บทที่ 3 ผ้าพันคอ (1)
คิรากรนั่งมองกล่องแหวนหมั้นที่ 'อดีตคู่หมั้น' หมาด ๆ วางเอาไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป อย่างอารมณ์ดี ซึ่งคิรากรยังคงคิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่นี่คือสิ่งที่เขาเฝ้าฝัน แต่ทำไมความรู้สึกมันถึงตื้อไปหมดคิดอะไรไม่ออก ในหัวมีแต่คำว่า 'ทำไม' เต็มไปหมด เจ้าตัวนั่งคิดอยู่อย่างนั้นร่วมสิบกว่านาทีจนกระทั่งมีเสียงเคาะประตู และเสียงเปิดประตูเข้าพร้อมกับคำทักทายของคนที่คิรากรยังไม่อยากเจอตอนนี้มากที่สุด
"เฮ้ย ๆ ๆ ไอ้คิม เมื่อกี้ฉันเห็นน้องมิน....นี่แกนั่งมองอะไรอ่ะ"
วทัญญูที่คันปากตั้งแต่อยู่ข้างล่างแล้ว เมื่อถามพริมาว่าเพื่อนของเขาอยู่มั้ย และพอได้คำตอบว่าอยู่ ไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญ เจ้าตัวเคาะประตูพร้อมกับเปิดเข้ามาอย่างถือวิสาสะ โดยไม่รอให้เจ้าของห้องกล่าวอนุญาตเลยสักนิด แต่พอเปิดมาเห็นเพื่อนรักไม่หือไม่อือ แถมเอาแต่จ้องมองวัตถุสีแดงอยู่บนโต๊ะก็เดินมาหาอย่างสนอกสนใจ
"เฮ้ย! เรื่องจริงเหรอวะ"
วทัญญูร้องอย่างตกใจ ทำให้คิรากรเงยหน้ามองเพื่อนรักของตัวเองคิ้วขมวด พลางถามออกไปอย่างหงุดหงิด
"อะไรของแกวะ! ไอ้วิน"
"เฮ้ย ๆ ๆ อย่าเพิ่งหงุดหงิดดิวะ ฉันแค่ตกใจหน่ะ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง"
วทัญญูรีบบอกเพื่อนพลางเล่าเหตุการณ์ที่เจอมัลลิกาที่หน้าบริษัท ให้เพื่อนรักฟัง พร้อมเล่าท่าทางและประโยคที่ตนได้ยินให้เพื่อนรักฟัง คิรากรที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเสียทันที
"เฮอะ! จะไปหาเจ้าบ่าวคนใหม่ เพิ่งถอนหมั้นได้แค่วันเดียวเนี่ยนะ!"
"อ้าว-- นี่แกไม่ดีใจเหรอวะ ก็ไหนว่าอยากจะถอนหมั้นจะแย่ ไหงเป็นงี้"
วทัญญูอดงงกับท่าทีหงุดหงิดของคิรากร เพราะที่ผ่านมาคิรากรมักจะบ่นว่ารำคาญบ้างหล่ะ อยากถอนหมั้นบ้างหล่ะ ตนจึงรีบขึ้นมากะจะพาเพื่อนรักไปฉลองที่โสดสักที แต่ไหงกลับกลายเป็นเจ้าตัวทำท่าราวกับไม่อยากถอนหมั้นไปเสียอย่างนั้น
ทางด้านคิรากรที่ได้ยินวทัญญูก็ชะงักไปสักพัก จากนั้นก็ตกอยู่ในห้วงของความคิดของตัวเองอีกครั้ง พลางสงสัยว่า อะไรที่ทำให้มัลลิกาจู่จู่ก็ถอนหมั้นเขา
'เห็นทีวันนี้คงได้ฤกษ์กลับบ้านของตัวเองได้แล้วสินะ'
คิรากรคิด
-----------------------------------------------
ยามเย็น ณ คฤหาสน์ปัญจรักษณ์โภคิน ก็ต้องคึกคัก เมื่อบรรดาคนรับใช้เห็นรถของลูกชายคนโตของเจ้าสัวคณิณเลี้ยวเข้ามาในคฤหาสน์ สร้างความแปลกใจให้ผู้เป็นพ่อและแม่ รวมทั้งน้อง ๆ ของคิรากร ซึ่งต่างก็ออกมายืนต้อนรับเจ้าลูกชายตัวดีที่หน้าบ้าน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ลูกชายกลับบ้านเอง โดยที่ผู้เป็นพ่อหรือแม่ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญให้กลับ
"วันนี้หิมะจะตกเมืองไทยรึไง ถึงได้กลับบ้านได้หล่ะ ฮึ! เจ้าคิม"
เจ้าสัวคณิณเอ่ยทักเมื่อลูกชายเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า คิรากรหน้ายุ่งหันไปทางเจ้าสัวคณิณพลางพูดเข้าเรื่องโดยที่ไม่มีปี่มีขลุ่ย
"คุณพ่อครับ- ผมมีอะไรจะคุยด้วยหน่อย"
เจ้าสัวคณิณที่ได้ยินดังนั้นงุนงงกับท่าทีราวกับแบกโลกทั้งใบของลูกชายคนโตที่น้อยครั้งจะได้เห็น พลางเลิกคิ้วมองเจ้าลูกชายที่ขมวดคิ้ว สีหน้าดูไม่สบอารมณ์ เจ้าสัวมองสีหน้าของลูกชายก็ได้แต่สงสัย แต่ก็ยังไม่รีบถามอะไรมากนักเพราะดูแล้วลูกชายของเขาคงจะเจออะไรหนัก ๆ มาแน่ ไม่งั้นคงไม่วิ่งแจ้นกลับบ้านทั้ง ๆ ที่ร้อยวันพันปีไม่คิดจะกลับแบบนี้หรอก
"งั้นเหรอ- งั้นเข้าบ้านไปอาบน้ำอาบท่าก่อนสิ เดี๋ยวจะได้ลงมากินข้าวกัน"
คิรากรที่ร้อนรน อยากจะรีบถามผู้เป็นพ่อทันที แต่พอหันไปเห็นสีหน้าของผู้เป็นแม่กับน้อง ๆ ของเขาที่จ้องมองมาที่เขาด้วยความสงสัย เขาจึงต้องเก็บสิ่งที่เขาอยากจะถามผู้เป็นพ่อใจจะขาดเอาไว้ภายใน
“ครับ...งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนละกันครับ”
เขาเอ่ยพร้อมกับหันไปฝืนยิ้มให้กับคุณหญิงประไพพรแม่ของเขา และน้องของเขาพักหนึ่งก่อนจะรีบเดินขึ้นชั้นไปชั้นบนที่ห้องของตัวเพื่อชำระร่างกาย เผื่อน้ำอุ่น ๆ จะช่วยทำให้เขาใจเย็นลงบ้าง
"พี่คิมเป็นอะไรของเขาอะป๊า มาถึงไม่มีทักทายน้องนุ่งสักคำ เคลียร์น้อยใจนะเนี่ย"
คณิดาบุตรสาวคนสุดท้องของตระกูลปัญจรักษ์โภคิน และเป็นน้องสาวของคิรากรเอ่ยขึ้น
"หรือว่ามีเรื่องอะไรที่บริษัทเหรอครับ หรือว่า...เกิดปัญหากับโปรเจคใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป"
คุณากร หรือ คุณ ลูกชายคนที่สองของเจ้าสัวคณากรและคุณหญิงประไพพร เอ่ยขึ้น ซึ่งคุณากรนั้นอายุน้อยกว่าคิรากร 4 ปี ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าสัวคณิณดูแลบริษัทสาขาย่อยแถว ๆ เวียดนามและลาวอยู่ ส่วนคณิดาน้องสาวคนเล็กนั้น อายุเท่ากับมัลลิกา เจ้าตัวไม่ชอบด้านธุรกิจ แต่ชอบทางด้านแฟชั่น ซึ่งตอนนี้ก็ได้เปิดห้องเสื้อแบรนด์ของตัวเอง ที่ตอนนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ ทายาทตระกูลปัญจรักษณ์โภคินทุกคนล้วนแต่ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น
"แม่ว่าพวกเราไปรอพี่เขาที่ห้องอาหารเถอะ เดี๋ยวมีเรื่องอะไรก็คงว่ากันอีกที"
คุณหญิงประไพพรเอ่ย พลางใช้มือดันหลังลูก ๆ ของเธอให้เข้าบ้านไป โดยมีเจ้าสัวคณิณที่มองตามหลังลูกชายคนโตด้วยสีหน้าเป็นห่วงจากนั้นก็เดินตามคุณหญิงประไพพรเข้าบ้านไป
---------------------------------------
