บทนำ ปรมาจารย์เต๋าร่วงหล่น - 1
ท้องนภาเหนือยอดเขาหมอกเร้นลับซึ่งเคยเงียบสงบ เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรตัดขาดจากโลกีย์ บัดนี้กลับถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานราวกับโลหิตสด กลิ่นอายคาวคละคลุ้งลอยปะปนกับหมอกหนาที่เคยเป็นปราณเซียนบริสุทธิ์ เสียงโหยหวนของภูตผีนับหมื่นแสนดังกึกก้อง กรีดร้องโหยหวนทะลวงโสตประสาท ราวกับกำลังฉีกทึ้งม่านฟ้าให้ขาดสะบั้น บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้ผู้คนแทบขาดใจ
ณ ใจกลางของลานหินกว้างที่เคยใช้เป็นแท่นรับแสงจันทร์ ปรากฏเส้นสายอักขระสีดำอมแดงสลับซับซ้อน ทักทอและพันเกี่ยวขึ้นเป็นค่ายกลกักวิญญาณระดับบรรพกาล อักขระแต่ละตัวเต้นเร่าราวกับมีชีวิต ปลดปล่อยไอสังหารและแรงกดดันมหาศาล โซ่ตรวนวิญญาณที่มองไม่เห็นรัดรึงร่างของสตรีสวมชุดนักพรตสีขาวบริสุทธิ์เอาไว้แน่น ขึงพืดนางไว้กลางอากาศ โซ่เหล่านั้นทะลวงผ่านจุดชีพจรสำคัญทั้งเจ็ด รัดแน่นจนแทบจะฝังลึกลงไปในกระดูก ทุกครั้งที่นางขยับตัว พลังวิญญาณจะถูกดูดกลืนออกไปอย่างตะกละตะกลาม
"อึก..."
หลินซีปรมาจารย์หญิงแห่งวิชาเต๋าอันดับหนึ่งของยุค ผู้ซึ่งชาวยุทธภพต่างเคารพเทิดทูน กระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโต หยาดเลือดเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีขาวจนดูน่าเอน็จอนาถ ร่างกายที่เคยเปี่ยมไปด้วยพลังปราณเซียนอันบริสุทธิ์ บัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ กระบี่ไม้ท้อพันปีในมือของนางอาวุธคู่กายที่ปราบมารมานับไม่ถ้วน บัดนี้หักสะบั้นเป็นสองท่อน หมดสิ้นประกายแสงแห่งเต๋า เส้นผมสีดำขลับที่เคยเกล้าเป็นมวยเรียบร้อยหลุดลุ่ยปรกใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ
ทว่าท่ามกลางความเจ็บปวดเจียนตาย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยว เย็นชา และไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อมัจจุราช
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก มองสตรีที่ยืนตระหง่านอยู่นอกค่ายกลด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ทั้งผิดหวัง สมเพช และว่างเปล่า
"อวี้หยวน... ที่แท้ผู้อยู่เบื้องหลังการสังเวยชีวิตชาวบ้านนับพันที่หมู่บ้านตงซาน เพื่อสร้างค่ายกลมารนี้ก็คือเจ้า"
น้ำเสียงของหลินซีแหบพร่าและสั่นสะท้านจากการบาดเจ็บ แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยอำนาจที่กดดันผู้ฟัง นางถูกหลอกล่อมาที่นี่ด้วยจดหมายขอความช่วยเหลือเร่งด่วนจากสหายรัก บอกว่ามีมารร้ายอาละวาดหนัก นางจึงรีบมาโดยไม่ระวังป้องกัน ทว่ากลับกลายเป็นการก้าวเท้าเข้าสู่แดนประหาร
ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนางคือ อวี้หยวนสหายรักเพียงคนเดียวที่หลินซีไว้ใจที่สุด สตรีผู้มีใบหน้างดงามอ่อนหวาน มักสวมใส่ชุดสีชมพูอ่อนดูไร้พิษสง ทว่าบัดนี้ใบหน้านั้นกลับบิดเบี้ยวไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาเต็มไปด้วยความพยาบาทและจิตทะเยอทะยานอันดำมืด กลิ่นอายมารแผ่ซ่านออกจากร่างของนางอย่างปิดไม่มิด
"ถูกต้อง เป็นข้าเอง สหายรัก" อวี้หยวนหัวเราะเสียงแหลม ก้องกังวานไปทั่วลานหิน พลางก้าวเดินเข้ามาใกล้ขอบค่ายกลอย่างเชื่องช้า
"หากไม่ทำเช่นนี้ ใช้ชีวิตชาวบ้านนับพันเป็นเหยื่อล่อ ข้าจะหลอกล่อให้ปรมาจารย์หลินซีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สูงส่ง และผู้ที่ไม่เคยหลงกลผู้ใด ก้าวเท้าเข้ามาในค่ายกลกักวิญญาณที่ข้าเตรียมไว้เป็นแรมปีได้อย่างไร"
"เหตุใดต้องทำเช่นนี้" หลินซีถามอย่างสงบ นางไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนก แต่พยายามลอบโคจรพลังในทะเลปราณที่กำลังเหือดแห้ง เพื่อหาทางทะลวงค่ายกล ทว่าทันทีที่เดินลมปราณ ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มพิษทิ่มแทงก็แล่นปราดไปทั่วร่าง นางพบว่ายาพิษสลายวิญญาณที่อวี้หยวนรินให้ดื่มพร้อมน้ำชาเมื่อครึ่งวันก่อน อ้างว่าเป็นชาทิพย์บำรุงปราณ บัดนี้ได้แทรกซึมเข้าสู่ชีพจรและรากวิญญาณของนางจนหมดสิ้นแล้ว ปิดกั้นพลังเต๋าทุกสายจนไม่อาจใช้คาถาใดๆ ได้อีก
"เหตุใดหรือ?" อวี้หยวนตวาดเสียงกร้าว รอยยิ้มจางหายไปแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความริษยาที่อัดอั้นมานานนับสิบปี
"เพราะข้าเกลียดชังเจ้า! เกลียดที่เจ้าเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ เกลียดที่เจ้าเป็นที่หนึ่งเสมอ ไม่ว่าข้าจะพยายามฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัสเพียงใด ข้าก็เป็นได้แค่อันดับสอง เป็นเพียงเงาของเจ้า! เกลียดที่ทุกคนในยุทธภพต่างสรรเสริญเพียง ปรมาจารย์หลินซี"
อวี้หยวนชี้หน้าหลินซี มือของนางสั่นเทาด้วยอารมณ์คลุ้มคลั่ง
