ตอนที่ 6 ชัณสูตรศพแบบมืออาชีพ
ภายใต้แผ่นฟ้าเดียวกัน ณ ที่ทำการองครักษ์เสื้อแพร ภายในห้องพักของผู้บัญชาการยังคงสว่างไสวด้วยแสงโคม
ลู่เป่ยเฉินนั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน ในมือของเขาไม่ได้ถือม้วนคดีลับสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นแฟ้มประวัติธรรมดาสามัญชุดหนึ่ง
บนปกแฟ้มนั้น เขียนตัวอักษรไว้สามคำว่า: เฉินชิงฉือ
โจวเหยียนยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง รายงานด้วยเสียงเบา: "ใต้เท้า ห้องเก็บศพทางทิศตะวันตกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว เช้าตรู่วันพรุ่งนี้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นี่คือบันทึกสำนวนของเฉินชิงฉือที่ผู้น้อยไปเบิกมาจากศาลาว่าการขอรับ"
ลู่เป่ยเฉินตอบรับในลำคอคำหนึ่ง นิ้วมือเรียวยาวพลิกเปิดม้วนสำนวน
บันทึกบนนั้นช่างเรียบง่ายจนเกือบจะน่าเบื่อ
"เฉินชิงฉือ อายุสิบหก บุตรสาวอนุของเจ้ากรมเฉินเหวินยวน มารดาผู้ให้กำเนิดตายจากไปแต่เนิ่นๆ นิสัยขี้ขลาด ไม่ชันเจนทางการพูดจา โง่เขลา หวาดกลัว อาศัยอยู่ในเรือนปีกข้างที่ห่างไกลผู้คน ปกติไม่ออกนอกประตูเรือน ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด"
เมื่ออ่านไล่ไปทีละบรรทัด ภาพที่ปรากฏบนกระดาษคือภาพของเด็กสาวในห้องหอที่ขี้ขลาด ธรรมดา และออกจะหัวช้าเสียด้วยซ้ำ
เส้นทางชีวิตของนางเปรียบเสมือนบ่อน้ำตายที่ไม่มีแม้แต่แรงกระเพื่อม
หัวคิ้วของลู่เป่ยเฉินขมวดมุ่นขึ้นเรื่อยๆ
เขาละวางม้วนสำนวนลง ปลายนิ้วเคาะโต๊ะโดยไม่รู้ตัว
"ขี้ขลาด? โง่เขลา?"
ในสมองของเขาพลันผุดภาพสตรีที่คุกเข่าอยู่กลางศาล ร่างกายบอบบางแต่กลับพูดจาฉะฉานทุกถ้อยคำ แววตาคมกริบดุจใบมีด
นางหักล้างเจ้ากรมอาญาอย่างมีหลักการ นางใช้ทฤษฎีที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมาตั้งข้อสงสัยต่อวิชาชันสูตรที่สืบทอดมานับร้อยปี นางถึงขั้นกล้าขอลงมือผ่าศพด้วยตัวเองต่อหน้าทุกคน
ความกล้าหาญนั้น ความสุขุมนั้น และความมั่นใจที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกนั้น...
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับคำว่า "ขี้ขลาดโง่เขลา" ในม้วนสำนวนนี้ได้เลย
คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจนเหมือนเกิดใหม่ในเวลาเพียงสามวันได้อย่างไร?
ยกเว้นแต่ว่า...?
เขาหยิบม้วนสำนวนบางๆ นั้นขึ้นมาจ่อใกล้เปลวไฟ แสงเทียนสะท้อนโครงหน้าด้านข้างที่คมเข้ม และสะท้อนในดวงตาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งของเขา
"โจวเหยียน" เขาเอ่ยช้าๆ เสียงนั้นชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัดของราตรี "ส่งคนไปที่จวนเจ้ากรมเฉิน ตรวจสอบตั้งแต่บนลงล่าง ตั้งแต่ในออกนอก ทุกคำพูดและการกระทำของคุณหนูสามผู้นี้ในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็ก จงตรวจสอบให้ข้าอีกรอบ"
"โดยเฉพาะ..." เขาชะงักไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังเลือกคำพูด "ตรวจสอบดูว่า นางเคยตกน้ำ เจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุอันใดหรือไม่"
โจวเหยียนใจกระตุกวูบ เข้าใจความหมายของผู้เป็นนายทันที
นี่ท่านกำลังสงสัยว่าเฉินชิงฉือคนปัจจุบันถูกสลับตัว? หรือว่า... ถูกสิ่งไม่สะอาดเข้าสิงร่าง?
เขาไม่กล้าถามมากความ รีบค้อมกายรับคำ: "รับบัญชาขอรับ ผู้น้อยจะรีบจัดการ!"
พูดจบเขาก็ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ภายในห้องพักเหลือเพียงลู่เป่ยเฉินคนเดียว
เขาโยนม้วนสำนวนลงบนโต๊ะ พิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลง
"เฉิน... ชิง... ฉือ" เขาเอ่ยชื่อนางทีละคำ
"พรุ่งนี้ เจ้าควรจะให้ความจริงที่ข้าพอใจ"
"ไม่อย่างนั้น..."
...
สถานดับศพทางทิศตะวันตกเมือง จะเรียกว่าโรงเรือนก็ไม่เชิง แต่มันคือลานบ้านที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นผสมผสานที่ยากจะอธิบาย กลิ่นธูปเทียนที่ไม่เคยจางหาย กลิ่นอับของไม้ที่ผุพัง และกลิ่นศพที่โชยมาจางๆ
มีอีกาไม่กี่ตัวบินมาเกาะบนกิ่งไม้แห้งโกร๋น เสียงร้อง "ก๋า ก๋า ก๋า" ยิ่งเพิ่มความวังเวงขึ้นไปอีก
[เยี่ยม สภาพแวดล้อมในการทำงานเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปยุคกลางเลย]
[อย่าว่าแต่ระบบระบายอากาศเลย แม้แต่หน้าต่างดีๆ สักบานยังไม่มี ถ้าเป็นหน่วยงานฉันนะ พนักงานตรวจความปลอดภัยคงมาแปะป้ายสั่งปิดทันที แถมปรับเจ้าของจนล้มละลายแน่]
เฉินชิงฉือยืนอยู่กลางลานบ้าน มองดูห้องเก็บศพที่ลมพัดลอดได้ทุกทิศทางด้วยใจที่สงบนิ่ง แถมยังแอบวิจารณ์ฮวงจุ้ยของที่นี่ในใจอีกด้วย
ลู่เป่ยเฉินยืนอยู่ด้านหลังนางไม่ไกลนัก เปรียบเสมือนเครื่องทำความเย็นเคลื่อนที่ ที่เดินไปทางไหนอุณหภูมิในรัศมีสามฉื่อ (ประมาณ 1 เมตร) ก็จะลดฮวบลงทันที
เขายังคงสวมชุดขุนนางสีแดงฉาน ดูตัดกับบรรยากาศลานบ้านที่มีสีเทาหมองหม่นอย่างสิ้นเชิง
โจวเหยียนและกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรที่คาดดาบซิ่วชุนยืนแยกกันอยู่โดยรอบ ล้อมสถานดับศพไว้หนาแน่นจนแม้แต่แมลงวันก็บินเข้าไปไม่ได้
หมอชันสูตรเฒ่าผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นคนหนึ่ง กำลังกอดอกใช้ดวงตาที่ขุ่นมัวจ้องมองเฉินชิงฉืออย่างดูแคลน มุมปากเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
[โอ้โห ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสมาให้คำแนะนำถึงที่เลยเหรอ?] เฉินชิงฉือรับรู้ได้ทันทีว่าคนมาไม่ดี
[ดูจากสีหน้าแล้ว คงเป็นอาจารย์หรือผู้อาวุโสของเจ้าคนที่ถูกฉันหักหน้าเมื่อวานแน่ๆ]
[ได้เลย วันนี้จะทำให้คนแก่อย่างท่านได้เปิดตาดูเสียบ้าง ว่าการบดขยี้ข้ามมิติของนิติเวชสมัยใหม่เป็นยังไง]
"เวลาบีบคั้น เริ่มเถอะ" เสียงของลู่เป่ยเฉินทำลายความเงียบลงโดยไร้อุณหภูมิ
เฉินชิงฉือได้สติ พยักหน้าให้โจวเหยียนอย่างสุภาพ: "ท่านรองโจว ก่อนจะเริ่มชันสูตร ข้าน้อยต้องการของไม่กี่อย่างเจ้าค่ะ"
โจวเหยียนหน้าตาย: "ว่ามา"
"น้ำสะอาดถังใหญ่ ยิ่งมากยิ่งดี สุราแรงหนึ่งไห ยิ่งแรงยิ่งดี ผ้าขาวสะอาดไม่กี่ผืน และมีดสั้นที่เล็กและคมกริบ ถ้าได้แบบที่ใช้แล่เนื้อในครัวจะดีมาก ขอให้เล็กคมรัดกุมหน่อยเจ้าค่ะ"
เมื่อนางพูดจบ ไม่เพียงแต่เหล่าองครักษ์เสื้อแพรเท่านั้น แม้แต่หมอชันสูตรเฒ่าคนนั้นยังถลึงตาจนแทบจะกลับไปอยู่บนฟ้า
"เหอะ เหลวไหลสิ้นดี!" หมอชันสูตรเฒ่าทนไม่ไหวจนต้องเปิดปาก เสียงพร่ามัวฟังดูระคายหู "การชันสูตรเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ จะมาเล่นสนุกเหมือนคนฆ่าโคได้อย่างไร?"
"น้ำสะอาดเอาไปทำอะไร? สุราแรงเอาไปทำอะไร? หรือจะให้คนตายอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่รึ? ช่างไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ!"
[ตาแก่ ไม่รู้ก็อย่ามาส่งเสียงโวยวาย]
[น้ำสะอาดเอาไว้ล้างบาดแผลและหลักฐาน สุราแรงเอาไว้ฆ่าเชื้อ ไม่มีสำลีชุบแอลกอฮอล์ ฉันก็ต้องหาของทดแทนสิ]
[ส่วนมีดเล็กๆ นั่น อุปกรณ์ชันสูตรของพวกท่านหนาจนนึกว่าขวานผ่าฟืน ฉันกลัวว่าลงมีดไปทีเดียวจะทำลายหลักฐานหมดน่ะสิ นี่เขาเรียกว่า "มืออาชีพ" เข้าใจไหม? P-R-O-F-E-S-S-I-O-N-A-L!]
เฉินชิงฉือขี้เกียจจะเถียงกับเขา นางเพียงจ้องมองโจวเหยียนอย่างสงบ เพื่อรอการตัดสินใจของบอสใหญ่ที่อยู่ข้างหลัง
โจวเหยียนมองลู่เป่ยเฉิน ซึ่งฝ่ายหลังเพียงพยักหน้าเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
โจวเหยียนเข้าใจทันที หันไปสั่งลูกน้องไม่กี่คำ ไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ของที่เฉินชิงฉือต้องการก็ถูกจัดเตรียมมาจนครบ
หมอชันสูตรเฒ่าโกรธจนหนวดสั่น สะบัดหน้าหนีไปอีกทางด้วยสีหน้าที่บอกว่า "ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะเล่นลูกไม้อะไร"
ภายในห้องเก็บศพ ร่างของชุนซิ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ที่เย็นเฉียบ มีผ้าขาวคลุมร่างไว้
เฉินชิงฉือก้าวไปข้างหน้า ค้อมกายให้ร่างนั้นเล็กน้อย พลางพึมพำในใจ 'ผู้ตายยิ่งใหญ่ ข้าน้อยขออภัยที่รบกวน เพียงเพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้ท่านและข้า เพื่อตามหาคนร้ายตัวจริง ขอให้ท่านไปสู่สุคติ'
นี่คือความเคยชินที่สั่งสมมาหลายปี ไม่ว่าต้องเผชิญหน้ากับผู้ล่วงลับแบบใด นางต้องรักษาความเคารพพื้นฐานเอาไว้เสมอ
เมื่อทำเสร็จ นางสูดลมหายใจลึก
นางใช้สุราแรงล้างมืออย่างละเอียด จากนั้นจึงยื่นมือไปเลิกผ้าขาวผืนนั้นออก
ใบหน้าที่เขียวคล้ำปรากฏสู่สายตาของทุกคน
แม้แต่เหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่ชินกับความเป็นความตาย ยังต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสลดใจ เด็กสาวคนนี้ตายอย่างอเนจอนาถจริงๆ แม้แต่ลู่เป่ยเฉินเองก็ยังขมวดคิ้วเล็กน้อย
ส่วนหมอชันสูตรเฒ่าคนนั้น กลับส่งเสียงหึอย่างดูแคลน "ถ้าเจ้ากลัว ตาเฒ่าอย่างข้ายอมลดตัวช่วยเจ้าก็ได้นะ"
แต่ในดวงตาของเฉินชิงฉือกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของนาง นี่เป็นเพียง "วัตถุ" ที่แบกรับข้อมูลความตายเอาไว้เท่านั้น
"ช่วยข้าน้อย?" นางหัวเราะเบาๆ "คงไม่จำเป็นเจ้าค่ะ หากท่านอยากช่วยจริงๆ รบกวนท่านยืนถอยไปไกลหน่อย อย่าให้บังแสงไฟจนขัดขวางการชันสูตรของข้าน้อยเลยเจ้าค่ะ"
"ท่านเองก็อายุมากแล้ว ตอนดูการชันสูตรก็ต้องระวังหน่อย รักษาความสว่างในห้องไว้ให้ดี"
"เพราะคนเราพออยู่ในที่มืด มักจะทำอะไรผิดพลาดได้ง่ายๆ เจ้าค่ะ"
[ฮัมเพลงในใจ: หลังคากำลังจะไฟไหม้ ตึ่งตึ๊ง—ตึ่งตึ๊ง—]
เฉินชิงฉือโน้มตัวลงก่อนเป็นอันดับแรก นางประคองมือที่แข็งทื่อของชุนซิ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่สุด และทันใดนั้นนางก็พบสิ่งใหม่ทันที
"ในเล็บของนางมีบางอย่างเจ้าค่ะ"
..
