้กับฉันด้วย แต่ว่ามันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ ฉันไม่ได้เป็นง่อยนะ!
“ก็ช่วยคุณหนูอาบน้ำแต่งตัวไงครับ”
“เอ้ยไม่ต้อง ไม่ต้อง! นี่เมืองไทยนะจะทำเหมือนอยู่เมืองนอกไม่ได้ ปล่อยเลย...ฉันจัดการตัวกับฉันเองได้”
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการที่พวกเขามักจะคิดว่าฉันเป็นเด็ก ตั้งท่าจะมาจับฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่เรื่อย
แต่ฉันก็ไม่เคยยอมให้พวกเขาทำสำเร็จ เพราะฉันไม่มีทางให้ผู้ชายคนไหนมาเห็นร่างกายของฉันอีกเป็นครั้งที่สอง เข็ดแล้ว! กับอะไรแบบนั้น ฉันจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องมันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ฉันขอปฏิญาณตนกับตัวเองเอาไว้เลย
“ถ้างั้นผมให้ไลร่าเตรียมอาหารกลางวันไว้รอคุณหนูเลยนะครับ”
อนาคินหันมาบอกกับฉันก่อนที่เขาทั้งสองจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูให้เสร็จสรรพ