บทที่ 2 สั่งสอนอนุและน้องสาว - 1
แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องผ่านรอยรั่วของหลังคาเรือนไม้ซอมซ่อท้ายจวนเสนาบดี ซูเหมยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตาที่เย็นเฉียบ หลังจากกลับมาจากสระบัว นางต้องต้มน้ำร้อนอาบด้วยตนเองและเปลี่ยนมาสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวซีดเซียวที่ซักจนบางเฉียบ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เพียงแค่แช่น้ำเย็นจัดไม่ถึงเค่อ ไอเย็นก็แทรกซึมเข้าสู่กระดูกจนริมฝีปากของนางสั่นระริก
“ต้องรีบทะลวงจุดชีพจร ขับไอเย็นออกไปเสียก่อน...”
อดีตปรมาจารย์เต๋าหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อชักนำเศษเสี้ยวปราณฟ้าดินอันเบาบางให้ไหลเวียนเข้าสู่จุดตันเถียน ทว่าทันใดนั้นเอง หูที่ไวต่อสัมผัสของนางก็กระดิกเบาๆ
กรอบแกรบ...
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำกิ่งไม้แห้งดังมาจากนอกหน้าต่าง ตามมาด้วยเสียงงัดแงะกลอนประตูอย่างเงียบเชียบ กลิ่นเหม็นสาบสุราราคาถูกผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลโชยเข้ามาเตะจมูก ซูเหมยลืมตาขึ้นทันควัน ดวงตาดอกท้อทอประกายเย็นเยียบดุจกระบี่น้ำแข็ง
แอ๊ด...
บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกผลักออก ร่างของบุรุษฉกรรจ์หน้าตาต่ำทรามผู้หนึ่งสวมชุดผ้าป่านสีทึบย่องเข้ามาในห้อง มันมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นเงาร่างเลือนรางของหญิงสาวนั่งอยู่บนเตียงก็แสยะยิ้มหื่นกระหาย ถูมือไปมาอย่างย่ามใจ
“คุณหนูใหญ่ซู ข้าน้อยมารอรับใช้ท่านแล้ว คืนนี้รับรองว่าท่านจะมีความสุขจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว หึๆๆ” ชายอันธพาลหัวเราะเสียงต่ำ พลางก้าวอาดๆ เข้ามาหาหมายจะโถมตัวเข้าใส่หญิงสาวที่ดูอ่อนแอไร้ทางสู้
ทว่าสิ่งที่รอรับมันอยู่หาใช่เสียงกรีดร้องหวาดผวาอย่างที่คิด
ฟุ่บ!
ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงพลิ้วไหวราวกับภูตผี ซูเหมยพุ่งตัวออกไปด้านข้างด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทัน สองนิ้วของนางประกบเข้าหากันราวกับคมกระบี่ จี้สกัดจุดเซียนซูที่หลังคอและจุดหยาเหมินที่กลางหลังของชายฉกรรจ์อย่างแม่นยำและดุดัน!
“อั้ก!”
ชายอันธพาลเบิกตากว้าง ร่างกายใหญ่โตแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ล้มตึงกระแทกพื้นเสียงดังสนิท มันพยายามจะอ้าปากร้อง ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ ได้แต่กลอกตาไปมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ซูเหมยก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้ามัน นางใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างอันน่าสะอิดสะเอียนนั้นให้นอนหงาย ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชา
“วิชาสกัดจุดใบ้และตรึงร่างของข้า ต่อให้เจ้ามีกำลังวังชาดั่งโคถึกก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ บอกมา ใครส่งสุนัขสกปรกเช่นเจ้ามาที่นี่”
นางคลายจุดใบ้ให้มันเพียงเล็กน้อย ชายอันธพาลรีบละล่ำละลักตอบด้วยความกลัวลาน
“ขะ... ข้าน้อยเป็นแค่อันธพาลท้ายตลาด! ฮูหยินหลิ่วให้คนนำเงินห้าสิบตำลึงมาให้ข้า สั่งให้ข้าลอบเข้ามาในห้องท่านยามวิกาล แล้วทำ... ทำรอยจูบไว้ที่ซอกคอของท่าน จากนั้นให้นอนกอดท่านไว้จนกว่าจะมีคนมาพบ! คุณหนูใหญ่ โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าน้อยแค่หน้ามืดเพราะเงินทอง!”
“ห้าสิบตำลึง? เพื่อแลกกับการทำลายชื่อเสียงที่เหลืออยู่น้อยนิดของข้า หลิ่วซื่อช่างลงทุนเสียจริง” ซูเหมยหัวเราะเสียงเย็น รังสีสังหารพวยพุ่ง หลิ่วซื่อและซูหว่านเพิ่งผลักนางตกน้ำไม่สำเร็จ พอตกดึกก็ส่งโจรเด็ดบุปผามาทำลายความบริสุทธิ์ของนางอีก แผนการซ้อนแผนการช่างอำมหิตนัก หากเป็นซูเหมยคนเดิม ป่านนี้คงถูกย่ำยีและโดนจับได้คาหนังคาเขา ต้องผูกคอตายหนีความอัปยศไปแล้ว
“ได้ ในเมื่อพวกเจ้าอยากเล่นละครฉากใหญ่ ข้าก็จะจัดเวทีให้พวกเจ้าเอง!”
ซูเหมยเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบกระจกทองเหลืองบานเก่าขึ้นมาหนึ่งบาน ถ้วยชาที่มีน้ำชาเย็นชืดหนึ่งถ้วย และหักกิ่งท้อแห้งๆ ที่ประดับในแจกันมาสามก้าน นางนำของทั้งสามสิ่งมาวางเรียงกันบนพื้นรอบตัวชายอันธพาลตามตำแหน่งของค่ายกลปากว้า
นางกัดปลายนิ้วชี้ของตนเองจนเลือดซิบ ใช้นิ้วแทนพู่กัน วาดอักขระเต๋าอันสลับซับซ้อนลงบนกระจกทองเหลือง ก่อนจะพลิกกระจกคว่ำลงสะท้อนแสงจันทร์ไปยังร่างของชายบนพื้น
“วิชาเต๋าบทที่เจ็ด... ค่ายกลลวงตาสะท้อนสัจจะ... เบิก!”
วูบ!
แสงสีทองจางๆ วาบขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะจางหายไป ค่ายกลระดับพื้นฐานถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แม้จะมีพลังปราณเพียงน้อยนิด ซูเหมยใช้เท้าเตะชายอันธพาลเข้าไปซ่อนไว้หลังฉากกั้นห้อง แล้วจึงจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย นั่งรินน้ำชาที่เย็นชืดดื่มอย่างใจเย็นราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลั่นมาจากทางเดินหน้าเรือน แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
