บทที่ 2 ถอนหมั้นและมูฟออน (1)
เมื่อมัลลิกากลับถึงไทยแล้ว สิ่งที่มัลลิกาต้องการจะทำมากที่สุดคือ ต้องคุยกับพ่อของเธอเรื่องการถอนหมั้นกับคิรากร ซึ่งหลังจากที่พักผ่อนหลังจากกลับจากญี่ปุ่นแล้ววันหนึ่งเต็ม ๆ มัลลิกาจึงเข้าพบพ่อของเธอทันทีอย่างไม่รีรอ
ร่างบางของมัลลิกาก้าวเท้าเดินเข้าบริษัทที่พ่อของเธอสู้อุตส่าห์สร้างมากับมือจนกระทั่งตอนนี้เป็นบริษัทโลจิสติกยักษ์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างมั่นใจ รปภ. หรือแม้กระทั่งพนักงานที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากับมัลลิกาซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ต่างก็ไหว้ทักทายหญิงสาวอย่างยิ้มแย้ม คนที่ทำงานอยู่ที่บริษัทนี้มานานมักจะรักและเอ็นดูมัลลิกากันอย่างมาก
เนื่องจากเจ้าสัวมักจะพาลูกสาวเข้าบริษัทบ่อยครั้งตั้งแต่ เพื่อให้ลูกสาวคนเดียวของเขาได้ชินกับกิจการที่ตัวเองจะต้องรับสืบทอดต่อจากผู้เป็นพ่อต่อไป
เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับนิสัยร้ายกาจของมัลลิกา ก็ถึงกับไม่เชื่อข่าวนั้น อีกทั้งยังคิดเข้าข้างมัลลิกาอีกด้วย เพราะคลุกคลีและรู้จักกับหญิงสาวมาตั้งแต่เด็ก และรู้ได้ว่า มัลลิกานั้นเป็นคนที่ตรงไปตรงมา คิดอะไรพูดอย่างนั้น
บางครั้งคำพูดที่พูดออกมาอาจจะทำให้ใครหลายคนไม่พอใจบ้าง แต่ทุกคำที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง และเธอมักจะพูดกับเจ้าตัวเท่านั้น ไม่มีการไปพูดใส่ไฟหรือนินทาลับหลังอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ทุกคนที่นี่รู้ดีว่ามัลลิกาแม้จะปากร้ายไปสักหน่อย แต่ก็จิตใจดี พนักงานแม้จะตำแหน่งต่ำต้อยแค่ไหน เธอก็เข้าไปช่วยเหลือทันที แม้ตอนแรกอาจจะบ่นบ้าง แต่ก็เพราะความหวังดีไม่ได้มีเจตนาอื่น ดังนั้นคนที่เห็นมัลลิกาตั้งแต่เด็กจึงรักและเอ็นดูมัลลิกาอย่างมาก
อีกทั้งมัลลิกายังเข้ามาช่วยงานที่บริษัทตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาตรีที่เมืองไทยอีกด้วย แม้จะยังไม่เข้ามาช่วยอย่างเต็มตัว เป็นแค่ที่ปรึกษาให้ท่านเจ้าสัว แต่ก็ถือได้ว่ามัลลิกาเป็นคนเก่งคนหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากมีหัวคิดที่ทันสมัย สายตากว้างไกล อีกทั้งยังตัดสินใจเด็ดขาด ความสามารถนั้นไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว
แต่เมื่อมีคนรัก ก็ย่อมมีคนเกลียด บางคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ๆ ไม่ได้รู้จักมัลลิกาดีพอนั้นก็มักจะมองว่ามัลลิกาหยิ่ง บ้างก็อิจฉาถึงความสมบูรณ์แบบของมัลลิกา จนเมื่อรู้ข่าวว่ามัลลิกาถูกคู่หมั้นเมินต่างก็หัวเราะเยาะ แถมนินทาลับหลังกันอย่างสนุกปาก
ไม่ใช่ว่ามัลลิกาไม่รู้ เธอรู้ทุกอย่างว่าใครบ้างที่นินทาเธอ แต่เธอแค่เฉยเท่านั้น เพราะถือคติที่ว่า คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก จะไปสนใจคนที่เขาเกลียดเราทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้จักเราดีพอทำไม สู้เอาเวลามาสนใจคนที่เขารักเราไม่ดีกว่าเหรอ อีกทั้งเธอยังคิดว่า เวลาของเธอทุกนาทีมีค่า ถ้าเอาเวลาอันมีค่าของเธอมาใช้ในการคิดเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นละก็ ไม่ต้องเป็นอันทำอะไรกันพอดี คุณว่าจริงมั้ย?
มัลลิกาในชุดทำงานกางเกงขายาวทรงตรงสีส้มอิฐผ้าเนื้อดี กับสูทสีเดียวกัน เสื้อตัวในเป็นเสื้อแขนกุดคอวีสีขาวทับใน บวกกับรองเท้าส้นสูงสีขาว ถือกระเป๋าชีวองชีหนังทรงแข็งสีดำราคาเกินครึ่งแสน พร้อมกับแว่นกันแดดสีน้ำเงินเข้มของคริสเตียนดิออร์ ยิ่งขับให้มัลลิกาดูเป็นสาวมั่นที่มีลุคเท่ห์ ๆ ผมยาวดำสลวยสะบัดไปตามแรงเดิน เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานของพ่อของเธอเมื่อเจออิทธิที่กำลังจะเดินเข้าห้องทำงานของเขาเอง มัลลิกาก็ยกมือทักทายอิทธิเลขาส่วนตัวของพ่อของตัวเองอย่างสนิทสนม
"สวัสดีค่ะ พี่อิท ป๊ะป๋าอยู่รึป่าวคะ"
อิทธิที่ทำงานกับเจ้าสัวมานาน ก็ได้รู้จักกับมัลลิกามาตั้งแต่เล็กอายุมากกว่ามัลลิกาสิบปี ซึ่งตอนนี้อายุ 36 ปีแล้ว อันที่จริงสำหรับเขาแล้วเจ้าสัวเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณคนหนึ่งของเขาเลยทีเดียว เพราะเดิมทีอิทธินั้นเป็นเด็กกำพร้า ตอนเด็ก ๆ เขาอาศัยอยู่ในย่านสลัม หาเลี้ยงชีพด้วยการลักเล็กขโมยน้อยกินไปวัน ๆ จนถึงขนาดเป็นเด็กส่งยาเขาก็เคยทำมาแล้ว
แต่พอเจ้าสัวศิชัยและภรรยามาเจออิทธิในวัยสิบปีโดยบังเอิญ เจ้าสัวและภรรยาจึงรู้สึกถูกชะตากับอิทธิและมองเห็นแววฉลาดเฉลียวของอิทธิจึงรับเลี้ยงดูอุปถัมภ์อิทธิตั้งแต่นั้นมา และยังใจดีให้อิทธิได้ร่วมใช้สกุลเลิศวัฒนกุลอีกด้วย ดังนั้นในตอนนี้อิทธิจึงมีศักดิ์เป็นพี่ชายบุญธรรมของมัลลิกานั่นเอง และมัลลิกาก็รักอิทธิเหมือนเป็นพี่ชายแท้ ๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว
"อ้าว- วันนี้ลมอะไรหอบเด็กน้อยมาอีกหล่ะนั่น"
"เด็ก อะไรกันเล่า พี่อิท ดูให้ดีสิ มินตัวสูงขึ้น แล้วก็สวยขึ้นด้วยนะ ไม่เด็กแล้ว"
มัลลิกาที่ได้ยินอิทธิเอ่ยออกมา ก็ทำหน้างอนตุ๊บป่อง แก้มพองใส่อิทธิ อิทธิได้แต่หัวเราะในความเด็กน้อยน่ารักของมัลลิกา ซึ่งน้อยคนนักที่จะเห็นมัลลิกาในมุมนี้นอกจากคนในครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น เพราะเมื่อออกไปข้างนอกมัลลิกามักจะวางตัวภาพลักษณ์ของตัวเองอีกแบบหนึ่ง
เนื่องจากมันมีผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้บริหารและผู้ค้า ซึ่งมัลลิกาได้วางแผนและคิดไว้อย่างดีแล้วถึงแสดงออกมาแบบนั้น แม้ว่าจะมีข้อเสียนิดหน่อยเกี่ยวกับความเอาแต่ใจและอารมณ์ร้ายสักหน่อย แต่มัลลิกาก็ไม่เคยทำร้ายใครก่อน อีกทั้งจริง ๆ แล้วมัลลิกาเป็นพวกแข็งนอกแต่อ่อนใน ขี้อ่อนไหวสุด ๆ
ดังนั้นพอเขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมัลลิกาไปอาละวาดที่บริษัทของคิรากร เขาก็พอจะเข้าใจหัวจิตหัวใจของมัลลิกาอยู่บ้าง ด้วยความที่เป็นคนตรงไปตรงมา พูดอะไรตรง ๆ แสดงอะไรออกมาตรง ๆ ดังนั้นท่าทางอาจจะยังดูก้าวร้าว แต่ถ้าหากพิจารณาดูให้รอบด้านอีกทีหนึ่ง ก็จะรู้ได้ว่าลึก ๆ แล้วมัลลิกาแค่แสดงออกถึงความต้องการของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่ประการใด
"สรุปว่าป๊ะป๋า อยู่รึป่าวคะ พี่อิท"
มัลลิกาที่เห็นว่าอิทธิไม่ตอบสักทีได้แต่ยืนยิ้ม จึงเท้าเอวถามแบบเด็ก ๆ ทำให้อิทธิหัวเราะขึ้นมาอีกครั้งกับท่าทางน่ารักน่าชังของมัลลิกา
"อยู่ค่ะ คุณพ่อกำลังอ่านรายงานอยู่ข้างในนี่แหละ"
"ก็แค่นั้น ชิ! มินไม่คุยกับพี่อิทแล้ว ไปหาป๊ะป๋าดีกว่า"
ว่าแล้วมัลลิกาก็ทำท่าทางสะบัดหน้าใส่อิทธิแล้วเดินเข้าห้องทำงานของเจ้าสัวไป อิทธิได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ และเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองแล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งของตัวเองพลางนั่งหันหน้าออกมองวิวในเมืองกรุงเบื้องล่าง
อิทธิแม้จะอายุ 36 ปีแล้ว แต่ก็ยังโสด ไม่มีครอบครัว เนื่องด้วยต้องทำงานกับเจ้าสัวศิชัยตลอด ไม่มีเวลาอื่นไปหาและเจ้าตัวก็ไม่อยากจะหาด้วย ถึงแม้ว่าอิทธิจะเป็นอีกหนุ่มคนหนึ่งที่ครองใจสาว ๆ เกินครึ่งในบริษัทก็ตามอีกทั้งยังเป็นที่พูดถึงในวงการนักธุรกิจหนุ่มหล่อคนหนึ่งที่สาว ๆ พร้อมใจกันมอบตำแหน่งสามีแห่งชาติคนหนึ่งเลยทีเดียว
ด้วยความที่บุคลิกเป็นคนอบอุ่น อ่อนโยน และสามารถเป็นที่พึ่งพาได้ อีกทั้งนอกจากอิทธิจะทำหน้าที่เป็นเลขาและที่ปรึกษาคอยจัดการงานทุกอย่างในบริษัทให้เจ้าสัวศิชัยแล้ว ยังเป็นบอดี้การ์ดให้เจ้าสัวศิชัยอีกด้วย เพราะตัวเขาเองก็มักจะไปฝึกศิลปะป้องกันตัว และฝึกยิงปืนจนใช้ได้อย่างชำนิชำนาญ ทำให้เจ้าสัวศิชัยได้ทั้งเลขาและบอดี้การ์ดส่วนตัวไว้พร้อม
ทันทีที่มัลลิกาเดินเข้าไปในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ หญิงสาวก็ร้องเรียกเขา เหมือนเด็กน้อย ทำให้เจ้าสัวศิชัยที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานอยู่นั้น ต้องเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวสุดที่รักของตน ยิ้มแย้มพลางวางมือจากเอกสารตรงหน้าแล้วลุกขึ้นอ้าแขนรอรับลูกสาวที่ถึงแม้จะอายุขึ้นเลขสองเกือบปลาย ๆ แล้วแต่ก็ยังทำตัวแบบเด็ก ๆ
"ไง- เจ้าตัวยุ่ง กลับมาจากเที่ยวญี่ปุ่นแล้วเหรอ"
เจ้าสัวศิชัยเอ่ยเสียงอ่อนโยน พลางลูบหัวมัลลิกาเบา ๆ มัลลิกาที่พอได้รับความอบอุ่นจากคนที่ตนรักและรักตนมากที่สุดนั้น ก็รู้สึกจุกอกอยากจะร้องไห้ทันที แต่ก็ต้องกลั้นไว้เพราะว่าเรื่องที่จะมาหาผู้เป็นพ่อนั้นมันสำคัญมากพอ ๆ กับชีวิตของเธอมากทีเดียว
"ป๊ะป๋า- มินมีเรื่องอยากจะให้ป๊ะป๋า ช่วยมินหน่อยค่ะ"
มัลลิกาเมื่อกอดกับผู้เป็นพ่อ และตัดสินใจในใจแล้วว่าต้องคุยเรื่องนี้ให้ได้ จึงถอยออกมานิดหนึ่งและเงยหน้ามองผู้เป็นพ่ออย่างแน่วแน่ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
"มินอยากถอนหมั้น"
--------------------------------------------------------------
