บทที่ 2.1 เยี่ยสวินแห่งเฟิงเยี่ยน
เห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความรักเอาใจใส่จากครอบครัวสามี
“พี่ใหญ่ เมื่อไหร่ท่านจะมีหลานตัวอวบอ้วนให้ข้าอุ้มเสียที”
ลี่หลันเยว่ชะงักก่อนใบหน้าแดงเรื่อ “น้องสาวคนนี้ดูพูดเข้า เจ้าเพิ่งปักปิ่นเหตุใดกล้าพูดเรื่องนี้ออกมาได้”
ลี่ชิงหย่าหัวเราะคิกกับท่าทีเขินอายของผู้เป็นพี่สาว “ทำไมเล่าเจ้าคะ ข้าเห็นท่านมีความสุขหน้าตาอิ่มเอิบ เห็นชัดว่าพี่เขยรักใคร่เอาใจใส่ท่านยิ่งนัก หากมีหลานตัวน้อยวิ่งเล่นในสำนักเมฆหวน ที่นี่คงครึกครื้นขึ้นมาก”
“ยังจะล้ออีกหรือ ไม่พูดกับเจ้าแล้ว ถึงเวลางานเลี้ยงพี่ใหญ่จะส่งสาวใช้มาช่วยเจ้าแต่งตัว”
“ข้ากังวลจริงๆ ไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้มาก่อน” ลี่ชิงหย่าค่อนข้างกังวลจริง นางไม่ปิดบังพี่สาวแม้แต่น้อย
ลี่หลันเยว่ถอนหายใจเพราะตระหนักดี น้องสาวของนางคนนี้ไม่ใคร่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้บ่อยนัก
แรกๆ นางยังกังวลว่าอีกฝ่ายจะงอแง แต่เห็นชัดว่าลี่ชิงหย่าเปลี่ยนไปมากหลังปักปิ่น นางดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ใจเย็นขึ้น และมองหลายๆ เรื่องด้วยเหตุผล ดังนั้นนางจึงเบาใจลงมาก
“หากเจ้าอึดอัดจะกลับเร็วหน่อยก็ได้ แต่อย่างไรก็คงต้องไปตามมารยาท”
ลี่ชิงหย่าเห็นสีหน้าของผู้เป็นพี่สาวก็ยิ้ม “ข้าจะพยายามเพื่อท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ ใครใช้ให้ข้ามาหานซานเวลานี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเล่า”
ลี่หลันเยว่ยิ้มกว้าง “พี่ใหญ่ดูไม่ผิดจริงๆ เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก”
“แน่นอนสิเจ้าคะ ข้าปักปิ่นแล้วนี่”
“เอาเถิด หากไม่ไหวจริงๆ เจ้าก็อย่าฝืน จะอย่างไรเจ้าก็เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกไม่มีใครตำหนิเจ้าหรอก”
แม้กังวลเพราะสุขภาพของน้องสาวคนนี้ไม่ดีนัก แต่เห็นชัดว่าบิดามารดาเองก็เข้าใจ ดังนั้นจึงไม่ได้เร่งรัดให้น้องสาวของนางออกเรือน ดังนั้นลี่หลันเยว่จึงวางใจ ทั้งนี้อาจเพราะนางไม่รู้ถึงเหตุผลเบื้องลึกที่ซ่อนอยู่
บิดามารดาของหญิงสาวทั้งสอง กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ลี่ชิงหย่ามองเห็น หากบุตรสาวคนเล็กแต่งออกไป กระทั่งเรื่องที่นางมองเห็นความตายแพร่ออกไป
กลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะมองว่าบุตรสาวของตนเป็นปิศาจ หากบุตรสาวถูกคนที่เชื่อและหวาดกลัวเรื่องเหล่านั้นคิดร้าย คนเป็นบิดาและมารดาเช่นพวกเขา จะสามารถทนได้อย่างไรเล่า
งานเลี้ยงยามค่ำคืนจัดขึ้นที่โถงหอสูงสำนักเมฆหวน เหล่าชาวยุทธ์ตัวแทนจากสำนักต่างๆ นั่งประจำยังที่ซึ่งเจ้าภาพจัดเอาไว้ให้ เสิ่นอิงร่วมดื่มสุรากับชาวยุทธ์ ทั้งยังสนทนากับคนเหล่านั้นอย่างเป็นกันเอง
ลี่ชิงหย่ามองดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตอนที่ยังเด็กนางเคยติดตามบิดามารดาไปงานเลี้ยงหรูหราของคหบดี ท่ามกลางงานเลี้ยงอันรื่นเริง ทุกคนล้วนมีท่าทีสุภาพ หากแต่ประโยคที่ใช้ในการสนทนา กลับเต็มไปด้วยการกดข่มฝ่ายตรงข้าม
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับยุทธจักรและชาวยุทธ์ แต่ได้มาเห็นกับตาในวันนี้ นางกลับรู้สึกว่าได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยสุราอาหาร บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุภาพนอบน้อม ราวกับพวกเขาล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน
ไม่มีถ้อยคำกดข่มผู้อื่น ไม่มีประโยคกระทบกระเทียบ หากพวกเขาขัดใจสิ่งใด ก็เพียงแค่นัดประลองกระบี่ ทั้งนี้ก็ตั้งกฎการประลองขึ้นโดยให้มีผู้อื่นเป็นพยาน
นางรู้สึกว่าพวกเขาเป็นเช่นนี้ ยังคงดูมีความจริงใจ ตรงไปตรงมามากกว่าผู้คนในเมืองใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยหน้ากากแห่งความเสแสร้งหลอกลวง
กระนั้นลี่ชิงหย่ายังคงไร้เดียงสาเกินไป นางไม่รู้ว่าทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน
มีดำมีขาว มีดีย่อมมีชั่ว
ไม่ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่อาจมองเห็นก็ย่อมมีแตกต่าง กระทั่งคนที่นางเคยคิดว่าเขาเป็นคนดี ต่อไปทุกอย่างอาจไม่ใช่เช่นที่นางคิด...