บทที่ 3 ฟื้นฟูรากปราณและนักพรตไร้นาม - 3
“ตาย... พวกมนุษย์สวะ พวกเจ้าต้องกลายเป็นเลือดของข้าให้หมด!”
เสียงคำรามของมารโลหิตสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มันสะบัดแขนที่งอกยาวออกมาราวกับแส้โลหิต ฟาดเข้าใส่กลุ่มนักพรตรับจ้างและผู้คุ้มกันตลาดที่พยายามชักกระบี่เข้าไปสกัดกั้น
เปรี้ยง! อั้ก!
เพียงการโจมตีเดียว นักพรตฝึกหัดสามคนก็กระเด็นลอยไปกระแทกกำแพงหิน กระอักเลือดและหมดสติไปทันที อาวุธเวทและยันต์ระดับต่ำที่พวกเขาสาดใส่ร่างของมัน ถูกไอหมอกโลหิตแผดเผาและกัดกร่อนจนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ไม่อาจระคายผิวปีศาจร้ายได้แม้แต่น้อย!
“จบสิ้นแล้ว! มารโลหิตระดับนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ยังรับมือยาก ต้องใช้ปรมาจารย์เต๋าระดับสูงเท่านั้นจึงจะปราบได้! หนีเร็ว!”
ชายชราตาเดียวที่แผงลอยร้องลั่น เตรียมจะมุดหนีลงท่อระบายน้ำ ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากมารร้ายกลับแผ่ขยายออก ตรึงร่างของทุกคนในรัศมีร้อยจั้งเอาไว้จนก้าวขาไม่ออก ความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมจิตใจของทุกคนในตลาดผี
มารโลหิตพุ่งทะยานลงมา เปิดปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม หมายจะกลืนกินชายชราและผู้คนที่ติดอยู่มุมตลาด
ซูเหมยที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นถอนหายใจยาว นางไม่อยากสอดมือเข้ายุ่งเรื่องวุ่นวาย ยิ่งในยามที่ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ แต่ในฐานะอดีตปรมาจารย์ผู้ถือครองปณิธานแห่งวิถีเต๋า นางไม่อาจยืนทนดูปีศาจเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์ต่อหน้าต่อตาได้
‘ช่างเถอะ ถือเสียว่าเป็นการยืดเส้นยืดสาย และทดสอบพลังของร่างกายนี้ก็แล้วกัน’
ท่ามกลางความหวาดผวาของผู้คน ร่างบอบบางในชุดคลุมสีเทากลับก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวนั้นมั่นคงและหนักแน่นราวกับขุนเขาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุร้าย
“นั่นใครน่ะ! รนหาที่ตายหรืออย่างไร รีบหนีไป!” ชายชราตะโกนห้ามด้วยความหวังดี
ซูเหมยไม่ตอบ นางสะบัดข้อมือขวา พู่กันขนหมาป่าวิญญาณที่เพิ่งซื้อมาปรากฏขึ้นในมือ นิ้วเรียวตวัดปลายพู่กันแตะลงบนชาดโลหิตอย่างรวดเร็วและพลิ้วไหวราวกับมังกรท่องวารี
พลังปราณอันน้อยนิดที่รวบรวมมาได้ยากลำบากในจุดตันเถียน ถูกรีดเค้นออกมาจนหมดสิ้น ทว่าสิ่งที่อดีตปรมาจารย์หลินซีใช้ในการต่อสู้ ไม่ใช่การปะทะด้วยพละกำลัง แต่เป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งในวิถีแห่งสวรรค์
ซูเหมยไม่ได้วาดอักขระลงบนกระดาษยันต์ แต่นางกำลังใช้อากาศธาตุอันว่างเปล่าเป็นแผ่นกระดาษ!
“ยันต์สวรรค์ไร้รูปลักษณ์...”
เสียงหวานใสที่เคยถูกดัดแปลง บัดนี้กังวานก้องและแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้สรรพสิ่งต้องสยบ ฝ่าเท้าของนางก้าวไปตาม ตำแหน่งค่ายกลเจ็ดดาวอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ปลายพู่กันตวัดวาดกลางอากาศอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นเส้นสายอักขระสีทองอร่ามที่ทิ้งร่องรอยเรืองแสงค้างไว้ในความมืด
มารโลหิตสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่รุนแรงต่อดวงวิญญาณ มันแผดเสียงร้องโหยหวน ละทิ้งเหยื่อตรงหน้า และพุ่งเข้าใส่ร่างในชุดคลุมสีเทาอย่างบ้าคลั่ง แส้โลหิตนับสิบเส้นพุ่งทะลวงหมายจะฉีกกระชากนางให้เป็นชิ้นๆ
ทว่าเมื่อแส้โลหิตพุ่งเข้ามาใกล้ในระยะเพียงสามเชียะ ซูเหมยก็ตวัดพู่กันขีดเส้นสุดท้ายจนสมบูรณ์!
“ค่ายกลสยบมาร เบิกเนตรสวรรค์... ทำลาย!”
วิ้งงงงงงง!
อักขระสีทองกลางอากาศระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าแสงตะวันยามเที่ยงวัน กลายเป็นตาข่ายสีทองขนาดยักษ์ที่พุ่งเข้าครอบคลุมร่างของมารโลหิตเอาไว้ พลังปราณหยินหยางอันบริสุทธิ์และเที่ยงแท้ แผดเผาไอหมอกโลหิตจนเกิดเสียงดังฉ่าราวกับน้ำเย็นหยดลงบนกระทะร้อนจัด!
“อ๊ากกกกกก!”
มารโลหิตกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส มันดิ้นทุรนทุราย พยายามจะใช้กรงเล็บฉีกตาข่ายสีทอง แต่ยิ่งดิ้น ตาข่ายยิ่งบีบรัดแน่นขึ้น ท้ายที่สุด ภายใต้แสงแห่งวิชาเต๋าขั้นสูงสุดที่แม้จะถูกลดทอนพลังลงมาให้เหมาะสมกับร่างนี้ ร่างของมารโลหิตก็ไม่อาจต้านทานได้ มันค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีแดงจางๆ และระเหยหายไปในอากาศ เหลือเพียงความว่างเปล่า
