บทที่ 3
พะยอมมองเห็นในตัวเขาไม่ใช่เพียงนักเลงหัวร้อน แต่เห็นถึงหัวใจที่ยุติธรรมและปกป้องคนอ่อนแอ ความรักของทั้งคู่ค่อย ๆ เติบโตท่ามกลางเสียงซุบซิบของคนในหมู่บ้าน จนในที่สุดก็แต่งงานกัน
หลังแต่งงานพะยอมเป็นกำลังสำคัญอยู่เบื้องหลังกำนันโขง เธอเป็นคนคอยประสานระหว่างชาวบ้านกับสามี พูดจาอ่อนโยนแต่หนักแน่น จนใคร ๆ ต่างเรียกเธอว่า “แม่พะยอมผู้มีรอยยิ้มละลายใจ”
ชีวิตคู่ของทั้งสองเต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของหน้าที่กำนัน แต่พะยอมไม่เคยบ่น เธอเลี้ยงลูกชายคนเดียวอย่าง เข้ม ด้วยความอบอุ่นและเข้มงวดในเวลาเดียวกัน
น่าเศร้าที่เมื่อเข้มอายุได้สิบขวบ พะยอมประสบอุบัติเหตุรถตกเขาขณะเดินทางไปเยี่ยมญาติในอำเภอข้างเคียง เสียชีวิตทันทีเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนขจรเดชไปตลอดกาล จากชายที่เคยยิ้มง่าย กลายเป็นคนเงียบขรึม เย็นชา และไม่เปิดใจให้หญิงใดอีกเลย
กำนันโขงชายวัย 42 ที่เพียงแค่ยืนเฉย ๆ ก็ทำให้ใครต่อใครต้องหันมามอง รูปร่างสูงใหญ่ บ่ากว้าง มือกร้านจากการจับจอบจับปืน ดวงตาคมดั่งเหยี่ยวสะกดทุกสายตาให้หยุดอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเข้มชัดทุกสัดส่วน ทั้งแนวกรามแข็งแรง ริมฝีปากบางที่มักเม้มแน่นเวลาครุ่นคิด และรอยแผลจาง ๆ ที่ข้างคิ้วซ้าย หลักฐานของอดีตชายหนุ่มนักเลงที่เคยลุยไฟแทนคนในหมู่บ้าน
แม้ไม่ใช่ชายแต่งตัวหรู แต่เสน่ห์ของกำนันโขงอยู่ที่ความเป็นชายแท้ที่ไม่ต้องพยายาม เสื้อเชิ้ตแขนพับ กางเกงผ้าฝ้ายธรรมดา รองเท้าบูทยางเก่า ๆ ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่พออยู่บนตัวเขากลับดูขึงขังอย่างประหลาด
ผิวแทนเข้มจากแสงแดดที่คล้ำจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งขับให้กล้ามแขนที่เต็มแน่นและลำคอแข็งแรงดูโดดเด่น เขาไม่ใช่หล่อแบบคุณชายในเมือง แต่หล่อแบบคนจริงที่มีทั้งบารมีและความแกร่งในตัว
เวลายืนพูดกับใคร เขามักสบตาโดยไม่หลบ สายตานั้นนิ่งแต่แฝงแรงกดดันจนคนฟังเผลอกลืนน้ำลาย แต่หากได้เห็นเขายิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่หาได้ยาก นั่นคือรอยยิ้มที่อุ่นจนทำให้หัวใจของใครหลายคนเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้ หญิงสาวในตลาดต่างพูดกันว่า กำนันโขงน่ะ หล่อแบบไม่ต้องแต่งตัวเลย แค่ยืนพิงรถกระบะก็เหมือนหลุดออกมาจากหนัง บางคนถึงขั้นแซวกันว่า คนอื่นแก่ขึ้นแล้วโทรม แต่กำนันโขงยิ่งแก่ยิ่งเข้ม ยิ่งนิ่งยิ่งหล่อ
แม้ภรรยาเสียไปหลายปี แต่ชื่อแม่พะยอมยังถูกเอ่ยด้วยความอิจฉาในหมู่หญิงสาวทั้งอำเภอ เพราะเธอคือคนเดียวที่เคยได้เห็นรอยยิ้มเต็มดวงของกำนันโขง รอยยิ้มที่ชายหนุ่มคนอื่นทำแทบตายก็ไม่มีวันลอกเลียนแบบได้
กำนันโขงตกหลุมรักนายอำเภอโยครั้งแรก วันนั้นแดดกรุงเทพยามบ่ายร้อนจัด แต่ในใจของกำนันโขง ขจรเดช ดวงธรรมา กลับเย็นวาบไปทั้งอกเมื่อเขาก้าวลงจากรถกระบะ แล้วที่หน้าบ้านใหญ่ของพ่อตาแม่ยายของลูกชาย ได้มีหนุ่มหล่อที่ทำให้เขาเต้นแรงตั้งแต่พบหน้า นั้นก็นายอำเภอหนุ่มอย่างโยพี่ชายของลูกสะใภ้ที่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้าน
โขงในเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับศอก กับกางเกงผ้าขาเต่อสีน้ำตาลเข้ม เดินมาด้วยท่าทางเกรงใจแต่ก็ไม่อาจปิดบังความหนักแน่นของชายผู้ผ่านโลกมามาก เขากำหมัดแน่นเล็กน้อยเพื่อกลบความประหม่า ทั้งที่ตนเองไม่เคยรู้จักคำว่าเกรงใครมาก่อนในชีวิต
แต่พอเห็นนายอำเภอโยที่ยืนอยู่ทุกอย่างกลับหยุดนิ่ง ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตขาวสะอาด กางเกงสแล็คเรียบกริบ เดินออกมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและแววตาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจนั้นที่มีให้น้องชายอย่างปลัดโจ มันทำให้กำนันโขงเหมือนถูกอะไรบางอย่างจู่โจมตรงกลางอก หัวใจเขาเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล เสียงที่เคยหนักแน่นกลับสั่นเบาเมื่อเอ่ยคำทักทาย
“สวัสดีครับ… ผมโขงครับ… กำนันจากพรรณนา” โขง
นายอำเภอโยพยักหน้ารับ ยื่นมือมาอย่างสุภาพ มือของโยอบอุ่น ต่างจากมือของเขาที่เต็มไปด้วยรอยด้านหยาบจากการทำงานในท้องนาและตอนที่มือทั้งคู่สัมผัสกันเพียงชั่วขณะนั้นเอง กำนันโขงก็รู้ทันทีว่าคนคนนี้จะไม่เหมือนใครในชีวิตเขาอีกเลย
ตลอดเวลาที่อยู่ภายในห้องรับแขก เข้มพูดขอโทษกับพ่อตาแม่ยายเกือบทุกประโยค แต่กำนันโขงกลับไม่ได้ยินอะไรเลย หูของเขามีแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นดังอยู่ข้างใน สายตาแอบมองโยที่นั่งนิ่ง ฟังด้วยรอยยิ้มบางเวลาคุยกับน้องชายทั้งสอง แสงแดดตกกระทบใบหน้าเรียวดูอบอุ่นจนใจเขาอ่อนยวบ ความรู้สึกแปลกใหม่จู่ ๆ ก็ไหลทะลักขึ้นมาในอก เหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักคำว่าหลงรัก นอกภรรยาที่เสียไปแล้วก็มีนายอำเภอโยคนนี้นี่แหละที่ทำให้หัวใจเข้าเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หลังจากวันนั้นภาพนายอำเภอโยในชุดเชิ้ตขาวกับแววตาใจดี ก็กลายเป็นภาพเดียวที่วนเวียนอยู่ในใจของกำนันโขงไม่จาง
