บทที่ 3 ฟื้นฟูรากปราณและนักพรตไร้นาม - 1
สามวันผ่านไปนับตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวายในเรือนท้ายจวน จวนเสนาบดีตระกูลซูตกอยู่ในความเงียบสงบอย่างประหลาดราวกับคลื่นลมก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน
หลิ่วซื่อถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนของตน ห้ามก้าวเท้าออกมาแม้แต่ครึ่งก้าว ส่วนซูหว่านก็ถูกบิดาบังคับให้คัดคัมภีร์คุณธรรมสตรีจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน บ่าวไพร่ที่เคยกำเริบเสิบสานต่างก็พากันหดหัวราวกับเต่าในกระดอง ไม่มีผู้ใดกล้าเดินเฉียดใกล้เรือนของนางร้ายซูเหมยอีกเลย
ภายในห้องพักที่หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท ซูเหมยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตา ใบหน้าที่เคยซีดเซียวราวกับกระดาษบัดนี้เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าคิ้วเรียวงามกลับขมวดเข้าหากันแน่น หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผากเนียน
“ฟู่...”
หญิงสาวพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกจากปาก ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาดอกท้อที่เคยอ่อนหวานบัดนี้ฉายแววหนักใจอย่างปิดไม่มิด
“พิษสลายกระดูกแทรกซึมลึกกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก...” นางพึมพำกับตนเองพลางยกมือขึ้นกุมหน้าอก
ตลอดสามวันที่ผ่านมา หลินซีในร่างของซูเหมยพยายามใช้เคล็ดวิชาโคจรลมปราณแห่งวิถีเต๋าที่นางเคยเชี่ยวชาญเพื่อชำระล้างเส้นชีพจร ทว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป รากปราณซึ่งเป็นรากฐานของการฝึกตนถูกพิษสลายกระดูกกัดกินมานานนับสิบปีจนบิดเบี้ยวและตีบตัน หากนางฝืนทะลวงจุดด้วยกำลัง ทะเลปราณอาจจะระเบิดและทำให้นางกลายเป็นคนพิการไปตลอดกาล
‘ข้าไม่อาจใช้เพียงลมปราณรักษาได้ ต้องพึ่งพาพลังแห่งค่ายกลรวบรวมปราณ และยันต์ชำระไขกระดูก เพื่อขับพิษร้ายนี้ออกไปให้หมดจด’
เมื่อประเมินสถานการณ์ได้ ซูเหมยจึงลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าไม้สลักลายหลังใหม่ นางเปิดลิ้นชักลับ หยิบตั๋วเงินจำนวนห้าพันตำลึงทองที่ซูเจิ้นผู้เป็นบิดาเพิ่งส่งมาให้เพื่อเป็นค่าทำขวัญและปิดปากเรื่องอื้อฉาว รวมเข้ากับก้อนเงินอีกห้าสิบตำลึงที่นางยึดมาจากชายอันธพาลในคืนนั้น
‘บิดาที่รักหน้าตายิ่งกว่าบุตรสาวเช่นนี้ ช่างน่าขันนัก แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยเงินก้อนนี้ก็มากพอให้ข้าไปหาซื้อของดีๆ ได้’
หญิงสาวเลือกหยิบชุดคลุมสีเทาหม่นตัวหลวมโคร่งของบ่าวไพร่ชายที่นางแอบขโมยมาจากราวตากผ้า สวมทับร่างที่บอบบางของตนเอง เกล้าผมดำขลับขึ้นเป็นมวยอย่างลวกๆ แล้วสวมทับด้วยหมวกสานใบกว้างที่มีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าและทรวดทรงจนมิดชิด
บัดนี้เมื่อมองเผินๆ สภาพของนางดูไม่ต่างจากนักพรตพเนจรผู้ยากไร้ ไม่มีเค้าโครงของคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนบดีซูผู้มั่งคั่งหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อยามวิกาลมาเยือน ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงดาว ซูเหมยเปิดหน้าต่างออก อาศัยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมและวิชาตัวเบาที่เพิ่งฟื้นฟูขึ้นมาได้เพียงหยิบมือ ลอบเร้นกายออกจากจวนเสนาบดีทางช่องกำแพงเก่าอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เรียกว่าตลาดมืดแห่งเมืองหลวง
ตลาดมืด หรือที่ชาวยุทธภพมักเรียกกันติดปากว่าตลาดผีตั้งอยู่ในตรอกใต้ดินอันสลับซับซ้อนทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้จะเปิดทำการเฉพาะยามจื่อถึงยามอิ๋น มันคือแหล่งรวมตัวของชาวยุทธภพ พ่อค้าหน้าเลือด โจรขุดสุสาน และนักพรตนอกรีต สินค้าที่นำมาขายมีตั้งแต่สมุนไพรหายาก อาวุธวิเศษที่เปื้อนเลือด ไปจนถึงของเถื่อนที่ไม่อาจนำไปวางขายในที่แจ้งได้
ทันทีที่ก้าวเท้าลงบันไดหินเข้าสู่ตลาดผี กลิ่นอายความอับชื้นผสมกับกลิ่นสมุนไพรและคาวเลือดจางๆ ก็ลอยมาเตะจมูก แสงจากโคมไฟกระดาษสีแดงสลัวทอดเงาของผู้คนให้ดูบิดเบี้ยวราวกับภูตผีในขุมนรก ที่นี่ไม่มีใครสนใจใคร ทุกคนต่างสวมหมวกหรือหน้ากากปกปิดตัวตน การซื้อขายเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ใช้เพียงการส่งสัญญาณมือและเสียงกระซิบ
