บทที่ 1.4
“แม้รถม้าดูแปลกตา แต่คนคุ้มกันของนางเป็นคนของสำนักเมฆหวน เมื่อวานข้าได้ข่าวมาว่าน้องสาวของฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่นมาเยือน คงเป็นนางไม่ผิดแน่”
“เช่นนั้นนี่ก็พิสูจน์ได้ว่านางคุ้นเคยกับแม่นางอันจริงๆ หาไม่นางไหนเลยจะมาไหว้สุสานของคนแปลกหน้า”
ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากแผ่นหลังที่เดินจากไปเงียบๆ คนทั้งหมดได้แต่เดินตาม ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ ไป “เช่นนั้นเราจะไปไหนขอรับ”
“สำนักเมฆหวน มาถึงเจียงเล่อหลายวันแต่กลับไม่มีความคืบหน้า เช่นนี้เราก็สมควรไปคารวะเจ้าบ้านได้แล้ว”
ไม่ไกลกันนั้นมีม้าผูกเอาไว้ เมื่อทุกคนขึ้นม้าก็ควบไปตามถนนซึ่งมุ่งตรงขึ้นไปยังสำนักเมฆหวน ระหว่างทางยังมองเห็นรถม้าของลี่ชิงหย่าที่วิ่งขึ้นเขาช้าๆ กระนั้นพวกเขากลับทำตัวเป็นปกติ ราวกับไม่เคยพบขบวนรถม้าของอีกฝ่ายมาก่อน
กระทั่งป้ายประจำตัวถูกยื่นออกไปให้คนเฝ้าประตูสำนักเมฆหวน
“คารวะคุณชายใหญ่ ท่านเจ้าสำนักรอท่านอยู่แล้ว เชิญขอรับ”
คนเฝ้าประตูผายมือเข้าไปด้านในด้วยท่าทีนอบน้อม จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้คนด้านหลังขึ้นม้า นำทางแขกผู้มาเยือนไปยังหอสูง
“ศิษย์พี่ นั่นใครหรือ”
“เจ้าไม่รู้หรือ มีตาแต่ไร้แววจริงๆ นั่นคือคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ยอย่างไรเล่า”
“ท่านหมายถึงเยี่ยสวินจากสำนักเฟิงเยี่ยน ผู้นั้นหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิยังจะมีผู้ใดอีกเล่า สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ เป็นเขาผู้นั้นไม่ผิดแน่ งานชุมนุมเช่นนี้เขาย่อมมาตามเทียบเชิญอย่างแน่นอน”
“แต่มิใช่ว่าสำนักเฟิงเยี่ยนกำลังวุ่นวายหรอกหรือ มีข่าวลือว่าของสำคัญของสำนักถูกขโมยไป ข้ายังนึกว่าพวกเขาอาจไม่ส่งคนมาร่วมงานประลองเสียอีก”
“เจ้าจะไปรู้อะไร งานชุมนุมครั้งนี้สำคัญต่อสามสำนักยิ่ง ในบรรดายอดฝีมือจากสามสำนักใหญ่ มีใครบ้างไม่รู้ว่าสำนักเมฆหวนของเราต้องให้ศิษย์พี่ใหญ่เข้าร่วมประลองเพื่อชิงตำแหน่งจ้าวยุทธจักร เช่นกันกับสำนักกระบี่วายุที่ต้องส่งคุณชายกู้ กู้เหยียนเข้าร่วมประลอง เช่นนี้แล้วมีหรือที่สำนักเฟิงเยี่ยนจะไม่ส่งคุณชายเยี่ย เยี่ยสวินผู้นี้ร่วมประลอง ถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดแต่ข้าว่าหลังงานชุมนุมครั้งนี้ สามสำนักใหญ่คงมีคำตอบออกมาและคงไม่ผิดไปจากนี้”
“นั่นสินะ หากให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่คนของสามสำนักใหญ่ครองตำแหน่งจ้าวยุทธจักร เกรงว่าพรรคมารคงกลับมาก่อเรื่องเป็นแน่ หลายปีแล้วที่สามสำนักใหญ่สามารถข่มขวัญพรรคมารไม่ให้ออกมาก่อกรรมทำเข็ญ หากจ้าวยุทธจักรเป็นคนของสำนักอื่นที่ไร้อิทธิพล เกรงว่ายุทธภพคงวุ่นวายเป็นแน่”
“เพียงแต่...”
“อะไรหรือ”
“ข่าวลือนั่นอย่างไรเล่า เรื่องเกี่ยวกับบิดาของคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย”
“ข่าวลืออะไรกัน”
“ท่านไม่เคยได้ยินหรือ อดีตเจ้าสำนักเฟิงเยี่ยนคนก่อนไม่ได้มอบตำแหน่งผู้สืบทอดให้เยี่ยเฉิน บิดาของคุณชายใหญ่ผู้นี้ แต่กลับมอบให้เยี่ยอวิ๋นเจ้าสำนักคนปัจจุบันที่เป็นท่านน้าของเขาแทน ต่อมาเยี่ยเฉินผู้นั้นก็หายสาบสูญไป ลือกันว่าสำนักเฟิงเยี่ยนที่มีสายเลือดแห่งเซียน แท้ที่จริงกลับเกิดความขัดแย้ง กระทั่งลงมือสังหารกันเองเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่”
“เหลวไหล! ตอนนี้คุณชายใหญ่ก็มิใช่ครองตำแหน่งผู้สืบทอดแล้วหรือ หากเป็นเช่นข่าวลือเจ้าว่าเยี่ยอวิ๋นจะละเว้นคุณชายใหญ่หรือ”
“ก็จริง”
พูดจบทั้งสองก็มีท่าทีตื่นตัวรีบกลับไปยืนประจำที่ รถม้าที่กำลังวิ่งขึ้นเขามา ทำให้จำต้องหยุดบทสนทนาลง กระทั่งมองเห็นคนคุ้มกันคือหนึ่งในศิษย์สำนักเมฆหวน ทั้งสองก็ทักทายกันด้วยความคุ้นเคยก่อนเปิดทางให้รถม้าวิ่งขึ้นเขาไป
“คุณหนู ดูเหมือนด้านหน้าหอสูงเพิ่งมีแขกมาเยือนเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถาชะโงกหน้ามองผ่านม่านรถม้าออกไป
“เช่นนั้นอ้อมไปอีกด้านเถิด ข้าไม่อยากรบกวนแขกของสำนักเมฆหวน”
“ข้าจะบอกคนขับรถม้าเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”