ปฏิวัติภาพลักษณ์นางร้ายขี้เกียจ 3
กู้อันหนิงพลิกแพนเค้กแป้งผสมทอดไข่ในกระทะอย่างชำนาญด้วยไม้พาย ผิวหน้าของมันกลายเป็นสีเหลืองทองอร่าม กรอบนอกนุ่มใน ดูน่ากินจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของแป้งข้าวโพดหยาบๆ แบบเดิม
จากนั้นเธอหยิบผักป่าเหี่ยวๆ มาหั่นเต๋าอย่างรวดเร็ว แล้วโยนลงไปรวนกับน้ำมันหมูติดก้นกระทะเพียงเล็กน้อยให้พอสลด โรยเกลืออีกนิดหน่อย กลิ่นหอมฉุยของอาหารบ้านๆ ทว่าผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้องและฝีมือระดับเชฟ ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณลานบ้าน
เมื่อตักแผ่นแป้งหอมกรุ่นใส่จานกระเบื้องที่มีรอยบิ่นเล็กน้อยเสร็จ กู้อันหนิงก็หันหลังกลับมา และต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ขวางประตู
เมื่อเห็นว่าสามีกลับมาแล้ว เธอก็รีบปรับสีหน้า ระบายยิ้มกว้างจนตาหยีสระอิ แล้วเดินปรี่เข้าไปหาเขาด้วยท่าทางอ่อนหวานประดุจภรรยาตัวน้อยที่รอคอยสามีกลับบ้าน
“เฉิงโจว คุณกลับมาแล้วหรือคะ ไปหาบน้ำมาตั้งแต่เช้า เหนื่อยไหม”
น้ำเสียงหวานใสที่เรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนมและเป็นธรรมชาติ ทำให้ลู่เฉิงโจวถึงกับชะงักงันไปครู่หนึ่ง ร่างกายที่คุ้นชินกับการระแวดระวังภัยตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเช้าเธอก็เพิ่งเข้ามากอดเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มาตอนนี้ยังมาทำตัวเป็นแม่ศรีเรือนอีก ผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไรกันแน่!
เขาขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันแน่น กวาดสายตามองจานอาหารที่ส่งควันกรุ่นในมือเธอ สลับกับใบหน้างดงามที่เปื้อนเขม่าควันจางๆ ที่ข้างแก้ม “นี่เธอ... คิดจะทำอะไรอีก หรือว่าแอบใส่ยาพิษลงไปในอาหาร เพื่อจะได้ขโมยเงินหนีไปง่ายๆ งั้นรึ”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาและแฝงไปด้วยความไม่ไว้ใจอย่างปิดไม่มิด
“ยาพิษอะไรกันคะคุณนี่ล่ะก็ ฉันทำอาหารเช้าให้คุณและครอบครัวต่างหากล่ะคะ” เธอส่งยิ้มหวาน แววตาที่เคยหยิ่งผยองและรังเกียจเดียดฉันท์เขา บัดนี้กลับดูใสซื่อ บริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยความปรารถนาดีอย่างปิดไม่มิด
“ฉันรู้ว่าเมื่อก่อนฉันทำตัวไม่ดี ขี้เกียจ เอาแต่ใจ แถมยังทำเรื่องแย่ๆ บังคับให้คุณต้องมารับผิดชอบ แต่เมื่อคืนฉันคิดทบทวนดูแล้ว จากนี้ไปฉันอยากจะปรับปรุงตัวจริงๆ นะคะ ให้โอกาสฉันได้ดูแลคุณในฐานะภรรยาเถอะนะคะ”
พูดจบเธอก็ขยับก้าวเข้าไปใกล้เขาขึ้นอีกนิด จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งทอดร้อนๆ ผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นของสบู่และกลิ่นกายสาว ลอยเข้าปะทะจมูกของชายหนุ่ม ลู่เฉิงโจวรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟบางอย่างแล่นแปลบผ่านร่างกาย เขาพยายามรักษาท่าทีนิ่งขรึมและเย็นชาเอาไว้ แต่หัวใจในอกซ้ายกลับทรยศ เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
“กินตอนกำลังร้อนๆ เถอะค่ะ คุณเมาค้างไม่ใช่เหรอ ทานของร้อนๆ จะได้สร่างไงคะ ฉันตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ ถือเป็นการไถ่โทษที่เมื่อคืนฉันรินเหล้าให้คุณเยอะเกินไปด้วย” เธอหยิบตะเกียบไม้ไผ่ยื่นให้เขา พร้อมกับประคองจานส่งให้ตรงหน้า
ลู่เฉิงโจวรับจานมาอย่างงุนงง สมองของอดีตนายทหารประมวลผลตามไม่ทันว่าผู้หญิงคนนี้มาไม้ไหน แต่ความหิวประกอบกับอาการมวนท้องจากความเมาค้างประท้วงอย่างหนัก เขาคีบแผ่นแป้งสีเหลืองทองชิ้นหนึ่งเข้าปากอย่างระแวดระวัง
ทว่าทันทีที่รสสัมผัสกรุบกรอบของผิวแป้งด้านนอก ผสานกับความนุ่มละมุนผิดปกติ และรสหวานตามธรรมชาติของไข่ไก่ที่แทรกตัวอยู่ด้านใน กระจายแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ความเค็มปะแล่มของเกลือช่วยดึงรสชาติของแป้งให้กลายเป็นความกลมกล่อมอย่างน่าประหลาด ดวงตาคมกริบของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
มันอร่อย... อร่อยมาก! อร่อยกว่าอาหารมื้อไหนๆ หรือแม้แต่งานเลี้ยงในกองทัพที่เขาเคยทานมาเสียอีก! นี่มันใช่แป้งข้าวโพดสากๆ ที่เคยกินบาดคอจนแทบกลืนไม่ลงทุกวันจริงๆ หรือ
“พี่รองเป็นอย่างไรบ้าง อร่อยไหม?” เสียงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ของลู่เสี่ยวเหมยน้องสาวคนเล็กวัยสิบสองปีของบ้านที่ทนความหอมไม่ไหว หลุดถามออกมาพร้อมกับเกาะขอบประตูมองด้วยสายตาละห้อย
กู้อันหนิงรีบกวักมือเรียกเด็กน้อยและทุกคนที่ยังยืนตะลึงอยู่ “มาทานด้วยกันสิคะ เสี่ยวเหมย มาเร็ว พี่สะใภ้รองทำเผื่อทุกคนเลย คุณแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ มาสิคะ อาหารเช้าเสร็จแล้วค่ะ”
