บทที่ 4 พลิกแผ่นดินหา - 2
"ด้วยโลหิตแห่งข้า เบิกทางสู่ปรโลก! ด้วยปราณแห่งฟ้าดิน ค้นหาจิตวิญญาณแห่งหลินซี! จงเปิด!"
เข็มทิศหยกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลำแสงสีทองพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆและพายุหิมะจนเห็นหมู่ดาว เข็มทิศหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง สอดส่องไปทั่วยุทธภพ ทะลวงลงไปถึงปรโลก และลอยล่องไปถึงแดนสวรรค์
มู่เฉินจ้องมองเข็มทิศด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่
‘ซีเอ๋อร์... เจ้าต้องอยู่ที่ใดสักแห่ง เจ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น เจ้าไม่มีทางถูกทำลายวิญญาณได้ง่ายๆ ตอบข้าสิ ส่งสัญญาณมาให้ข้า...’
ทว่าเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เข็มทิศกลับค่อยๆ หมุนช้าลง... ช้าลง... และหยุดนิ่งสนิท ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ลำแสงสีทองดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดและความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่าน
"อั้ก!"
มู่เฉินกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างกายสูงใหญ่ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น แท่นศิลารอบด้านเกิดรอยร้าว การย้อนกลับของพลังเวททำให้เส้นชีพจรในร่างของเขาบอบช้ำอย่างหนัก ทว่าความเจ็บปวดทางกาย หรือจะสู้ความร้าวรานในจิตใจที่แหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ไม่มี... ไม่มีร่องรอยของนางเลย..."
น้ำเสียงของชายหนุ่มแหบพร่าและสั่นสะท้าน มือที่เปื้อนเลือดสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบเศษหยกพกสีขาวที่แตกเป็นสองซีก ซึ่งเขาเอาด้ายแดงร้อยติดกันไว้แน่นแนบกับอกเสื้อ เขาบีบมันไว้แน่นจนบาดฝ่ามือ
ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณในวัฏสงสาร ราวกับว่าหลินซีผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
"ท่านปรมาจารย์..." เฟิงเลี่ยรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างของมู่เฉิน น้ำตาไหลพราก "ท่านหยุดทรมานตัวเองเถิดขอรับ ท่านปรมาจารย์หลินซีจากไปแล้ว หากนางรับรู้ว่าท่านทำร้ายตัวเองเช่นนี้ นางคง..."
"นางยังไม่ตาย!" มู่เฉินตวาดลั่น พลังปราณที่เกรี้ยวกราดระเบิดออกผลักร่างของเฟิงเลี่ยกระเด็นไปไกล ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรี ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บสาหัส
"นางสัญญากับข้าแล้ว ว่าจะรอข้ากลับไปดื่มสุราดอกท้อด้วยกัน นางไม่มีวันผิดสัญญา! หากเข็มทิศค้นวิญญาณหาไม่พบ ข้าก็จะไปพลิกแผ่นดินค้นหาด้วยตัวเอง! หากปรโลกกักขังนางไว้ ข้าก็จะลงไปถล่มขุมนรก! หากสวรรค์ริบวิญญาณนางไป ข้าก็จะฟาดฟันสวรรค์ให้แหลกเป็นจุณ!"
คำสาบานอันดุดันกึกก้องไปทั่วหุบเขาคุนหลุน สายลมพัดหิมะให้ปลิวว่อน ราวกับฟ้าดินกำลังหวาดกลัวต่อโทสะของบุรุษผู้นี้ มู่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่กลิ่นอายของเทพเซียนผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เป็นกลิ่นอายของมารคลั่งที่ยอมแลกทุกสิ่งเพื่อทวงคืนสตรีที่รัก
หนึ่งเดือนต่อมา ณ โรงเตี๊ยมจันทร์กระจ่าง เมืองลั่วหยาง
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมที่เคยคึกคัก บัดนี้เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบ ชาวยุทธภพต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์นองเลือดที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน
"พวกเจ้าได้ยินข่าวหรือไม่? เมื่อคืนก่อน สำนักอสรพิษดำถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก! ศพสาวกนับร้อยถูกแขวนประจานไว้หน้าสำนัก ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!" นักดาบพเนจรผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
"อีกแล้วหรือ? นี่มันสำนักที่สิบสามแล้วนะ ในเวลาเพียงสองเดือน สำนักมารและลัทธินอกรีตถูกถอนรากถอนโคนไปมากมายถึงเพียงนี้!" พ่อค้าข่าวสารตบโต๊ะเบาๆ ดวงตาเบิกกว้าง
"ผู้ลงมือ... ยังคงเป็นเขาใช่หรือไม่?"
ทุกคนในโต๊ะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกัน
"จะเป็นใครไปได้อีกเล่า หากไม่ใช่ปรมาจารย์มู่ผู้บ้าคลั่ง!"
ชายชราผู้หนึ่งถอนหายใจยาว "ใครจะเชื่อเล่า ว่ามู่เฉินผู้ที่เคยถูกยกย่องให้เป็นยอดบุรุษอันดับหนึ่งแห่งวิถีเต๋า ผู้มีจิตใจเมตตาและเที่ยงธรรม บัดนี้จะกลายเป็นเทพสวรรค์ที่ร่วงหล่น กลายเป็นมารร้ายที่สังหารผู้คนเป็นผักปลา ได้ยินมาว่าเส้นผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงเพราะความโศกเศร้า ดวงตาแดงก่ำไร้แววตาของผู้คน เขาออกตามล่าตัวอวี้หยวนและกวาดล้างทุกลัทธิที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายกลมารอย่างโหดเหี้ยม"
"ช่างน่าเวทนานัก..." สตรีผู้ฝึกตนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความเห็นใจ
