บทที่ 3 ฟื้นฟูรากปราณและนักพรตไร้นาม - 4
ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมตลาดผีอีกครั้ง
ผู้คนนับร้อยที่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
เพียงการตวัดพู่กันกลางอากาศ ไม่ต้องตั้งแท่นพิธี ไม่ต้องร่ายคาถายืดยาว ก็สามารถสยบมารโลหิตระดับสูงที่ฆ่าคนได้ในพริบตาให้แหลกสลายได้! นี่มันเคล็ดวิชาเซียนระดับใดกัน?!
“ปะ... ปรมาจารย์เต๋า!”
ชายชาวยุทธภพผู้หนึ่งคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเคารพยำเกรง ก่อนที่ผู้คนนับร้อยจะพากันคุกเข่าก้มหัวลงตามๆ กันราวกับคลื่นน้ำ ไม่เว้นแม้กระทั่งยอดฝีมือที่แอบซ่อนตัวอยู่ในตลาด
“ขอบพระคุณยอดคนผู้ทรงศีลที่ช่วยชีวิต! บุญคุณครั้งนี้พวกเราจะไม่ลืมเลือน!”
เถ้าแก่ร้านค้าใหญ่ผู้เป็นหนึ่งในผู้คุมกฎของตลาดผี รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาซูเหมย เขาก้มศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำมา
“ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ไม่ทราบว่ายอดปรมาจารย์ท่านนี้มีนามว่ากระไร สังกัดสำนักเต๋าแห่งใด? ข้าน้อยจะสั่งให้คนสร้างป้ายทองคำเพื่อเป็นการสดุดี...”
ซูเหมยเก็บพู่กันเข้าแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า ภายใต้ท่าทีที่ดูสงบนิ่ง นางกลับรู้สึกได้ว่าร่างกายนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว ลมปราณที่ฝืนดึงมาใช้ทำให้อวัยวะภายในปวดร้าว หากยืนอยู่นานกว่านี้คงได้กระอักเลือดโชว์แน่ นางจึงหมุนตัวเตรียมก้าวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้ที่มาประจบประแจง
“ไม่ต้องสร้างป้ายอันใด ข้าแค่รำคาญเสียงหนวกหูเท่านั้น” น้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นชาดังรอดออกมาจากใต้หมวกสาน
เมื่อถูกถามเซ้าซี้ถึงชื่อแซ่อีกครั้ง ร่างในชุดคลุมสีเทาที่กำลังก้าวเดินกลืนหายไปในความมืด ก็ทิ้งคำพูดประโยคสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในใจของทุกคน ณ ที่นั้น
“ข้าก็แค่นักพรตไร้นาม ผู้สัญจรผ่านทางมาเท่านั้น”
เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของนักพรตไร้นามก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยวิชาตัวเบา ทิ้งไว้เพียงตำนานบทใหม่ที่จะถูกเล่าขานไปทั่วยุทธภพเมืองหลวงในวันรุ่งขึ้น... ตำนานของยอดปรมาจารย์เร้นกาย ผู้ใช้อากาศเป็นกระดาษ ใช้ฟ้าดินเป็นหมึก สยบมารร้ายได้ในพริบตาเดียว!
ยามเหม่า ณ จวนเสนาบดีซู
ซูเหมยลอบกลับเข้ามาในเรือนไม้ท้ายจวนอย่างปลอดภัย ทันทีที่ปิดประตูห้องลงกลอนแน่นหนา นางก็ทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเย็นเปียกชุ่มแผ่นหลังจนทะลุเสื้อผ้า
“แค่ใช้ค่ายกลพื้นฐานเพื่อสั่งสอนมารกระจอก ยังเหนื่อยถึงเพียงนี้ ร่างกายนี้ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง” นางบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
แม้วันนี้จะสูญเสียพลังปราณไปมาก แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือวัตถุดิบชั้นเลิศ ซูเหมยไม่รอช้าให้นางหายเหนื่อย นางแกะห่อผ้า นำชาด กระดาษยันต์ และพู่กัน วางเรียงบนพื้นรอบเตียงเตา เริ่มลงมือขีดเขียนและจัดสร้างค่ายกลชำระไขกระดูกทันที
“ด้วยค่ายกลนี้ ภายในเจ็ดวัน พิษสลายกระดูกในตัวข้าจะถูกขับออกไปจนหมดจด และรากปราณของข้าก็จะเริ่มฟื้นฟูกลับมา เมื่อถึงเวลานั้น หลิ่วซื่อ ซูหว่าน และพวกสวะในจวนแห่งนี้ จะต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกมันทำไว้กับร่างนี้!”
ดวงตาดอกท้อทอประกายเหี้ยมเกรียมในความมืด
เมื่อแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า เช้าวันใหม่มาเยือน ทว่าสำหรับคนในจวนเสนาบดีซู นี่คือจุดเริ่มต้นของความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะก่อตัวขึ้น ภายใต้ปีกอันเงียบสงบของนางร้ายผู้กลับชาติมาเกิดใหม่!
