บทที่ 1.5
เสี่ยวเถารีบปิดม่านรถม้า และทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่ากลับแง้มม่านรถม้าออกดู
มองขึ้นไปยังบันไดหอสูง ผู้มาเยือนล้วนเป็นชาวยุทธ์ท่วงท่าสง่างาม พวกเขามือกุมกระบี่ก้าวเดินขึ้นบันไดไปช้าๆ ชายชุดคลุมสีขาวสะอาดตาพลิ้วไหวกับสายลม ช่างเป็นภาพที่น่ามองยิ่งนัก
ชั่วขณะหนึ่งที่กำลังจะปล่อยม่านรถม้า สายตาของลี่ชิงหย่ากลับถูกตรึงเอาไว้ นางมองตามร่างสูงของบุรุษซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าชาวยุทธ์กลุ่มนั้น
เขาหันกลับมาราวกับรับรู้ว่าตนตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน สายตาคมกวาดมองมายังทิศทางที่รถม้ากำลังวิ่งอ้อมไปด้านหลังหอสูง
แม้อยู่ไกลกันพอสมควร แต่ลี่ชิงหย่ายังคงรับรู้ถึงสายตาคมกริบที่มองตรงมา
ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายทำให้นางชะงัก บุรุษผู้นี้มีบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงขาม แผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงท่าสง่างาม บวกกับใบหน้าที่เยือกเย็น แม้ในยามที่ถูกผู้อื่นจ้องมอง
รถม้าวิ่งลับเข้าไปด้านหลังหอสูง บดบังสายตาของหญิงสาวที่สานสบกับอีกฝ่าย พร้อมกับทิ้งความรู้สึกประหลาดในใจของลี่ชิงหย่า เป็นความรู้สึกคล้ายถูกผู้อื่นมองทะลุปรุโปร่ง ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถปิดบังดวงตาคู่นั้นเอาไว้ได้
เมื่อเดินกลับมายังห้องพัก ลี่ชิงหย่ายังคงรู้สึกหนักอึ้งในใจ สายตาคมกริบคู่นั้นติดอยู่ในห้วงความคิดของนาง แม้พยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร หากแต่ในใจยังคงวนเวียนกลับมาครุ่นคิดซ้ำๆ ไม่อาจปัดออกไปให้พ้นจากห้วงคำนึง
“ชิงชิงเจ้ากลับมาแล้วหรือ ไปเที่ยวที่ตลาดสนุกหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มให้ผู้เป็นพี่สาว “พี่ใหญ่ เมื่อครู่ข้ากลับมาบังเอิญพบจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งเข้า พวกเขาล้วนสวมชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดตาดูน่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
ลี่หลันเยว่เลิกคิ้วมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ “ไม่คิดว่าเจ้าจะสนใจเรื่องของชาวยุทธ์เหล่านี้”
“ข้าเพียงเห็นแล้วเลื่อมใสเจ้าค่ะ อีกอย่างน้อยนักที่จะเห็นชาวยุทธ์สวมชุดสีขาวสะอาดตารวมกลุ่มกันเช่นนี้”
“เจ้าคงหมายถึงคนของสำนักเฟิงเยี่ยน”
“สำนักเฟิงเยี่ยนหรือเจ้าคะ”
“เคยได้ยินหรือไม่ สามสำนักใหญ่แห่งหานซาน เหนือคือเฟิงเยี่ยน ตะวันออกเมฆหวน ตะวันตกกระบี่วายุ ชาวยุทธ์เหล่านั้นล้วนเป็นคนของสำนักเฟิงเยี่ยน พวกเขาล้วนสวมชุดคลุมยาวสีขาว ในมือถือกระบี่นางแอ่นลมคู่กาย วันนี้คุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย เยี่ยสวินเดินทางมาร่วมงานชุมนุมด้วยตัวเอง”
คงไม่ต้องบอกว่าคนไหนคือเยี่ยสวิน เพราะลี่ชิงหย่ามั่นใจว่าเขาก็คือเจ้าของดวงตาคมกริบคู่นั้น บุรุษที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดคล้ายมีบางอย่างกวนใจจนไม่อาจปัดออกไปได้
“เชื่อกันว่าคนตระกูลเยี่ยของสำนักเฟิงเยี่ยน มีสายเลือดบริสุทธิ์ของเซียนแห่งหานซาน ตระกูลเยี่ยปลีกตัวจากความวุ่นวายมานานนับร้อยปี เป็นสำนักที่เก่าแก่ที่สุดในยุทธภพ ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ล้วนถูกคัดเลือกเป็นอย่างดี”
ลี่หลันเยว่เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง
“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”
ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”
ลี่หลันเยว่หัวเราะ
“หลายปีผ่านไปทุกคนฝึกฝนหมั่นเพียร โอกาสแม้น้อยนิด แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างการประลองนี้ก็ต้องเกิดขึ้นต่อหน้าชาวยุทธ์ หาไม่ผู้คนจะยอมรับนับถือฐานะจ้าวยุทธจักรได้อย่างไรเล่า”
แม้ยังคงไม่กระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่าไม่ได้ซักถามเพิ่มเติม นางมองผู้เป็นพี่สาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น ในยามที่บอกให้สาวใช้นำชุดเข้ามาให้
ลี่ชิงหย่าตระหนักดี อย่างไรเสียนางก็เดินทางมาถึงหานซานแล้ว ลี่หลันเยว่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง อีกฝ่ายเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่น ตามมารยาทนางจึงนับเป็นหนึ่งในเจ้าบ้าน ซึ่งต้องออกไปทักทายชาวยุทธ์ ทั้งยังต้องเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง ซึ่งจะจัดขึ้นสามวันสามคืนหลังจากการชุมนุมกำหนดวันประลอง
เห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความรักเอาใจใส่จากครอบครัวสามี