บทที่ 4 พลิกแผ่นดินหา - 1
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยปะปนกับสายลมยามวิกาล ท้องฟ้าเหนือกู่อิงซาน ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสำนักมารจันทราโลหิต หนึ่งในสามสำนักมารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเปลวเพลิงที่ลุกโชน แผดเผาทุกสรรพสิ่งจนกลายเป็นเถ้าธุลี
ตลอดเส้นทางขึ้นเขา ซากศพของสาวกมารนับพันนอนเกลื่อนกลาด เลือดสีดำคล้ำไหลรวมกันเป็นสายน้ำสายเล็กๆ ย้อมบันไดหินหยกให้กลายเป็นทางเดินสู่นรกขุมที่ลึกที่สุด ไม่มีเสียงร้องขอชีวิต ไม่มีเสียงคร่ำครวญ มีเพียงความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัว และเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นของบุรุษผู้หนึ่ง
มู่เฉินปรมาจารย์เต๋าอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลเลือด อาภรณ์สีดำขลับของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิต ทว่ากลับไม่อาจบดบังความสง่างามที่แฝงไปด้วยความตายได้เลย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเยือกเย็นดุจหิมะพันปี บัดนี้กลับถมึงทึงและไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงตาคมกริบที่เคยกระจ่างใส แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดั่งมารร้ายที่หลุดพ้นจากพันธนาการ
เบื้องหน้าของเขา คือประมุขมารจันทราโลหิต ผู้เคยหยิ่งผยองและเหี้ยมโหด ทว่าบัดนี้กลับนอนคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ แขนทั้งสองข้างถูกฟันขาดสะบั้น ลมปราณมารในร่างถูกทำลายจนหมดสิ้น
"ขะ... ข้าบอกแล้ว... ข้าบอกทุกอย่างที่ข้ารู้แล้ว" ประมุขมารกระอักเลือด โขกศีรษะลงกับพื้นหินจนหน้าผากแตกยับ
"พวกเราสำนักมารจันทราโลหิต ไม่เคยเห็นวิญญาณของปรมาจารย์หลินซี! และพวกเราก็ไม่รู้ว่าอวี้หยวนหนีไปซ่อนตัวที่ใด! ได้โปรด... ละเว้นชีวิตข้าด้วยเถิด!"
มู่เฉินหลุบตาลงมองเศษสวะเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ปลายกระบี่ประหารฟ้าในมือยังคงหยดเลือดเป็นจังหวะ
"ในเมื่อเจ้าไม่รู้เรื่องของซีเอ๋อร์ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป"
น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบและเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ ทันทีที่สิ้นคำพูด ประกายแสงสีเงินจากคมกระบี่ก็ตวัดวูบผ่านความมืด
ฉัวะ!
ศีรษะของประมุขมารหลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ก่อนที่ร่างไร้หัวจะล้มตึงลงกับพื้น มู่เฉินสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียว เลือดก็หลุดร่วงจากใบดาบจนหมดจด เขาก้าวข้ามศพนั้นไปอย่างไม่ไยดี ราวกับเพิ่งเหยียบย่ำมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
นี่คือสำนักมารแห่งที่เก้าแล้ว... ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เขากลับไปพบเพียงกองเลือดของหลินซีที่ยอดเขาหมอกเร้นลับ มู่เฉินก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน เขาไม่ได้กลับไปที่สำนักเต๋าของตน ไม่ได้รายงานต่อตำหนักผู้อาวุโสสูงสุด ทว่ากลับออกเดินทางกวาดล้างสำนักมารน้อยใหญ่ทั่วแผ่นดินเพียงลำพัง
เขาค้นหาทุกซอกทุกมุม จับกุมผู้นำลัทธิมารมาเค้นถามถึงร่องรอยของค่ายกลกักวิญญาณ สืบเสาะหาที่ซ่อนของอวี้หยวน และที่สำคัญที่สุด เขาบ้าคลั่งตามหาเศษเสี้ยววิญญาณของหลินซี ทว่ายิ่งค้นหา ความสิ้นหวังก็ยิ่งกัดกินหัวใจ
ณ ยอดเขาเทียมฟ้า สูงสุดแห่งเทือกเขาคุนหลุน
สายลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนแทบพัดพาร่างคนให้ปลิวว่อน ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก มู่เฉินยืนอยู่ใจกลางแท่นศิลาโบราณ รอบกายของเขาถูกปักล้อมด้วยธงอาคมสีเหลืองทองแปดสิบเอ็ดผืน ตรงกลางแท่นศิลามีเข็มทิศหยกโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่
นี่คือเข็มทิศค้นวิญญาณเก้าสวรรค์ ของวิเศษระดับบรรพกาลที่สามารถค้นหาดวงจิตได้ทั่วทั้งสามภพ ทว่าการใช้งานมัน ต้องแลกมาด้วยอายุขัยและแก่นโลหิตของผู้ใช้
"ท่านปรมาจารย์! หยุดเถิดขอรับ! หากท่านฝืนใช้ค่ายกลนี้ต่อไป รากปราณของท่านจะแหลกสลาย และท่านอาจจะสิ้นใจได้นะขอรับ!"
เฟิงเลี่ยศิษย์เอกผู้ติดตามมาคุกเข่าร้องไห้อยู่นอกวงเวทค่ายกล พยายามอ้อนวอนผู้เป็นอาจารย์ด้วยความปวดร้าวใจ เขาเห็นอาจารย์ของตนซูบผอมลงทุกวัน ผมที่เคยดำขลับราวกับน้ำหมึก บัดนี้เริ่มมีเส้นผมสีเงินแซมขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด บ่งบอกถึงอายุขัยที่กำลังถูกเผาผลาญและความตรอมใจที่แสนสาหัส
มู่เฉินไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกของศิษย์ เขากัดปลายนิ้วจนเลือดไหลริน หยดโลหิตบริสุทธิ์ของตนลงบนเข็มทิศหยก พร้อมกับถ่ายทอดพลังปราณเต๋าทั้งหมดในร่างลงไป
