บทที่ 2.3
ลี่ชิงหย่ามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด เสียงนั้นดังขึ้นยังศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ห่างจากขอบผา แม้ขอบผานี้ไม่นับว่าสูงนัก หากแต่คงไม่มีใครคิดจะปีนเล่นในยามวิกาลเช่นนี้กระมัง
“แม่นางทั้งสอง” เสียงจากด้านหลังทำให้ทั้งนายและสาวใช้สะดุ้งพร้อมกัน
มองดูผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในศาลา ลี่ชิงหย่าพลันขมวดคิ้ว ท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ชุดสีขาวของเยี่ยสวินกระทบแสงจันทร์กลับยิ่งน่ามองมากขึ้น
“ขออภัยที่เข้ามารบกวน ข้าเดินหลงเข้ามาด้านใน และไม่รู้ว่าต้องกลับออกไปทางไหน”
ในยามที่กล่าวเขากลับมองตรงไปยังขอบผา ดวงตาคมกริบละจากขอบผา หันมาสานสบดวงตาประหลาดใจของหญิงสาว
ลี่ชิงหย่ามองตามสายตาของเขา ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้นางก้าวออกมาจากจุดนั้น กระทั่งเข้ามาหยุดยืนด้านหลังชายหนุ่ม โดยเว้นระยะห่างเอาไว้อย่างเหมาะสม
“คุณหนู พวกเรา” เสี่ยวเถากำลังจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อมองเห็นสายตาของผู้เป็นนายนางก็เลือกที่จะเงียบ
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ
“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลังจากส่งคุณชายท่านนี้ออกไป”
ลี่ชิงหย่าส่งสายตาบอกเสี่ยวเถาให้ลอบไปบอกคนคุ้มกันเงียบๆ เสี่ยวเถารีบทำตามโดยดี
“คุณชายท่านนี้ข้าจะชี้ทางออกให้ เชิญ” นางใช้น้ำเสียงเรียบเรื่อยทั้งที่ดวงตาแตกตื่น มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น
“รบกวนจริงๆ ข้าเพียงปลีกตัวออกมาสูดอากาศ ไม่คิดว่าจะเดินเลยเข้ามาไกลถึงเพียงนี้”
คนทั้งสองก้าวออกไปช้าๆ กระนั้นลางสังหรณ์กลับบอกลี่ชิงหย่าว่ามีคนกำลังตามมา นางหันกลับไปมองเยี่ยสวินที่เดินอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับกระซิบบอกเสียงเบา
“เดินต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หันกลับมา อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เดินตรงเข้าไปในหอสูง”
นางทำตามที่เขาว่าโดยเดินไปเรื่อยๆ เสียงการต่อสู้ดังขึ้น แต่กลับไร้เสียงกระทบของกระบี่ มีเพียงเสียงทึบราวกับของหนักร่วงหล่นลงบนพื้น ลี่ชิงหย่าหวาดหวั่นจนตัวสั่น หากแต่ก็พยายามเดินต่อไป
สายลมหอบหนึ่งพัดผ่านแผ่นหลังของนาง เส้นผมยาวสลวยปลิวไสว นางรับรู้ว่ามีบางอย่างวูบผ่านร่างของนางไป
“เดินต่อไป”
น้ำเสียงของเยี่ยสวินทำให้นางโล่งอก หญิงสาวเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อย กระทั่งเงาดำวูบหนึ่งโฉบลงมาขวาง แสงวูบไหวจากกระบี่คมกริบตวัดมาเบื้องหน้า
ลี่ชิงหย่าทำได้เพียงหลับตาลง แม้อยากกรีดร้องแต่กลับร้องไม่ออก ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
จังหวะที่ปลายกระบี่กำลังตวัดลงมา ไหล่เล็กกลับถูกคว้าเอาไว้ ร่างของหญิงสาวหมุนกลับไปด้านหลัง แม้ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา แต่คล้ายเนิ่นนานในความรู้สึก
ภาพบางอย่างปรากฏขึ้น ทำให้หญิงสาวตื่นตะลึง สิ่งที่นางเห็นชัดเจนกระทั่งรับรู้ถึงคมกระบี่ที่จ้วงแทงเข้าไปในอก ราวกับว่ามันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ
ภาพตัวนางที่นั่งอยู่บนเตียงนอน สวมชุดเจ้าสาวสีแดงซึ่งหลุดลุ่ยฉีกขาด รอบกายไม่มีแม้แต่กลิ่นอายมงคล ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนจวนร้างซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่
เบื้องหน้าคือเยี่ยสวินที่สวมชุดเจ้าบ่าว หากแต่ในมือของเขากลับกุมกระบี่สีน้ำเงินรูปร่างแปลกประหลาด กระบี่เล่มนั้นจ้วงแทงเข้ามายังอกของนาง ดวงตาของเยี่ยสวินแดงก่ำ ทั่วทั้งร่างแผ่ประกายของความดำมืดอันโหดเหี้ยม
ลี่ชิงหย่าสะท้านไปทั้งกาย รับรู้ความเจ็บปวดจากปลายกระบี่ กระทั่งร่างทั้งร่างสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัว หากมิใช่ว่าท่อนแขนแกร่งของเยี่ยสวินประคองเอาไว้ นางคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วเป็นแน่
ท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่มสอดเข้ารัดเอวคอด รั้งนางเข้าหาตัวกระทั่งนางตัวลอยขึ้น พร้อมกันนั้นก็หลบหลีกการโจมตีของรังสีกระบี่
กลุ่มคนสวมชุดสีดำอำพรางใบหน้า จู่โจมเข้ามาหมายแย่งชิงตัวคน พวกเขาแม้จู่โจมหากแต่ก็มิได้มุ่งเอาชีวิต เรื่องนี้แม้แต่ลี่ชิงหย่าที่มิใช่ชาวยุทธ์ยังรับรู้ได้