บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 เครื่องรางนำโชค?

"ยัยมินนนนน ทางนี้---"

เสียงเล็กใสของหญิงสาวในชุดกิโมโนสีชมพูลายดอกซากุระสีขาว ผมยาวถูกม้วนผมเก็บปักปิ่นเรียบร้อย โบกมือเรียกเพื่อนของตน ที่ใส่กิโมโนสีกรมท่าลายเดียวกันหลังจากที่เพื่อนของตนนั้นขอแยกไปซื้อขนมไทยากิที่ส่งกลิ่นชวนน้ำลายไหลจนเจ้าตัวต้องขอไปซื้อเพื่อลองชิม

ท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุค ใน Toei Studio หรือที่เรียกกันติดปากว่า Kyoto Studio Park หรือ Movie Land ซึ่งเป็นที่ที่จำลองเมืองสมัยยุคเอโดะ ที่มีความสมจริงที่สุด อีกทั้งยังเป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์ดัง ๆ หลายเรื่อง ซึ่งที่มัลลิกานั้นเลือกมาที่นี่เพราะชอบบรรยากาศ ดังนั้นช่วงนี้ที่อยู่ในช่วงพักหลังจากเพิ่งเรียนจบ ป.โท สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เกรดที่สวยหรูมาฝากเจ้าสัวศิชัยพ่อของเธออีกต่างหาก ดังนั้นเจ้าสัวจึงให้เวลาเธอพักก่อนปีนึง ก่อนที่จะเข้าไปช่วยงานในบริษัท

ซึ่งก่อนที่มัลลิกาจะไปเรียนต่อที่อเมริกานั้น พ่อของเธอดันจัดงานหมั้นตนเองกับลูกชายคนโตของเพื่อนสนิทของเขาเอง คนคนนั้นชื่อ คิรากร

อันที่จริงมัลลิกาก็มักจะเจอกับคิรากรในงานสังคมบ้าง หรือบางครั้งเจ้าสัวก็มักจะแวะเวียนไปเยี่ยมในวันหยุดเทศกาลบ้าง ทำให้มัลลิกากับคิรากรรู้จักกันมาบ้างแล้ว

ในสายตาของมัลลิกา คิรากรถือว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากคนหนึ่ง แม้จะดูนิ่ง เงียบขรึม แต่ก็ดูมีเสน่ห์ ขนาดตอนแรกที่พบกันมัลลิกายังชอบเลย จะเรียกว่าหลงรักเลยก็ว่าได้ ถึงกับบุกไปหาที่ทำงานแทบทุกวันเลยทีเดียว พอตอนแรกเจ้าสัวบอกว่าจะให้มัลลิกาหมั้นกับคิรากร มัลลิกาถึงกับดีใจ พร้อมกับคุยโอ้อวดกับเพื่อนสาวคนสนิทอย่างจริณดาอย่างตื่นเต้น ซึ่งเพื่อนสาวของเธอก็ดูเหมือนจะเข้าใจเธอเป็นอย่างดีแถมยังดีใจจนออกนอกหน้ายิ่งกว่าตนเสียอีก ถึงขนาดร้องไห้ พลางพูดออกมาพร้อมกับซับน้ำตาว่า 'เพื่อนฉันขายออกแล้ว!!'

ส่วนคิรากรตรงข้ามกับมัลลิกา ที่เจ้าตัวกลับไม่ชอบเอาหญิงสาว เมื่อได้ยินว่าถูกหมั้นหมายกับมัลลิกาก็พาลเย็นชาใส่หญิงสาวทันทีจากที่เย็นชาอยู่แล้ว ซึ่งคิรากรก็รู้แก่ใจอยู่ว่ามัลลิกาชอบเขามากแค่ไหน แต่คิรากรเห็นมัลลิกาเป็นแค่น้องสาวของตนเพียงเท่านั้น

เมื่อก่อนก่อนที่จะหมั้นหมาย หญิงสาวก็มักจะแสดงออกอย่างออกนอกหน้าอยู่แล้วว่าชอบเขามากเพียงใด พอหมั้นหมายกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ยิ่งแผลงฤทธิ์แสดงออกมาถึงความหึงหวงอย่างมากเกินไป คิรากรที่ไม่ชอบให้ใครมาเจ้ากี้เจ้าการวุ่นวายกับคนมากเกินไป ยิ่งไม่ชอบมัลลิกาเข้าไปใหญ่ พอพักหลังที่รับพริมาเข้ามาทำงานเป็นเลขาส่วนตัว มัลลิกาก็ยิ่งอาละวาดหึงหวงหนักขึ้นจนคิรากรไม่อยากจะเจอหน้าแม้แต่นิดเดียว

จนกระทั่งหญิงสาวไปเรียนต่อที่อเมริกา คิรากรก็ไม่ไปส่ง แถมขณะที่มัลลิกาอยู่อเมริกา ก็ไม่ติดต่อโทรหาเลยแม้แต่น้อย มีแต่มัลลิกาที่เป็นฝ่ายติดต่อมาเอง ซึ่งเขามักจะอ้างติดงาน หรือมีธุระจนทำให้ไม่สามารถคุยได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วเขาแค่ไม่อยากคุยอะไรใด ๆ กับหญิงสาวเพียงเท่านั้น

ขนาดกลับมาเมืองไทยแล้วเขาก็เพิกเฉยไม่ไปรับที่สนามบิน ไม่สนใจ จนอีกฝ่ายทนไม่ไหว มาหาเขาที่บริษัทและบังเอิญเห็นเขาประคองพริมาที่ขาเจ็บเพราะสะดุดล้มขาแพลง มัลลิกาที่พอเห็นภาพบาดตาบาดใจ ก็มุ่งไปจะไปกระชากพริมาให้ออกมาจากคู่หมั้นของตน แต่กลับถูกคิรากรตวาด พร้อมกับไล่กลับอย่างไม่ไยดี จากนั้นก็หันไปประคองพริมาเดินขึ้นบริษัทท่ามกลางสายตาของพนักงานนับร้อย

นี่มันจะหยามหน้ากันเกินไปมั้ย มัลลิกาที่เห็นคู่หมั้นของตนประคองหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา อีกทั้งยังไม่สนใจไยดี เมื่อเห็นดังนั้นจึงร้องไห้เสียใจ และคนที่จะรับฟังปัญหานี้ได้ก็มีเพียงจริณดาเพื่อนรักเธอเท่านั้น ซึ่งเพื่อนของเธอจึงเสนอขึ้นมาว่า

'ช่างไอ้พี่คิมของมินเถอะ ฉันว่าเราไปเที่ยวกันดีกว่า เที่ยวให้ลืมโลกไปเลย'

สุดท้ายก็มาจบที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ณ ปัจจุบัน มัลลิกาที่เมื่อได้เจอบรรยากาศใหม่ ๆ ก็ทำให้ความเศร้าใจที่มันคั่งค้างในใจค่อย ๆ เริ่มสลายหายไปแม้จะไม่หมด แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นพอสมควร

มัลลิกาเป่าไทยากิที่มีควันกรุ่น ๆ พลางกัดเข้าไปเต็มคำ แต่ก็ต้องอ้าปากไม่สามารถเคี้ยวได้เพราะมันยังร้อนอยู่

"แกโอเคขึ้นบ้างยังมิน"

จริณดาถามเพื่อนอย่างเป็นห่วง

"อ๋อ...มันยังร้อนอยู่ คงต้องรอสักพักหนึ่งหน่ะถึงจะกินได้"

มัลลิกาใช้มือปิดปากตอบเพื่อนทั้ง ๆ ที่ขนมยังอยู่ในปาก

"ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องขนม แต่หมายถึงเรื่องพี่คิมของแกอ่ะ"

มัลลิกาที่ได้ยินดังนั้นก็กลืนขนมลงคอพลางตอบกลับไปทั้ง ๆ ที่สายตายังคงจ้องไทยากิที่โดนกัดจนแหว่งไปเสี้ยวหนึ่ง ด้วยสายตาหมองเศร้า

"จะว่าไม่เป็นไรเลยก็เหมือนโกหกอ่ะแก ฉันยังถามกับตัวเองอยู่ทุกวันนะว่า ฉันทำผิดมากเลยเหรอไง แค่แสดงออกว่าชอบกับคนที่ชอบอ่ะ อีกอย่างฉันไม่ชอบยัยนั่น เพราะเหมือนกับยัยนั่นจ้องจะจับพี่คิมอ่ะ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วนะว่าพี่คิมหมั้นกับฉันแล้ว ยังทำท่าทีอ่อยไม่สนใจใครอีก"

มัลลิกาเอ่ย จริณดาที่เห็นเพื่อนยังคงทุกข์อยู่ก็ได้พามัลลิกาหาที่นั่งและนั่งฟังเพื่อนระบายนิ่ง ๆ

"ฉันเริ่มเหนื่อยแล้วอ่ะจาร์ คนหนึ่งวิ่ง คนหนึ่งหนี เมื่อไหร่มันจะเจอกันวะ การวิ่งตามคนที่เรารักแต่เขาไม่รักเราเนี่ยมันเหนื่อยจัง"

มัลลิกาเอ่ยเสียงท้อ สายตาทอดมองนักท่องเที่ยวหลากหลายวัยในชุดกิโมโนเดินชมสถานที่อย่างสนุกสนาน ในมือวางบนตักทั้งๆ ที่ยังถือไทยากิที่เริ่มจะเย็นชืด

"มันเหนื่อย แกก็หยุดสิ คำถามง่าย ๆ ในเมื่อแกวิ่งตามคนที่แกรักแล้วมันเหนื่อย ทำไมแกไม่ลองหยุดยืนนิ่ง ๆ แล้วหันไปมองข้างหลังบ้างหล่ะ ไม่แน่น้า-- อาจจะมีอีกหลายคนที่วิ่งตามแกอยู่ก็ได้ เพียงแต่แกไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ผู้ชายในโลกนี้มีแต่พี่คิมคนเดียวซะเมื่อไหร่ เราเป็นผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเลือกสิ! อย่าเป็นฝ่ายที่ถูกเลือก!!"

จริณดาเอ่ยเสียงใส พลางหันไปยิ้มให้กับเพื่อนสาว พร้อมกับลุกขึ้นยืนตรงหน้ามัลลิกา

"เพื่อนฉันออกจะสวย รวย เก่ง ผู้ชายคนไหนเห็นแล้วจะต้องหลงรักแน่นอน ช่างผู้ชายตาถั่วอย่างไอ้พี่คิมนั่นไป ฉันว่าแกสามารถหาผู้ใหม่ที่แซ่บกว่าไอ้พี่คิมได้แน่นอน เพื่อนฉันซะอย่าง"

มัลลิกาที่ได้ยินจริณดาพูดดังนั้นก็หัวเราะในท่าทีที่ยืนกำหมัดยกขึ้นตรงหน้าเผยให้เห็นแขนขาวเนียน

มันก็จริง เห็นทีว่าต้องตัดใจเสียที แต่การตัดใจจากคนที่ตัวเองหลงรักมาตั้งเกือบสิบปีนี่ มันดูท่าจะยากสำหรับมัลลิกาไปสักหน่อย

จริณดาที่เห็นว่าเพื่อนตัวเองอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว ก็ยิ้มตามทันที

"งั้นแกนั่งรอฉันตรงนี้แป๊บ เดี๋ยวฉันไปซื้อน้ำให้"

ไม่ทันที่มัลลิกาจะเอ่ยทัดทาน จริณดาก็วิ่งปรู๊ดออกไปแล้ว ทำให้มัลลิกาได้แต่ถอนใจส่ายหน้ากับเพื่อนของตน

นั่งรอสักพักใหญ่ ก็ปรากฏหญิงชราสวมใส่กิโมโนสีทึมร้องเรียกมัลลิกาจากทางด้านข้าง

"สวัสดี คุณหนู" หญิงชราทักทายมัลลิกาเป็นภาษาญี่ปุ่น

มัลลิกาที่พอจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้ จึงตอบหญิงชรากลับไป

"สวัสดีค่ะ คุณยาย มีอะไรรึป่าวคะ"

หญิงชราที่ได้ยินดังนั้น จึงยื่นของสิ่งหนึ่งมาให้มัลลิกา เมื่อมัลลิกามองดูแล้วมันก็คือถุงเครื่องรางสีแดงที่ตัดเย็บอย่างสวยงามประณีต

"ยายให้" ว่าแล้วก็จับมือมัลลิกาพร้อมกับยัดถุงเครื่องรางใส่มือหญิงสาว มัลลิกาที่มองดูของในมือ แล้วก็รู้สึกงงสังสัย ก็กะว่าจะถามคุณยายให้เข้าใจ แต่พอเงยหน้าขึ้นมากลับไม่เจอใครเลย มัลลิกาจึงชะเง้อมองหาหญิงชราก่อนหน้านี้ จริณดาที่กลับจากซื้อน้ำ เมื่อเห็นเพื่อนของตนทำท่าชะเง้อหาใครจึงถามเพื่อนสาว

"แกหาใครเหรอ"

"แกเห็นหญิงชราใส่ชุดกิโมโนเก่า ๆ มั่งป่ะ"

จริณดาเมื่อได้ยินเพื่อนเอ่ยดังนั้นจึงชะเง้อมองหา แต่ก็ไม่มี

"ก็ไม่เห็นนะ แล้วนั่นอะไรหน่ะ"

จริณดาเอ่ยถามเมื่อในมือของมัลลิกาข้างที่ว่างเปล่ากลับไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่มีถุงเครื่องรางสีแดงเล็ก ๆ อยู่

"สวยจังเลย แกได้มากจากไหนอ่ะ"

จริณดาถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดูพลางส่องดูใกล้ ๆ

"พอดีเมื่อกี้มีคนให้มาหน่ะ"

"แหนะ ๆ ๆ หนุ่มยุ่นเอามาจีบเหรอ ว้าย ๆๆๆ เพื่อนฉันเนื้อหอมซะไม่มี"

จริณดาเอ่ยแซวเพื่อน

"ไม่ใช่สักหน่อย"

มัลลิกาลุกขึ้นคว้าถุงเครื่องรางกลับมา พลางเอ่ยตอบกลับเพื่อนตัวเองหน้าแดง แต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับที่มาของถุงเครื่องรางมากนัก จากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินเที่ยวในสตูดิโอ พอรู้สึกเหนื่อยกันแล้วก็ไปเปลี่ยนชุด หาร้านอาหารญี่ปุ่นกินอาหารรองท้องก่อนที่จะกลับโรงแรม

---------------------------------

ท่ามกลางห้องสี่เหลี่ยมสีขาว ผนังด้านหนึ่งมีจอแอลซีดีขนาดใหญ่ มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดนอนผ้าซาตินสีแดงเลือดนกนอนอยู่ สักพักหญิงสาวคนนั้นก็ขยับตัว พร้อมกับเปิดเปลือกตาขึ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ พยุงตัวของเธอขึ้นมานั่งมองโดยรอบอย่างสงสัย

'ฝันเหรอเนี่ย'

'ก็ไม่เชิงกับฝันหรอก'

จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งตอบกลับมาทั้ง ๆ ที่มัลลิกายังไม่ได้เอ่ยออกไปแม้แต่คำเดียว

"ใครหน่ะ"

มัลลิกาเอ่ยถามพลางหันมองรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง

'ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ฉันแค่จะมาบอกบางอย่างกับเธอเพียงเท่านั้น'

เสียงนั้นดังก้องภายในห้อง ซึ่งมัลลิกามองไม่เห็นที่มาของเสียงแม้แต่นิดเดียว

'หรือว่าจะเป็นผี'

มัลลิกาคิด แต่ก็เช่นเดิม มีเสียงตอบกลับมาทันทีที่มัลลิกาคิดจบ

'ไม่ใช่ แต่ก็ไม่เชิง'

มัลลิกาตกใจ พร้อมร้องถามไปอย่างหวาดกลัว แม้ว่าเธอจะเป็นเด็กจบจากนอก แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เธอกลัวนั่นก็คือ ผีหรือสิ่งลี้ลับทุกอย่าง

"ใครหน่ะ แสดงตัวออกมาสิ"

'ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันแค่จะมาบอกถึงจุดจบของชีวิตของเธอในอนาคตเพียงเท่านั้น'

ทันทีที่เสียงนั้นพูดจบ ห้องทั้งห้องก็มืดลง ทำให้มัลลิกาตกใจเล็กน้อย และจอแอลซีดีขนาดใหญ่ที่ติดอยู่กับผนังห้องก็ปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวของเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเมื่อมัลลิกาได้เห็นก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อคนที่อยู่ในจอนั้นหน้าเหมือนเธอไม่มีผิดเพี้ยน อีกทั้งคนที่เหลือก็เป็นคนที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างดี อย่างคิรากรและพริมา

ในภาพนั้นเป็นภาพของเธอในสภาพที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หน้าตามอมแมมไม่เหลือเค้าโครงของคุณหนูทายาทธุรกิจหมื่นล้านแม้แต่นิดเดียว สักพักจอก็ดับไปพร้อมกับฉายภาพเคลื่อนไหวที่มีตัวละครต่าง ๆ ที่เธอคุ้นตาเลยทีเดียว

เธอเห็นภาพคิรากรกำลังสารภาพรักกับพริมาด้วยบรรยากาศที่โรแมนติก จากนั้นก็เห็นภาพเธอกำลังปรี่เข้าไปทำร้ายพริมา จนคิรากรนั้นออกมาปกป้องพริมา พร้อมกับเอ่ยคำพูดที่เมื่อเธอได้ยินน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้เหตุการณ์นั้นจะเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า แต่มัลลิกากลับรู้สึกราวกับมันเกิดขึ้นจริง

สักพักภาพเคลื่อนไหวนั้นก็ดับไป และฉายใหม่ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เธอเห็นว่าคิรากรทำอะไรบางอย่าง จนสุดท้ายเธอก็เห็นภาพของพ่อของเธอในชุดของนักโทษในเรือนจำ และสุดท้ายภาพของเธอที่มีสภาพเหมือนกับตอนแรกที่ได้เห็นไปก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ตายไปอย่างน่าสมเพช ไร้คนเหลียวแล โดดเดียวและเดียวดาย

มัลลิกาที่ได้เห็นภาพทั้งหมดนั้น น้ำตาก็พลันไหลโดยไม่รู้ตัว และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอตกใจอีกครั้งคือ ทั้งหมดที่เธอเห็นนั้นเป็นบทละครในละครเรื่องหนึ่งที่มีคนคนหนึ่งเขียนขึ้นมา ซึ่งบทบาทของเธอในละครนั้นก็คือ นางร้าย โดยที่มีคิรากรเป็นพระเอก และพริมาเป็นนางเอก

เมื่อภาพนั้นจบลง เสียงปริศนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

'นี่คือจุดจบที่เธอจะต้องเจอ แต่ว่าเธอสามารถเลือกจุดจบของเธอเองได้ นับจากนี้'

และไม่ทันที่มัลลิกาจะร้องถามไป มัลลิกาก็สะดุ้งตื่นทันที เมื่อมองไปโดยรอบก็พบว่าตนเองยังคงนอนอยู่ในห้องสวีทในโรงแรมระดับห้าดาวในเกียวโต และยังมีจริณดานอนหลับเป็นตายอยู่ข้าง ๆ

"เฮ้อ-- เป็นแค่ฝันหรอกเหรอ"

มัลลิกาเอ่ยพึมพำ พลางหยิบสมาร์ทโฟนราคาแพงขึ้นมาเพื่อดูเวลา 01.30 น. เมื่อรู้สึกว่าถ้าจะนอนต่อก็คงนอนไม่หลับ จึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงระเบียงพลางมองแสงไฟยามค่ำคืนในเมืองเกียวโต พลันมัลลิกาก็ต้องขนลุกชันอีกรอบเมื่อมีเสียงเสียงหนึ่งดังลอยมาตามลม ซึ่งเสียงนันมัลลิกาจำได้ว่าเป็นเสียงเดียวกับที่ในฝัน!

'จงเลือกจุดจบของตัวเอง'

เมื่อได้ยินดังนั้น หลังจากที่ขนหายลุกและเรียกสติของตัวเองให้กลับมาอีกครั้ง มัลลิกาก็เหมือนว่าจะตัดสินใจอะไรได้ จากที่เมื่อกลางวันยังคงมีการลังเลบ้าง แต่มา ณ ตอนนี้แววตาของมัลลิกาที่ได้ตัดสินใจจะทำบางอย่างแล้วนั้นปราศจากความลังเลใจจนหมดสิ้น

----------------------------------------

"ทำแบบนี้ดีแล้วเหรอ" เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นในห้องมืด ๆ ทำให้คนที่กำลังพิมพ์อะไรหน้าคอมชะงักงัน แต่ก็ตอบกลับเสียงนั้นอย่างนิ่ง ๆ

"อืม-- ดีแล้วหล่ะ ทางของเขา เขาก็ต้องเลือกเอง เราจะไปกำหนดสุ่มสี่สุมห้าไม่ได้หรอก จุดจบของเขา เขาก็ต้องเลือกเอง จะมาให้ใครมากำหนดไม่ได้"

"เฮ้อ-- ถ้าเธอว่าดีก็ดี" ว่าจบเสียงนั้นก็หายไปไม่ดังขึ้นอีกเลย

'ใช่แล้ว- ชีวิตของเรา เราก็ต้องกำหนดเอง ไม่ใช่เดินตามการกำหนดของใครก็ไม่รู้ ฉันขอภาวนาให้เธอเลือกจุดจบของเธอที่ทำให้เธอมีความสุขในตอนท้ายก็แล้วกัน'

------------------------------------------------

"ยัยมิน เครื่องจะออกแล้วนะ"

จริณดาเรียกเพื่อนที่ยืนเหม่อมองอะไรบางอย่างในมือ เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ๆ ก็เห็นว่าของบางอย่างนั้นก็คือถุงเครื่องรางสีแดงใบนั้นนั่นเอง

"แกยังเก็บไว้อีกเหรอ"

"อืม-- เพราะสิ่งนี้มันทำให้ฉันตัดสินใจอะไรบางอย่างได้หน่ะ"

จริณดามองเพื่อนรักอย่างงง ๆ มัลลิกาไม่ได้อธิบายอะไรกับเพื่อนมากนัก ได้แต่ยิ้มให้แล้วเดินนำเพื่อนไปยังเกทที่จะขึ้นเครื่องในสนามบิน มัลลิกาที่เห็นว่าเพื่อนรักยังไม่เดินตามมาสักทีก็หันมาเร่งเพื่อนอย่างอารมณ์ดี

"เอ้า—จะเหม่อให้หนุ่มยุ่นหิ้วเธอกลับบ้านรึไงย่ะ ยัยจาร์"

จริณดาที่เห็นเพื่อนรัก ไม่มีความเศร้าโศกแล้วก็ดีใจ แถมยังกลับมาปากเสียเหมือนเดิมอีก

"เออๆๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละย่ะ"

เมื่อเห็นเพื่อนเดินมาแล้ว มัลลิกาก็มุ่งหน้าเดินไปยังเกทเพื่อที่จะเตรียมขึ้นเครื่องกลับไทย และการกลับไปไทยครั้งนี้ เธอมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะทีเดียว...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel