บทนำ ปรมาจารย์เต๋าร่วงหล่น - 2
"และที่สำคัญที่สุด ข้าเกลียดที่เจ้าได้ครอบครองหัวใจของมู่เฉิน! บุรุษผู้สง่างามและเก่งกาจที่สุดในใต้หล้า ผู้ที่ข้าเฝ้ามองมาตลอด เขากลับมองเห็นแต่เจ้าเพียงผู้เดียว!"
เมื่อได้ยินชื่อของชายคนรัก หัวใจของหลินซีที่แข็งแกร่งดั่งหินผากลับสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ความเจ็บปวดทางกายหรือจะสู้ความร้าวรานในจิตใจ ภาพใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาทว่าแฝงไปด้วยความอบอุ่นเมื่อทอดมองมาที่นาง ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด มือหนาที่เคยกุมมือนางใต้ต้นอิงฮวา รอยยิ้มที่เขามอบให้นางเพียงผู้เดียว...
‘มู่เฉิน... ป่านนี้ท่านคงกำลังปราบมารอยู่ที่แดนอุดร ข้าคงไม่อาจรอท่านกลับมาดื่มสุราดอกท้อด้วยกันตามสัญญาได้อีกแล้ว ข้าขอโทษ’
"ยอมจำนนเสียเถอะหลินซี" อวี้หยวนแสยะยิ้ม ยกมือขึ้นร่ายรำวิชามาร ไอหมอกสีดำพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ เตรียมพร้อมจะดึงวิญญาณของอดีตสหาย
"มอบวิญญาณและปราณเต๋าอันบริสุทธิ์ของเจ้าให้ข้ากลืนกินเสียดีๆ เมื่อข้าได้พลังของเจ้า ข้าจะก้าวขึ้นเป็นยอดคนอันดับหนึ่งแทนเจ้า จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าดูแคลนข้าอีก และมู่เฉินเขาจะต้องหันมามองข้า ครองคู่กับข้า!"
"เจ้ามันโง่เขลา..." หลินซีแค่นยิ้มเย็นชา แม้ร่างกายจะแหลกสลายและไร้ซึ่งทางรอด แต่วิถีเต๋าอันมุ่งมั่นในใจนางไม่มีวันถูกเหยียบย่ำ ดินจะกลบหน้าฟ้าจะถล่ม นางก็จะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของมารร้าย
"อวี้หยวน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ายกลสวะนี่ จะกักขังวิญญาณของข้าได้ เจ้าประเมินข้าต่ำเกินไปแล้ว!"
"เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!" อวี้หยวนชะงัก สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างรุนแรง เมื่อเห็นว่าร่างของหลินซีที่ควรจะอ่อนแรงกลับเริ่มเปล่งแสงสีทองอร่าม แสงนั้นสว่างไสวเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และรุนแรงจนค่ายกลมารเริ่มเกิดรอยร้าว
"วิชาเต๋าต้องห้าม... สละร่างทลายปราณ!"
หลินซีหลับตาลง ตัดสินใจเด็ดขาดอย่างไม่ลังเล นางรีดเค้นเศษเสี้ยวพลังปราณเฮือกสุดท้ายในชีวิต เผาผลาญแก่นโลหิตและรากวิญญาณของตนเอง จุดชนวนทะเลปราณให้ระเบิดออกเพื่อแลกกับพลังอำนาจชั่วพริบตา!
ตูมมมมมม!!!
คลื่นพลังทำลายล้างมหาศาลระเบิดออก กวาดล้างทุกสิ่งในรัศมีสิบลี้ แสงสีทองกลืนกินความมืดมิด ค่ายกลกักวิญญาณที่อวี้หยวนภูมิใจนักหนาแตกสลายราวกับเศษกระจกเปราะบาง โซ่ตรวนวิญญาณขาดสะบั้นกลายเป็นเถ้าธุลี แรงระเบิดซัดร่างของอวี้หยวนจนปลิวลอยไปกระแทกหน้าผา กระดูกหักดังกรอบแกรบ กระอักเลือดคำโตออกมาอย่างน่าสมเพช
ในเสี้ยวพริบตาที่ร่างเนื้อของหลินซีกำลังแหลกสลายกลายเป็นละอองแสง ดวงจิตวิญญาณสีทองดวงเล็กๆ ที่รอดพ้นจากการถูกทำลาย ได้พุ่งทะยานแหวกม่านฟ้าที่ฉีกขาด หนีรอดจากการถูกกลืนกิน และหายวับไปในห้วงวัฏสงสารอย่างรวดเร็ว ไร้ร่องรอยให้ติดตาม...
ณ แดนอุดรสุดหล้า หุบเขาเร้นมาร
พายุหิมะพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ความหนาวเหน็บเสียดแทงไปถึงกระดูก เลือดสีดำของเหล่ามารร้ายสาดกระเซ็นย้อมหิมะขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นทะเลเลือดที่น่าสะอิดสะเอียน ท่ามกลางซากศพของปีศาจนับร้อยที่กองทับถมกันเป็นภูเขา บุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านราวกับเทพสงครามที่ไร้พ่าย
มู่เฉินปรมาจารย์เต๋าอันดับหนึ่งแห่งยุค ชายผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเหนือสามัญ คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดุดันและน่าเกรงขาม อาภรณ์สีดำขลับของเขาพริ้วไหวตามแรงลมโดยไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่น้อย กระบี่ประหารฟ้าในมือยังคงหยดเลือดของราชันย์มารระดับสูงที่เพิ่งถูกตัดหัวไปเมื่อครู่ ปลายกระบี่ส่งเสียงหึ่งๆ ร้องคำรามด้วยความกระหายเลือด
ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวของมู่เฉินทอดมองความว่างเปล่าด้วยความเย็นชาชาดิก ภารกิจปราบมารที่ยืดเยื้อมานานนับเดือน ในที่สุดก็เสร็จสิ้นลง เขาสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียว เลือดมารก็สลัดออกจนหมดจด ก่อนจะเก็บเข้าฝักอย่างสง่างาม ในใจของชายหนุ่มที่แสนเย็นชากลับทอประกายความอบอุ่นสายหนึ่งเมื่อนึกถึงใบหน้างดงามของสตรีที่รอคอยอยู่เบื้องหลัง
‘จบเรื่องเสียที ข้าจะได้กลับไปหานาง ซีเอ๋อร์ปิ่นปักผมหยกขาวที่ข้าได้มา คงเหมาะกับนางยิ่งนัก’ เขาเตรียมตัวร่ายรำนิ้วมือ ใช้เคล็ดวิชาย่นระยะทางเพื่อกลับสำนัก
กึก...
จู่ๆ ความเจ็บปวดแหลมคมราวกับถูกเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงทะลุหัวใจก็แล่นริ้วขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
มู่เฉินชะงักงัน ร่างกายสูงใหญ่ที่สยบมารได้ทั้งกองทัพโดยไม่สะทกสะท้าน บัดนี้กลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มือหนายกขึ้นกุมหน้าอกซ้าย บริเวณหัวใจบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ลมปราณในร่างปั่นป่วนตีกลับจนเขาหน้าซีดเผือด
