บทที่ 2 ถอนหมั้นและมูฟออน (3)
ทางด้านคิรากรที่กำลังประชุมอยู่ เมื่อธีทัศน์ส่งข้อความมาบอกว่าตอนนี้มัลลิกามารออยู่ที่ห้องทำงานก็หัวเสียขึ้นมาทันที พริมาที่พอเห็นเจ้านายตนเองเหมือนจะหัวเสีย ก็เลยมองมาด้วยความเป็นห่วง แต่คิรากรก็ได้แต่ยิ้มเบา ๆ ตอบกลับไปเหมือนกับบอกว่า ไม่มีอะไร
และทันทีที่ประชุมเสร็จ คิรากรก็รีบเดินออกจากห้องประชุมเพื่อไปที่ห้องทำงานที่อยู่ชั้นบนสุดทันที โดยที่ไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ต่อไปนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่พลิกผันของเขาไปตลอดกาล
------------------------------------------
ร่างสูงของคิรากรเดินมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานเขาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว เมื่อนึกถึงหน้าหญิงสาวที่กำลังรอเขาอยู่ในห้องทำงานแล้ว ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด เขาไม่ชอบให้ใครมารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะห้องทำงานของเขา ซึ่งมันเป็นพื้นที่ที่เขาหวงเป็นพิเศษ เพราะสำหรับเขาแล้ว ห้องทำงานก็เป็นเสมือนบ้านอีกหลังสำหรับคนบ้างานแบบเขา
พริมารู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักของเจ้านายของเธอที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้า เธอได้แต่ก้มหน้ากอดแฟ้มในมือและเดินตามไปเงียบ ๆ เธอรู้นิสัยคิรากรดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร เนื่องจากเธอทำงานเป็นเลขาให้คิรากรมานานถึงสามปี และเธอนั้นก็รู้นิสัยของมัลลิกาเป็นอย่างดีเช่นกัน
แกร๊ก—
ทันทีที่คิรากรเปิดประตูห้องทำงานของตน สายตาคมปลาบของเขาก็พุ่งไปยังร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่โซฟารับแขก วันนี้หญิงสาวแต่งกายดูทะมัดทะแมงแต่ยังคงความสวยสง่าเช่นเคย ทว่าวันนี้เขากลับรู้สึกว่าหญิงสาวคนที่ได้ชื่อว่า คู่หมั้นของตนนั้นมีท่าทีที่แปลกไป
และเมื่อมัลลิกานั้นลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกได้เลยว่าวันนี้มัลลิกาดูแปลกไป แต่เมื่อเห็นเธอปรายตามองไปยังพริมาที่เดินตามหลังเขามา เขาก็รีบเอาตัวมาบังพริมาทันที เนื่องจากกลัวว่ามัลลิกาจะอาละวาดใส่พริมาเหมือนเช่นที่ผ่านมา
แต่ทว่าครั้งนี้กลับแปลกไป เขาเห็นมัลลิกาทำสีหน้าเบื่อหน่าย พร้อมกับยื่นบางอย่างมาให้เขา มันคือกล่องกำมะหยี่สีแดงที่เขาคุ้นเคยนั่นเอง
“อะไร?”
เขาแปลกใจในท่าทีของมัลลิกา จึงได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย จึงถามเสียงแข็งกลับไปสั้น ๆ แต่แทนที่จะเห็นมัลลิกาวีน เหวี่ยง อาละวาด เขากลับเห็นมัลลิกาถอนหายใจ แล้วตอบเขาห้วน ๆ สั้น ๆ เช่นกัน
“แหวนหมั้น”
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าของที่อยู่ในกล่องกำมะหยี่นั้นคืออะไร ทว่าที่เขาถามออกไปนั้นเพราะอยากรู้มากกว่าว่าเจ้าหล่อนเอามาให้เขาทำไม เขายืนขมวดคิ้วนัยน์ตายังคงจ้องเขม็งไปที่มัลลิกานิ่งแต่ภายในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
เขายืนมองร่างบางตรงหน้านิ่ง ทว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือเสียงจิ๊จ๊ะไม่สบอารมณ์ของมัลลิกา พร้อมกับที่เธอนั้นวางกล่องแหวนหมั้นลงบนโต๊ะเสียงดัง จากนั้นก็เอ่ยประโยคที่ทำให้เขานั้นต้องตกตะลึงด้วยท่าทีที่สบาย ๆ จนเขาแปลกใจ
“ตั้งแต่วันนี้ไปฉันกับคุณไม่ได้มีอะไรต่อกันอีก ถือว่าการหมั้นหมายระหว่างเราเป็นโมฆะละกันนะ ส่วน...”
มัลลิกาปรายตามองไปยังด้านหลังของเขา ซึ่งเป็นที่ที่พริมาอยู่ หลังจากนั้นก็พูดประโยคที่ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทที่เขานั้นไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณจะเอาไปหมั้นกับผู้หญิงคนไหนนั้น ก็แล้วแต่คุณ”
ดูเข้า!! นี่เธอหาว่าเขาเป็นคนแบบไหนที่จะเอาของหมั้นจากผู้หญิงอีกคน ไปหมั้นกับผู้หญิงอีกคน เธอคิดว่าเขาเป็นผู้ชายแบบไหนกัน
จริงอยู่ที่เขานั้นไม่ชอบเธอ แต่ก็ใช่ว่าเขานั้นจะจีบผู้หญิงไปทั่ว สิ่งที่เธอพูดมานั้นทำเหมือนกับเขานั้นเป็นผู้ชายหลายใจอย่างนั้นแหละ
แต่ไม่ทันที่เขาจะอ้าปากตอบโต้ เสียงใสก็สวนกลับมา
“อ้อ— เรื่องป๊ะป๋ากับคุณลุงไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเคลียร์ให้เรียบร้อยแล้ว ขอให้มีความสุขต่อจากนี้นะคะ คุณ-คิ-รา-กร บ๊าย- บาย”
ว่าเสร็จมัลลิกาก็หันไปหยิบกระเป๋าของเธอ และเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีมาดมั่นที่เขาเคยเห็นเป็นประจำ ทว่าคราวนี้กลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไป และยิ่งทำให้เขามึนงงแปลกใจคือ ท่าทางโบกมือบ๊ายบายอย่างยียวนนั่นอีก
‘นี่มันเกิดบ้าอะไร’
เขาหันมามองกล่องกำมะหยี่สีแดงบนโต๊ะด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
-------------------------------------
เมื่อมัลลิกาบอกถอนหมั้นกับคิรากรเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกจากบริษัทของคิรากรด้วยความโล่งออก พลางเอ่ยขึ้นมาเสียงไม่เบาไม่ดังกับตนเองว่า
"เย้....ต่อไปนี้ มัลลิกาจะหาผู้ที่แซ่บและดีกว่านี้มาเป็นเจ้าบ่าวเอง!"
ว่าแล้วก็เดินยิ้ม ฮัมเพลง ไปขึ้นรถ พาเอาพนักงานที่อยู่แถวนั้นงงกันเป็นแถว เพราะตั้งแต่วันที่หญิงสาวมาเทียวไล้เทียวขื่อคิรากรนั้น มีแต่สีหน้าบึ้งตึง หยิ่งผยอง แต่วันนี้พอได้เห็นหญิงสาวยิ้มออกมา กลับทำให้คิดว่า มัลลิกาเหมาะกับใบหน้ายิ้มมากกว่า น่าเสียดายที่เอาแต่ใจไปหน่อย
ธีทัศน์ที่เผลอได้ยินประโยคนั้นอย่างไม่รู้ตัว ก็อึ้งกิมกี่กับประโยคที่ดูเหมือนว่ามัลลิกาเลิกกับคิรากรแล้วนั้น ก็งงงวยสงสัยทันที และไม่เพียงแค่ธีทัศน์เท่านั้นที่ได้ยิน วทัญญูเองที่วันนี้มาเที่ยวหาเพื่อนรัก กลับได้ยินประโยคนั้นเต็มสองหู พลางงงและสงสัยไม่ต่างจากธีทัศน์
สายตาของวทัญญูมองตามร่างบางที่เดินฮัมเพลงไปขึ้นรถ รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้างามในวันนี้ เป็นครั้งแรกที่วทัญญูได้เห็น ซึ่งมันทำให้ดวงตาของเขาพร่ามัวไปชั่วขณะ
'เรื่องนี้ต้องขยาย'
วทัญญูคิด
-----------------------------------
หลังจากที่มัลลิกากลับไปไม่นาน พริมาก็ถูกคิรากรเชิญให้ออกมาข้างนอก เพราะเขาต้องการใช้เวลาทบทวนบางอย่างสักพัก
พริมาเดินมาที่โต๊ะทำงานของตัวเองด้วยแววตาครุ่นคิด และเมื่อเธอเดินผ่านกระจกที่สามารถมองเห็นมัลลิกาที่กำลังเดินตรงไปยังรถหรูของเธอที่จอดไว้ที่จอดรถของบริษัทอย่างอารมณ์ดี พริมาถึงกับขมวดคิ้วและจ้องมองไปที่มัลลิกาไม่วางตาด้วยแววตาที่อ่านยาก และสีหน้าเป็นกังวล
