บทที่ 2 สั่งสอนอนุและน้องสาว - 2
“เร็วเข้า! ข้าเห็นกับตาว่ามีโจรราคะปีนกำแพงเข้ามาทางเรือนของพี่หญิงใหญ่! หากพี่หญิงใหญ่เป็นอะไรไป ข้าจะทนมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร!” เสียงหวานใสที่บัดนี้แฝงไปด้วยความร้อนรนจอมปลอมของซูหว่านดังขึ้น
ตามมาด้วยเสียงตวาดกร้าวของบุรุษวัยกลางคน ซูเจิ้นบิดาบังเกิดเกล้าของซูเหมย ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมขุนนางแห่งราชสำนัก
“หญิงแพศยา! วันๆ สร้างแต่เรื่องฉาวโฉ่ หากวันนี้นางกล้าคบชู้สู่ชายในจวนของข้า ข้าจะตีทิ้งเสียให้ตายตกตามกันไป!”
“ท่านพี่ใจเย็นๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ เหมยเอ๋อร์อาจจะแค่ถูกปรักปรำ...” เสียงของฮูหยินหลิ่วซื่อแสร้งทำเป็นห้ามปราม แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสะใจ
ปัง!
ประตูเรือนไม้ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูแทบหลุดจากบานพับ ซูเจิ้นก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องด้วยใบหน้าดำทะมึนด้วยโทสะ ตามหลังมาด้วยซูหว่าน หลิ่วซื่อ และกองทัพบ่าวไพร่ที่ถือคบเพลิงสว่างไสว เตรียมพร้อมจะจับผิดนางร้ายคบชู้
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคน กลับทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ซูเหมยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวแม้จะเก่าแต่ก็เรียบร้อยมิดชิด กลิ่นอายรอบกายของนางสงบนิ่งและเย็นชาดุจน้ำแข็งหมื่นปี ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนก ไม่มีบุรุษแปลกหน้า และไม่มีการทำเรื่องบัดสีใดๆ ทั้งสิ้น
ดวงตาดอกท้อที่คมกริบช้อนขึ้นมองผู้เป็นบิดา ก่อนจะปรายตามองแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดาที่ยืนอ้าปากค้าง
“ท่านพ่อพาคนมากมายบุกรุกเรือนลูกสาวยามวิกาลเช่นนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วนอันใดหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของซูเหมยราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันประหลาดที่ทำให้ซูเจิ้นถึงกับชะงัก
“นี่มัน... หว่านเอ๋อร์! เจ้าบอกว่าเห็นผู้ชายปีนเข้ามาในห้องพี่สาวเจ้ามิใช่หรือ!” ซูเจิ้นหันไปตวาดบุตรสาวคนรองเมื่อเห็นว่าห้องว่างเปล่า
ซูหว่านหน้าซีดเผือด นางเหลือบมองหลิ่วซื่อผู้เป็นมารดาอย่างลุกลี้ลุกลน แผนการควรจะราบรื่นสิ! โจรคนนั้นรับเงินไปแล้ว ต้องอยู่ในเตียงของซูเหมยสิ!
“ขะ... ข้าเห็นจริงๆ นะเจ้าคะท่านพ่อ! บ่าวไพร่หลายคนก็เห็น หรือว่า... หรือว่าพี่หญิงใหญ่จะซ่อนชู้รักเอาไว้!” ซูหว่านชี้หน้าซูเหมย พลางแสร้งบีบน้ำตา
“พี่หญิงใหญ่ ท่านอย่าทำผิดพลาดไปมากกว่านี้เลย รีบสารภาพกับท่านพ่อเถิด!”
“สารภาพ?” ซูเหมยลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินก้าวเข้าไปหาซูหว่านทีละก้าว รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านจนซูหว่านต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“น้องรองช่างเป็นห่วงเป็นใยข้าเสียจริง กลางวันลวงข้าไปผลักตกสระบัวหวังให้จมน้ำตาย กลางคืนยังอุตส่าห์พาผู้คนแห่มาจับชู้ถึงเรือนข้าอีก เช่นนั้นเจ้าลองค้นดูสิว่าชู้รักของข้าซ่อนอยู่ที่ใด?”
“เจ้า... เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ เรื่องตกสระบัวเจ้าลื่นล้มไปเองต่างหาก!” ซูหว่านโวยวายกลบเกลื่อน ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวไพร่
“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ค้นห้องให้ทั่ว!”
หลิ่วซื่อที่ยืนเงียบมาตลอด ลอบยิ้มเยาะในใจ ‘ค้นเลยสิ ค้นให้เจอ นางเด็กโง่นี่คงเอาซ่อนไว้ใต้เตียงหรือไม่ก็หลังฉากกั้นนั่นแหละ!’
“ไม่ต้องลำบากพวกเจ้าหรอก” ซูเหมยเอ่ยเสียงเรียบ นางเดินไปที่หลังฉากกั้นห้อง แล้วใช้เท้าเตะร่างที่ถูกสกัดจุดอย่างแรงจนปลิวออกมากองอยู่กลางห้อง!
ตุ้บ!
ร่างของชายอันธพาลปรากฏแก่สายตาทุกคน ซูเจิ้นเบิกตากว้างชี้หน้าซูเหมยด้วยความโกรธจัด “หญิงไร้ยางอาย! เจ้าซ่อนบุรุษไว้ในห้องจริงๆ ด้วย! ข้า... ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ซูเจิ้นง้างมือขึ้นหมายจะตบหน้าบุตรสาวคนโต ทว่าซูเหมยกลับไม่หลบ นางจ้องมองบิดาด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“ท่านพ่อจะตีข้าก็ย่อมได้ แต่ท่านไม่อยากรู้ก่อนหรือเจ้าคะ ว่าสุนัขรับใช้ตัวนี้... เป็นชู้รักของข้า หรือเป็นแขกที่มารดาเลี้ยงและน้องสาวแสนดีของข้าจ้างวานมากันแน่!”
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาด ซูเจิ้นชะงักมือค้าง หลิ่วซื่อและซูหว่านสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือด
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! ข้าจะไปจ้างคนมาทำลายชื่อเสียงจวนเสนาบดีซู ได้อย่างไร!” หลิ่วซื่อรีบแก้ตัวเสียงหลง
ในจังหวะนั้นเอง ซูเหมยลอบดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ปลดจุดใบ้และกระตุ้นค่ายกลเต๋าลวงตาสะท้อนสัจจะ ที่ซ่อนไว้ใต้ร่างของชายอันธพาลให้ทำงานเต็มรูปแบบ
วิปลาส!
ชายอันธพาลที่นอนอยู่บนพื้นจู่ๆ ก็เบิกตากว้าง ภาพลวงตาจากค่ายกลทำให้มันมองเห็นซูเจิ้นและทุกคนกลายเป็นท่อนไม้ มีเพียงหลิ่วซื่อ และซูหว่านที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันเท่านั้น!
