ตอนที่ 3 มืออาชีพมาเอง
"อนุญาต"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขัดจังหวะคำพูดของใต้เท้าหวังโดยสิ้นเชิง
เป็น ลู่เป่ยเฉิน นั่นเอง
ในที่สุดเขาก็เปิดปากแล้ว
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างสูงใหญ่ทอดเงาดำทะมึนที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันลงมา
เขาเยื้องกรายมาที่หน้าโถงศาล ยืนค้ำหัวมองเฉินชิงฉือที่ยังคงหมอบกราบอยู่บนพื้น
"เจ้าบอกว่า หลักฐานมีข้อสงสัย?" น้ำเสียงของเขาไม่อาจคาดเดาอารมณ์ ราวกับกำลังบอกเล่าความจริงธรรมดาเรื่องหนึ่ง "และเจ้ายังบอกอีกว่า จะขอตรวจดูบันทึกชันสูตรและวัตถุพยาน"
"เจ้าค่ะ" เฉินชิงฉือไม่ได้เงยหน้า
【ถามทั้งที่รู้เนี่ยนะ อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลยได้ไหม? 】
สายตาของลู่เป่ยเฉินหยุดอยู่ที่ร่างของนางเนิ่นนาน สายตานั้นคมปราบราวกับจะทะลุผ่านเนื้อหนัง เพื่อมองให้เห็นถึงดวงวิญญาณจากต่างโลกที่ซ่อนอยู่ภายในกระดูกของนาง
ใต้เท้าหวังอ้าปากค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่เหล่าเจ้าหน้าที่ด้านข้างยังกระชับไม้พลองในมือแน่นขึ้น
ทุกคนต่างอยากรู้ว่า ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรผู้ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตไร้ความรู้สึกผู้นี้ จะจัดการกับนักโทษหญิงที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าคนนี้อย่างไร
จะสั่งให้ลากนางออกไปโบยสักแปดสิบไม้ หรือจะตัดสินโทษประหารนางเดี๋ยวนี้เลย?
เวลาผ่านไปทีละนิด ทุกวินาทีราวกับเป็นการทรมานที่ถูกดึงให้ยาวออกไป
หัวใจของเฉินชิงฉือเต้นระทึกจนมาจุกอยู่ที่ลำคอ
นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของนาง เดิมพันด้วยโอกาส เดิมพันว่าบุรุษผู้ถือครองอำนาจเป็นตายของนางผู่นี้ จะยังคงมีความปรารถนาที่จะสืบค้นหาความจริงหลงเหลืออยู่ในใจบ้างหรือไม่
หากแพ้... คือขุมนรกที่มิอาจหวนคืน
หากชนะ... นางจะดึงคดีนี้กลับเข้าสู่เส้นทางที่นางเชี่ยวชาญที่สุดได้ทันที
ในตอนที่นางคิดว่าหน้าผากของตนแทบจะผนึกติดไปกับพื้นนั้นเอง เสียงเย็นเยียบเบื้องบนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"อนุญาต"
คำสั้นๆ เพียงสองคำ กลับเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางโถงศาล
ใต้เท้าหวังหันขวับไปมองลู่เป่ยเฉินทันที สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่า 'ท่านบ้าไปแล้วหรือ' : "ใต้เท้า... ใต้เท้าลู่ เรื่องนี้... เรื่องนี้ทำมิได้เด็ดขาดนะขอรับ! ผิดต่อหลักเหตุผล ผิดต่อตัวบทกฎหมายยิ่งนัก!"
ทว่าลู่เป่ยเฉินกลับไม่คิดจะปรายตามองเขาแม้แต่น้อย เพียงแค่ส่งสัญญาณบอกรองผู้บัญชาการข้างกาย: "โจวเหยียน ไปนำม้วนสำนวนและวัตถุพยานทั้งหมดมาให้นาง"
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่ตำแหน่งเดิม
เขากอดอกพิงพนักเก้าอี้ ใช้สายตาที่ทั้งพิจารณาและแฝงแววค้นหา จับจ้องไปที่เฉินชิงฉืออีกครั้ง
เขาอยากจะเห็นนัก...
ว่าบุตรสาวอนุจวนเจ้ากรมที่ดูแปลกประหลาดไปเสียทุกจุดตั้งแต่ถูกจับเข้าคุกคนนี้ แท้จริงแล้วต้องการจะทำอะไรกันแน่
ส่วนเฉินชิงฉือ เมื่อได้ยินคำว่า "อนุญาต" ร่างกายที่เครียดเขม็งก็ผ่อนคลายลงทันที
【ฮ่าๆๆๆๆ ไอ้น้องชนะพนันเว้ย!】
โจวเหยียนทำงานรวดเร็วนัก หรือจะพูดให้ถูกคือ คำสั่งของลู่เป่ยเฉินที่นี่ถือเป็นประกาศิตสูงสุดที่ไม่มีใครกล้าชักช้า
เขารับม้วนสำนวนบางๆ และห่อกระดาษน้ำมันที่เป็นวัตถุพยานมาจากอาลักษณ์ด้วยตนเอง เดินลงมาที่หน้าโถงศาลแล้วยื่นให้นักโทษหญิงที่ยังคงคุกเข่าอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทุกคนในโถงศาล รวมถึงใต้เท้าหวังที่โกรธจนแทบจะตัวลอย ต่างพากันจ้องมองภาพนี้ตาไม่กะพริบ จนกรามแทบจะค้างลงไปกองกับพื้น
【โอ้โห บริการประทับใจ ส่งสินค้าให้ถึงมือเลยนะเนี่ย】
เฉินชิงฉือแอบกดไลก์ให้พี่ชายหน้านิ่งที่ชื่อโจวเหยียนคนนี้ในใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปรับมา
ของที่อยู่ในมือนางนั้น แบกรับชีวิตคนไว้ถึงสองคน—หนึ่งคือชุนซิ่ง และอีกหนึ่งคือตัวนางเอง
นางไม่ได้รีบร้อนเปิดดูบันทึกชันสูตร แต่กลับค่อยๆ แกะห่อกระดาษน้ำมันออกอย่างระมัดระวังเป็นอันดับแรก
【มาขอดูหน่อยซิ ว่า "ของดี" อะไรกันที่ทำให้ยัยหนูเจ้าของร่างเดิมถึงกับขวัญหนีดีฝ่อได้ขนาดนี้】
เมื่อกระดาษน้ำมันถูกกางออก ผงสีขาวกระจุกหนึ่งก็นอนนิ่งอยู่ตรงกลาง
ความทรงจำที่สลักลึกอยู่ในกระดูกของเฉินชิงฉือเริ่มทำงาน นางไม่ได้ใช้นิ้วลงไปบี้โดยตรง และไม่ได้โง่พอที่จะยื่นจมูกเข้าไปดมใกล้ๆ
หากมันเป็นพิษอาร์เซนิกที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ ก๊าซอาร์เซนิกที่ระเหยออกมาก็อาจทำให้ชีวิตดับสูญไปครึ่งหนึ่งได้แล้ว
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย อาศัยแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากนอกโถงศาล สังเกตสีและเนื้อสัมผัสของผงนั้นอย่างละเอียด
【สีขาวหม่น ไร้ความวาว เนื้อสัมผัสเป็นเม็ดชัดเจน ไม่ละเอียดพอ...】
นางคุกเข่าลง วางกระดาษน้ำมันไว้หน้าเข่า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้ปลายเล็บขูดเอาผงออกมาเพียงเล็กน้อยอย่างระมัดระวังที่สุด
นางวางผงส่วนนั้นไว้ที่มุมกระดาษน้ำมันอีกแผ่นที่สะอาด แล้วใช้หลังเล็บคลึงเบาๆ
【สัมผัสสากเล็กน้อย ตอนคลึงรู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายจางๆ 】
ท่วงท่าที่ต่อเนื่องและดูแปลกประหลาดพิกลในสายตาคนนอกนี้ ทำเอาคนทั้งโถงศาลถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
ใต้เท้าหวังอ้าปากค้าง กำลังจะอ้าปากด่านางว่าเล่นแร่แปรธาตุตบตาผู้คน แต่กลับถูกสายตาเย็นชาของลู่เป่ยเฉินสกัดเอาไว้เสียก่อน
ลู่เป่ยเฉินพิงพนักเก้าอี้ กอดอก สายตาคมลึกจ้องมองทุกรายละเอียดการกระทำของเฉินชิงฉือโดยไม่วางตา
เขาเคยเห็นหมอชันสูตรมานับไม่ถ้วน คนพวกนั้นถ้าไม่ใช้เข็มเงินก็ใช้สัตว์ตัวเล็กๆ มาทดสอบพิษ ใครจะเคยเห็นคนทำท่าทางทั้งส่อง ทั้งขูด ทั้งคลึง ราวกับกำลังดูแลสมบัติล้ำค่าเช่นนาง
ความจดจ่อ ความใจเย็น และขั้นตอนที่เขาเข้าไม่ถึงเหล่านั้น ล้วนแผ่ซ่านไปด้วย "ความนิ่งของผู้เชี่ยวชาญ" ที่น่าขนลุก
เฉินชิงฉือย่อมไม่รู้ว่าตนเองถูกมองเป็นจอมขมังเวทย์ไปเสียแล้ว หลังจากสังเกตลักษณะทางกายภาพเบื้องต้นเสร็จ ในใจนางก็พอจะมีคำตอบ
【ไอ้นี่ แปดในสิบส่วนไม่ใช่พิษอาร์เซนิก*】
【สัมผัสและรูปลักษณ์ภายนอก มันใกล้เคียงกับ "ผงยิปซัม" อย่างหาที่สุดไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นอะไรสักอย่างที่ผสมผงยิปซัมลงไป】
【คนโบราณไม่หลอกฉันจริงๆ การใส่ร้ายป้ายสีนี่ช่างเรียบง่ายเหลือเกิน คิดจะใช้ของแถวนี้มาทำหลักฐานก็ทำเลยสินะ】
เมื่อมีคำตอบในใจ นางก็ห่อกระดาษน้ำมันกลับอย่างระมัดระวัง วางไว้ด้านข้าง แล้วจึงหยิบบันทึกชันสูตรบางๆ แผ่นนั้นขึ้นมา
ม้วนสำนวนโบราณใช้กระดาษหนังที่มีความเหนียวอย่างดี ลายมือเป็นตัวบรรจงที่สวยงามจากปลายพู่กันของอาลักษณ์ สะอาดเรียบร้อย
ทว่าเนื้อหาที่อยู่บนนั้น กลับทำให้ด็อกเตอร์นิติวิทยาศาสตร์ผู้ผ่านที่เกิดเหตุสยดสยองมานับไม่ถ้วนอย่างเฉินชิงฉือ ถึงกับต้องทอดถอนใจออกมา
หยาบเกินไปแล้ว...
บันทึกชันสูตรทั้งแผ่น รวมกันแล้วยังไม่ถึงร้อยตัวอักษร นี่มันใช่เวลามาขี้เกียจเขียนรายงานไหมเนี่ย?
"ผู้ตายชุนซิ่ง หญิง อายุสิบหก"
"ตรวจสอบ ใบหน้าเขียวคล้ำ รูม่านตาขยาย มีเลือดสีดำไหลออกจากปากและจมูก ช่องท้องบวมพอง ใช้เข็มเงินทดสอบในช่องปาก เข็มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ทั่วร่างไม่มีบาดแผลภายนอกที่เด่นชัด..."
"สรุปผล: สิ้นใจเพราะรับพิษ สิ่งที่ได้รับคือหงอนกระเรียนแดง(พิษสารหนู)"
【หมดแล้ว? แค่นี้เองเหรอ? เวลาการตายล่ะ? ระดับความแข็งของศพ (Rigor Mortis) ล่ะ? ตำแหน่งและสีของรอยจ้ำศพ (Livor Mortis) ล่ะ? ของที่อยู่ในกระเพาะล่ะ? บันทึกการตรวจที่เกิดเหตุล่ะ? 】
【ถ้ารายงานแบบนี้ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาฉัน แกคงเอามาตบหน้าฉันแล้วสั่งให้ไปเรียนซ่อมสักร้อยรอบแน่ๆ!】
สายตาของเฉินชิงฉือวาดผ่านสำนวนอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมให้ตัวอักษรใดหลุดรอดไปได้
เมื่อสายตาของนางเลื่อนไปถึงท้ายบันทึก ตรงบรรทัดที่มีลายมือหวัดๆ คล้ายเป็นบันทึกเพิ่มเติมที่คนเขียนมองว่าไร้สาระ รูม่านตาของนางก็หดเกร็งขึ้นมาทันที
"อนึ่ง ที่ลำคอด้านหลังผู้ตายมีรอยจ้ำสีแดงจางๆ รูปร่างคล้ายรอยนิ้วมือ ทว่าไม่ชัดเจนนัก คาดว่าเป็นรอยจากการเคลื่อนย้ายหลังจากศพแข็งตัวแล้ว มิเป็นอุปสรรคต่อการสรุปคดี"
ตรงนี้แหละ!
หัวใจของเฉินชิงฉือเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
【รอยจากการเคลื่อนย้าย? ล้อเล่นหรือเปล่า!】
【หลังจากคนตายเลือดจะหยุดไหลเวียน นอกจากศพจะอยู่ในท่าที่เลือดไปตกตะกอน มิเช่นนั้นรอยประทับที่เกิดจากแรงกดดันจากภายนอก กับรอยห้อเลือดใต้ผิวหนังที่เกิดจากความรุนแรงก่อนตาย ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปร่าง สี และการจางหาย】
【อย่างแรกคือรอยจ้ำศพ อย่างหลังคือรอยฟกช้ำ พี่ชายหมอชันสูตรคะ ใบปริญญาของพี่นี่ซื้อมาทางไปรษณีย์หรือเปล่าคะเนี่ย? 】
นางแทบจะมั่นใจได้ในทันทีว่า รายละเอียดเล็กๆ ที่หมอชันสูตรมองข้ามไปอย่างไม่ใส่ใจนี้ คือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะใช้ทำลายคดีนี้ลงได้!
เมื่อมีการวินิจฉัยวัตถุพยานเบื้องต้น และพบรอยโหว่ที่ร้ายแรงในบันทึกชันสูตร เฉินชิงฉือรู้สึกได้ว่าทักษะวิชาชีพที่ถูกกดทับมาสามวันของนาง ในที่สุดก็ได้เวลาสำแดงเดชเสียที
นางเงยหน้าขึ้น กลิ่นอายรอบตัวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หากเปรียบเมื่อครู่นี้นางเหมือนคนที่กำลังจมน้ำและดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ในตอนนี้ นางก็คือ "ราชินี" ที่ได้กลับคืนสู่สนามที่ตนเองเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
"ใต้เท้า" นางเอ่ยอีกครั้ง น้ำเสียงไม่ดังนักแต่หนักแน่นและทรงพลัง "ข้าน้อยอ่านจบแล้วเพคะ"
ใต้เท้าหวังรีบฉวยโอกาสแดกดันทันที: "อ่านจบแล้ว? งั้นเจ้าก็ยอมรับความผิดแล้วใช่ไหม? หรือว่าเจ้ายังคิดจะปั้นน้ำเป็นตัว สร้างเรื่องพิสดารอะไรขึ้นมาอีกรึ?"
เฉินชิงฉือไม่แม้แต่จะชายตามองเขา สายตาของนางล็อคอยู่ที่ลู่เป่ยเฉินเพียงผู้เดียว
"เรียนใต้เท้าผู้บัญชาการ ข้าน้อยไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับผิด ทว่ากลับยิ่งมั่นใจยิ่งขึ้นว่า การตายของชุนซิ่งนั้นมีเงื่อนงำซ่อนอยู่เจ้าค่ะ"
"และข้าน้อย ก็คือผู้ที่ถูกวางแผนใส่ร้ายป้ายสีอย่างแยบยลที่สุด!"
ลู่เป่ยเฉินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มือที่เคยวางพาดบนด้ามดาบเปลี่ยนท่าทาง นิ้วชี้เคาะลงบนโต๊ะเบื้อหน้าช้าๆ เกิดเสียง "ตึก... ตึก..."
นี่คือท่าทางเวลาที่เขาตั้งใจฟังใครสักคน หรือเป็นนิสัยส่วนตัวยามที่กำลังใช้ความคิด
"ว่ามา" เขาเอ่ยออกมาเพียงคำเดียว สั้นกระชับแต่ทรงอำนาจ
..
*พิษอาร์เซนิก โบราณคือหงอนกระเรียนแดง หรือ สารหนู
