บทที่ 2 สั่งสอนอนุและน้องสาว - 3
ด้วยฤทธิ์ของค่ายกลที่กระตุ้นให้พูดความจริงจากก้นบึ้งจิตใจ มันจึงกระโจนพรวดขึ้นมา เกาะขาของหลิ่วซื่อเอาไว้แน่น!
"ฮูหยินหลิ่ว! คุณหนูรอง! ช่วยข้าด้วย! ข้าลอบเข้ามาตามที่พวกท่านสั่งแล้ว แต่คุณหนูใหญ่นางรู้ตัวก่อน พวกท่านต้องช่วยข้านะ ไหนล่ะเงินอีกห้าสิบตำลึงที่สัญญาไว้ว่าจะจ่ายเพิ่มให้ ท่านเอาปิ่นหยกของอดีตฮูหยินเอกมามัดจำข้าไว้ นี่ไงหลักฐาน! ของชิ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกท่านจ้างข้ามา! พวกท่านจะมาทิ้งข้าให้รับเคราะห์คนเดียวไม่ได้นะ!"
ชายอันธพาลล้วงเอาปิ่นหยกสลักลายกล้วยไม้ และตั๋วเงินห้าสิบตำลึงที่มีตราประทับร้านแลกเงินของตระกูลหลิ่ว ออกมาชูหรากลางอากาศ!
“กรี๊ดดด! ปล่อยข้านะไอ้สวะ!” หลิ่วซื่อกรีดร้องเสียงหลง พยายามสะบัดขาเตะชายอันธพาล ซูหว่านตกใจจนหน้าถอดสี ก้าวถอยหลังจนล้มก้นจ้ำเบ้า
“นะ... นี่มันปิ่นหยกของอดีตฮูหยินเอก ที่ข้ามอบให้เจ้าเก็บรักษาไว้มิใช่หรือหลิ่วซื่อ!”
ซูเจิ้นมองปิ่นหยกและตั๋วเงินในมือโจรด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบจะถลน ความจริงทั้งหมดกระจ่างแจ้งอยู่ตรงหน้า หลักฐานมัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด! ใบหน้าของเสนาบดีซูผู้รักหน้าตายิ่งชีพ แดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่ถูกสตรีในเรือนหลังหลอกใช้เป็นเครื่องมือ!
เพียะ!!!
ฝ่ามืออันหนักหน่วงของซูเจิ้น ฟาดลงบนใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างงดงามของหลิ่วซื่ออย่างเต็มแรง! ร่างของนางกระเด็นล้มคว่ำ เลือดกลบปาก
“ท่านพี่! ข้าถูกใส่ร้าย! นางเด็กสารเลวนั่นมันจัดฉาก!” หลิ่วซื่อกุมหน้า ร้องไห้คร่ำครวญ
“ใส่ร้าย? ปิ่นหยกและตั๋วเงินประทับตราตระกูลเดิมของเจ้าอยู่ตรงหน้า เจ้ายังกล้าบอกว่าถูกใส่ร้ายอีกหรือ! หญิงโง่เง่า! เจ้าคิดจะทำลายชื่อเสียงของบุตรสาวสายตรง เพื่อให้หว่านเอ๋อร์ได้แต่งกับองค์รัชทายาทแทนงั้นสิ! ข้าซูเจิ้น ตาบอดแท้ๆ ที่หลงคิดว่าเจ้าเป็นมารดาเลี้ยงที่ประเสริฐ!”
ซูเจิ้นโกรธจนตัวสั่น เขามองไปที่ซูหว่านที่กำลังตัวสั่นงันงก “ส่วนเจ้า! สมรู้ร่วมคิดกับมารดา ทำร้ายพี่สาวสายตรง จิตใจอำมหิตผิดมนุษย์!”
“ท่านพ่อ... ข้าเปล่านะเจ้าคะ... ฮือออ” ซูหว่านบีบน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้น
ซูเหมยมองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นางก้าวเดินออกมายืนเคียงข้างบิดา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าบาดลึกถึงกระดูก
“ท่านพ่อเรื่องฉาวโฉ่ในคืนนี้ หากแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของจวนเสนาบดีซูคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี บุตรสาวสายตรงถูกมารดาเลี้ยงส่งโจรมาหยามเกียรติ เกรงว่าตำแหน่งเสนาบดีกรมขุนนางของท่าน คงถูกเหล่าขุนนางในราชสำนักนำไปเป็นหัวข้อถกเถียงจนสนุกปากแน่เจ้าค่ะ”
คำพูดของซูเหมยแทงทะลุจุดอ่อนที่สุดของซูเจิ้น ชายวัยกลางคนสูดหายใจลึก พยายามระงับโทสะ หันมามองบุตรสาวคนโตด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่บุตรสาวผู้โง่เขลาและเอาแต่ใจของเขา มีแววตาที่เยือกเย็น ลึกล้ำ และมีไหวพริบเฉียบขาดถึงเพียงนี้?
“ลากตัวไอ้สวะนี่ไปโบยให้ตาย แล้วโยนศพทิ้งที่สุสานไร้ญาติ! ปิดปากบ่าวไพร่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ หากใครกล้าแพร่งพรายเรื่องในคืนนี้ ข้าจะตัดลิ้นมันเสีย!” ซูเจิ้นออกคำสั่งเด็ดขาดกับพ่อบ้าน
จากนั้นเขาหันมาชี้หน้าหลิ่วซื่อและซูหว่าน “ส่วนพวกเจ้าสองแม่ลูก! ตั้งแต่วันนี้ไป หลิ่วซื่อข้ายึดกุญแจคุมเรือนหลังของเจ้าคืน ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลเทพบรรพชนเป็นเวลาหนึ่งเดือน ห้ามก้าวเท้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียว! ซูหว่าน กักบริเวณอยู่แต่ในเรือน คัดคัมภีร์คุณธรรมสตรีหนึ่งพันจบ หากคัดไม่เสร็จ ห้ามกินข้าว!”
“ท่านพี่! / ท่านพ่อ!” สองแม่ลูกประสานเสียงร้องไห้โฮ แต่ซูเจิ้นสะบัดแขนเสื้อ เดินกระทืบเท้าจากไปด้วยความเดือดดาล ทิ้งให้บ่าวไพร่เข้ามาลากตัวหลิ่วซื่อและซูหว่านออกไป
เมื่อห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงซูเหมยที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด นางก้มลงมองกระจกทองเหลืองที่รอยเลือดเริ่มจางหายไป ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
“เป็นอย่างไรบ้างซูเหมย นี่คือดอกเบี้ยแรกที่ข้าทวงคืนให้เจ้า”
อดีตปรมาจารย์เต๋าปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางของศาลบรรพชน
“หลิ่วซื่อ ซูหว่าน นี่เป็นเพียงแค่การอุ่นเครื่องเท่านั้น รอให้ข้าฟื้นฟูรากปราณได้เต็มที่เสียก่อน ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ซึ้งว่า นางร้ายตัวจริงที่ส่งตรงมาจากขุมนรก มันเป็นอย่างไร!”
