บทที่ 1 นางร้ายลืมตา - 3
อวี้หยวน สหายรักที่หักหลังนางเพื่อพลังและแย่งชิงคนรัก
ซูหว่านและหลิ่วซื่อ แม่เลี้ยงและน้องสาวที่หลอกใช้และฆ่าเจ้าของร่างเดิมเพื่อแย่งชิงวาสนา
หลินซีกำหมัดแน่น เล็บจิกทึ้งลงไปในฝ่ามือจนเลือดซิบ ดวงตาดอกท้อเบิกกว้าง ทอประกายกร้าวแกร่งดุจพยัคฆ์ร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ อดีตปรมาจารย์เต๋าได้กล่าวคำปฏิญาณต่อฟ้าดิน ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ
"ซูเหมยวิญญาณของเจ้าจงไปสู่สุคติเถิด ไม่ต้องห่วงพะวงสิ่งใดอีกต่อไป นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าคือซูเหมย และซูเหมยก็คือข้า!"
หลินซียืดแผ่นหลังที่สั่นเทาให้ตั้งตรงอย่างหยิ่งทะนง มองเงาสะท้อนของตนเองในสระบัว
"ความแค้นของเจ้า ข้าจะสะสางให้เอง! ผู้ใดที่เคยกดขี่ข่มเหง เหยียบย่ำ และพรากชีวิตเจ้าไป ข้าจะลากคอพวกมันลงนรก ให้พวกมันต้องชดใช้คืนเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า! ส่วนความแค้นของข้าอวี้หยวนรอจนกว่าข้าจะฟื้นฟูพลังเต๋าได้ ข้าจะกลับไปสับร่างเจ้าให้กลายเป็นหมื่นชิ้น!"
เมื่อคำปฏิญาณดังก้องในจิตใจ ความอึดอัดขัดข้องในอกก็มลายหายไปจนสิ้น วิญญาณของหลินซีและร่างของซูเหมยผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งการต่อต้านใดๆ อีกต่อไป
ซูเหมยคนใหม่หลับตาลง ตรวจสอบสภาพร่างกายนี้อย่างรวดเร็ว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
‘อ่อนแอ... อ่อนแอเกินไป!’
ร่างของซูเหมยไม่เพียงแต่ไม่มีรากปราณสำหรับการฝึกตน แต่ภายในทะเลปราณยังเต็มไปด้วยไอขุ่นมัว เส้นชีพจรทั้งเจ็ดตีบตัน ยิ่งไปกว่านั้นนางยังพบร่องรอยของพิษสลายกระดูก ที่ถูกวางยาติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี! พิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น จะค่อยๆ กัดกินร่างกายให้สูญเสียเรี่ยวแรง ป่วยกระเสาะกระแสะ และสิ้นใจไปเองอย่างช้าๆ
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร หลิ่วซื่อช่างเป็นสตรีที่จิตใจอำมหิตผิดมนุษย์นัก!
"หึ... คิดจะใช้ยาพิษชั้นต่ำพวกนี้มาจัดการกับปรมาจารย์วิชาเต๋าอย่างข้าหรือ? ฝันไปเถอะ"
ซูเหมยแค่นยิ้ม แม้ร่างกายนี้จะพังทลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี แต่ความรู้ เคล็ดวิชา และค่ายกลเต๋านับหมื่นที่สลักอยู่ในความทรงจำของนาง ไม่ได้หายไปไหน สำหรับนางแล้ว การชำระล้างเส้นชีพจรและสร้างทะเลปราณขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาและสมุนไพรวิเศษเข้าช่วย
ลมหนาวพัดมาอีกระลอก ซูเหมยกระชับเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของตน นางรู้ดีว่าหากยังยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป ร่างกายที่บอบช้ำนี้อาจจะทนไม่ไหวจนไข้ขึ้นและตายไปอีกรอบ นางต้องรีบกลับไปที่เรือนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาวิธีขับความเย็นออกจากร่างเสียก่อน
เด็กสาวก้าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ท่ามกลางจวนเสนาบดีกว้างใหญ่และวิจิตรตระการตา เรือนของนางกลับตั้งอยู่ท้ายสุด เป็นเพียงเรือนไม้เก่าซอมซ่อที่ไร้ซึ่งคนเหลียวแล ตลอดทางที่เดินกลับ ไม่มีบ่าวไพร่คนใดกล้าเข้ามาช่วยเหลือ บางคนเห็นสภาพเปียกปอนของนางก็เพียงแต่ชี้มือชี้ไม้ซุบซิบนินทาด้วยสายตาสมเพชระคนเกลียดชัง
ซูเหมยไม่ได้ใส่ใจสายตาเหล่านั้น นางเพียงแต่จดจำใบหน้าของพวกมันไว้ทีละคน
‘รอก่อนเถิด... ละครฉากใหญ่แห่งการชำระแค้น เพิ่งจะเบิกม่านขึ้นเท่านั้น นางร้ายที่พวกเจ้าเคยดูแคลนผู้นี้ จะทำให้จวนเสนาบดีซูต้องลุกเป็นไฟ!’
