#####บทที่ 6
แม้นประโยคคำถามที่ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของกุ้ยไป๋หลาน จะดูคล้ายว่านางสำเหนียก เจียมเนื้อเจียมตัวหดเหลือเพียงครึ่งคืบสยบให้แก่แม่นางซือเหย่ที่ตอนนี้กำลังวางตัวเยี่ยงเป็นฮูหยินของแม่ทัพเล่อหยางหลง แต่เหตุใดยามฟังคำพูดนางพร้อมกับท่าทาง เท้าสะเอวเลิกคิ้วถามอย่างไม่เกรงกลัวนั่นกลับตีความออกไปในทางประชดประชันแกมท้าทายเสียมากกว่าเล่า
ซือเหย่ แม้ไม่ใช่บุตรสาวขุนนาง หรือเกิดในจวนเศรษฐีฐานะดีที่มีทรัพย์สินเงินทองล้นหลามสามารถส่งเสียให้นางร่ำเรียนเยี่ยงสตรีชนชั้นสูงได้ ทว่ามารดานางคือ ซือเหยา แม่นมผู้ที่เป็นคนคอยเลี้ยงดู อุ้มชูเล่อหยางหลงหลังจากที่ฮูหยินใหญ่สิ้นใจมาโดยตลอดจนเขารัก เคารพ และนับถือเสมือนเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันอีกจึงได้รับความเมตตามีโอกาสศึกษาหาความรู้กับท่านอาจารย์
ฉะนั้นนางก็มิได้โง่เขลาจนกระทั่งไม่สามารถมองออกว่าแท้จริงแล้ว สตรีเชลยศึก ตรงหน้าผู้นี้หาได้มีความยำเกรงตนเลยสักน้อยนิด
“เจ้า! นางสตรีอวดดี เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด ถึงได้กล้าแสดงกิริยาท่าทางเหิมเกริมกับข้าเช่นนี้!!” ซือเหย่กำหมัดแน่น พร้อมร่างกายที่สั่นไหวโยกขึ้นลงคล้ายลูกคลื่นเพราะกำลังพ่นลมหายใจเข้าออกอย่างแรงและถี่กระชั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยยามโดนสตรีที่ตนมองด้วยสาตาเหยียดหยามว่าต่ำต้อย น่าสมเพช หักหน้าเยี่ยงที่มิเคยมีใครกล้ากระทำต่อนางเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
“คุณหนูซือเหย่เป็นอันใดไปเจ้าคะ ไยถึงได้…ทำตัวเยี่ยงคนใกล้จะขาดอากาศตายเยี่ยงนี้ ตายจริงเจ้าค่ะ!” กุ้ยไป๋หลานยกฝ่ามือขึ้นมาป้องปาก ส่งสายตา ทำท่าทางลนลานคล้ายกับคนที่กำลังตกใจจนกระวนกระวายอย่างหนัก “อาจเป็นเพราะอากาศร้อน อาการเลยกำเริบขึ้นมาใช่หรือไม่เจ้าคะ หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องรีบไปรายงานท่านพี่หยางหลงของคุณหนูให้ตามหมอโดยด่วนแล้วล่ะเจ้าค่ะ ขืนปล่อยไว้เช่นนี้หาใช่เรื่องดีแน่”
ได้เห็นเช่นนี้กุ้ยไป๋หลานก็ทราบได้ทันท่วงทีเลยว่า ซือเหย่ผู้นี้ คงถือดี ชูคออยู่บนวอทองว่าตนมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้ใดในจวนหลังนี้เพราะสนิทสนมและเป็นคนของเล่อหยางหลงบุรุษตัวร้ายเป็นแน่ จึงได้พูดจา แสดงท่าทางข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม เอาแต่ใจอย่างคนนิสัยเสียด้วยความเคยตัวกับผู้อื่นเขาไปทั่ว ซึ่งแน่นอนว่าก็คงมิมีผู้ใดหาญกล้าบ้าบิ่นต่อปากต่อคำสวนกลับไปเยี่ยงนาง จึงมีอาการกระฟัดกระเฟียดราวกับเป็นโรคลมบ้าหมูเช่นนี้
“เจ้า กรี๊ด!!!!!! เจ้าว่าข้าเป็นหมาบ้าเช่นนั้นหรือ” ซือเหย่ชี้หน้าใส่กุ้ยไป๋หลาน พร้อมทั้งกระทืบเท้าจนตัวสั่นเร่า ๆ แล้วแผดเสียงร้องโวยวายออกมาดังระงมไปทั่วทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับหยุดมองแล้วพูดคุยซุบซิบด้วยรอยยิ้มแย้มแต้มในดวงตา ด้วยนี่คงเป็นคราแรกกระมังที่มีคนกล้าโต้สวนกลับไปและทำให้สตรีเอาแต่ใจถือดีผู้นั้นเสียอาการเช่นนี้ได้ เพราะทุกครานางจะเป็นฝ่ายคอยข่ม คอยเหยียบหัวผู้อื่นให้อยู่ต่ำกว่าตนเสมอ
แน่นอนว่าด้วยนางที่ทำตัวสนิทสนม วางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับเป็นว่าที่ภรรยา ฮูหยินของท่านแม่ทัพเล่อหยางหลงซึ่งเขาเองก็หาได้เคยตำหนิติเตียนหรือแสดงท่าทีห้ามปรามใดใดไม่ จึงมิมีผู้ใดกล้าเหิมเกริมกับซือเหย่ทำให้นางเกิดความได้ใจจนเคยตัวกลายเป็นเด็กนิสัยเสียที่แทบจะเข้าหน้าคนอื่น ๆ ไม่ติดเลยนอกเสียจากมารดา พี่สาว และอีพวกประจบสอพลอที่ตีสองหน้า ทว่าลับหลังเองก็กลับเอาความดื้อรั้น เหวี่ยงวีนของนางมาซุบซิบนินทากันสนุกปาก
"ข้าเปล่า ข้ายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะเจ้าคะว่าคุณหนูซือเหย่เหมือนหมาบ้าที่กำลังคุ้มคลั่งยามอากาศอบอ้าวแดดร้อนจัด" กุ้ยไป๋หลานส่ายศีรษะปฏิเสธ ทว่าสีหน้าท่าทางและแววตาที่คล้ายเห็นอกเห็นใจนั่น มันช่างดูยียวนประชดประชันจนทำให้ซือเหย่ที่มีไฟโทสะสุมกลางอกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วโมโหจัดควันออกหูเข้าไปใหญ่
"แก!!!! นางไป๋หลาน กรี๊ด" ซือเหย่พุ่งหลาวกระโจนเข้าใส่หมายจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้างดงามเพื่อสั่งสอนว่าบทลงโทษของคนที่กล้าอวดดี ท้าทายนางจะโดนเช่นใด ทว่ากลับผิดคาดเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบหนีได้ทันท่วงที จึงทำให้ร่างบางหน้าทิ่ม หัวขมำ ตูดกระดกยกสูงอยู่บนพื้นหญ้า
กุ้ยไป๋หลานแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่านางควรจะรู้สึกสงสารหรือสมเพชสตรีผู้ที่ชูคอว่าตนเองเป็นดั่งนางพญาหงส์โบยบินอยู่เหนือผู้ใดจนคิดจะเอาแต่ใจอย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาพที่ไม่น่ามองเลยสักนิด
"เกิดอันใดขึ้น!!!" น้ำเสียงดุดันน่าเกรงขามแผ่กระจายรังสีอายสังหารแห่งความน่ากลัวตีวงกว้างแผ่อาณาเขตมาถึงกุ้ยไป๋หลานที่ยกมือป้องปากกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ทว่าร่างกายที่กำลังสั่นโยกสั่นคลอนนั้นคือหลักฐานชิ้นเด็ดมัดตัวได้ดีว่านางกำลังขบขันสิ่งใดบางอย่างอยู่
ซือเหย่รู้สึกอับอายขายขี้หน้าไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่จงใจหมายจะตบสั่งสอนกุ้ยไป๋หลานสตรีน่ารังเกียจผู้ดี ทว่ากลับกลายเป็นตนที่โดนนางเล่นงานจนล้มหัวทิ่มลงไปนอนราบบนพื้นหญ้าให้อีพวกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาซุบซิบหัวเราะเยาะ "ท่านพี่หยางหลงเจ้าขา ฮึก" นางแสร้งทำเสียงอ่อนเสียงหวาน เรียกร้องความสงสารจากบุรุษเจ้าของจวน
"..."
"ฮึก...ท่านพี่หยางหลง ท่านพี่ต้องจัดการสตรีอวดดี ไม่เจียมเนื้อเจียมตัวผู้นี้ให้ข้านะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าหายอมจริง ๆ ด้วย" ใบหน้าสวยซบลงบนท่อนแขนแกร่งกำยำของเล่อหยางหลง "ท่านพี่ดูเถิดเจ้าค่ะ นางหาญกล้าเพียงใด ข้าพูดคำ นางถกเถียงไปสิบกว่าคำ ซ้ำยังทำร้ายร่างกายจนข้าล้มหัวทิ่มลงไปบนพื้นหญ้าให้รู้สึกอับอายอีกด้วย"
"ข้าหาได้ทำในสิ่งที่คุณหนูซือเหย่กำลังโป้ปดไม่นะเจ้าคะท่านแม่ทัพ" กุ้ยไป๋หลานแทบไม่อยากเชื่อหูตนเองเลยว่าสตรีผู้นี้ที่มีนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจ ชอบข่มเหงเหยียดผู้อื่นมิพอ ยังกล้าพูดจาเท็จใส่ความหน้าตาเฉยถึงอาจจะทราบดีว่ามีผู้อื่นเดินผ่านไปมาเห็นเหตุการณ์โดยทั้งหมดก็ตาม
อาจเพราะซือเหย่มั่นใจว่าคงมิมีผู้ใดหาญกล้า เป็นศัตรูกับนาง และ ต่อให้อย่างไรบุรุษผู้นี้ แม่ทัพใหญ่เล่อหยางหลงที่มิได้โง่เขลาอาจมองสถานการณ์ออกตั้งแต่ต้นก็คงแสร้งปิดหูปิดตาเชื่อคำนางเพื่อพาลหาเรื่องใส่คนที่ตนอคติเช่นกุ้ยไป๋หลานเช่นนั้นหรือ?
"เหตุใดเจ้าถึงได้กล่าวหาว่าข้ากำลังโป้ปดเล่า ข้าขอถามหน่อยเถิดข้าจะทำสิ่งนั้นไปเพื่ออันใด ใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่หยางหลง" ว่าพลางก็ใช้ฝ่ามือบอบบางลูบแผงอบล่ำสั่นผ่านอาภรณ์เบา ๆ "พวกเจ้า! มานี่" ซือเหย่หันไปตะโกนเรียกสตรีสองคนที่กำลังยืนตากผ้าอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้นัก
"เจ้าค่ะ"
"เจ้าเห็นใช่หรือไม่ว่าสตรีผู้นี้เถียงคำข้าไม่ตกฟาก ซ้ำยังรังแกทำร้ายร่างกายจนข้าล้มหัวทิ่มลงไปบนพื้น" สายตาเกรี้ยวกราดที่ซือเหย่จ้องมองเขม็งไปยังสาวรับใช้ผู้นั้นคล้ายกับเป็นการข่มขู่โดยนัยน์ว่าหากนางตอบนอกเหนือหรือผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ตนหยิบยื่นให้จะโดนดีไม่ใช่น้อย
