ชวนกันเข้าเมือง
ชวนกันเข้าเมือง
ตอนนี้สัญญาณพักเที่ยงดังขึ้นแล้ว ทำให้ทั้งสามคนไม่ต้องกลับไปทำงานอีก เลยกินมื้อเที่ยงด้วยอาหารที่ซ่งอวี้เหมยทำไว้
การที่ไม่ได้กินอาหารจานเนื้อมานาน เมื่อได้กินทุกคนจึงมีสีหน้าตื่นเต้นและกินอาหารร่วมกันอย่างอร่อย แต่ก็หยิบกินกันพอประมาณเพราะกลัวอาหารหมด จนซ่งอวี้เหมยยิ้มและบอกกับทุกคนว่า
“กินกันให้หมดเลยค่ะ เดี๋ยวมื้อเย็นค่อยทำใหม่”
“ไม่ได้หรอกลูก เดี๋ยวทำอาหารจานเนื้ออีก พวกชาวบ้านได้กลิ่นจะมาหาเรื่องอีก”
คนเป็นแม่ไม่อยากให้เกิดเรื่องอีก จึงบอกกับลูกสาว
“โธ่..แม่กินให้หมดเถอะ อย่าลืมว่าหัวหน้าหลิวให้เงินและเนื้อฉันมามากพอสมควรนะ ต่อจากนี้เราทำอาหารจานเนื้อได้โดยไม่ต้องปิดบังใคร รวมถึงทำซาลาเปาขายด้วย ฉันจะอ้างว่าเอาเนื้อที่หัวหน้าหลิวให้มาทำอาหาร และวันต่อไปก็จะบอกว่าเอาเงินที่ได้มาไปหาซื้อเนื้อในเมือง และฉันคิดว่าช่วงบ่ายนี้ทุกคนไม่ต้องทำงานแล้ว พวกเราไปหาเงินและซื้อของเข้าบ้านกันดีกว่า”
ซ่งอวี้เหมยบอกสิ่งที่เธอวางแผนไว้ให้ทุกคนฟัง และเอ่ยชวนทุกคนไปในเมืองอีกด้วย
“พี่ใหญ่ พี่มีมิติวิเศษแล้ว ทำไมยังต้องไปซื้อของให้เปลืองเงินอีกล่ะ” น้องชายถามอย่างสงสัย
“เราแค่แกล้งทำทีว่าซื้อมาเพื่อไม่ให้ชาวบ้านสงสัย แล้วพอไปถึงในเมือง พี่จะพาทุกคนเข้าตลาดมืดเพื่อไปขายของอย่างไรล่ะ ส่วนเสื้อผ้าหรือของอื่น ๆ รอให้ขายซาลาเปาอีกสักหน่อย แล้วค่อยเอาทยอยออกมา
วันนี้ที่ชวนไปพร้อมกัน ก็เพื่อจะได้ไปดูป้ายประกาศด้วยว่า จะมีการเปิดสอบเทียบเลื่อนชั้นเมื่อไร และจะได้พาอาหมิงไปซื้อหนังสือด้วย อาหมิงจะได้เตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ”
หญิงสาวอธิบายให้น้องชายฟังอย่างใจเย็นและเป็นขั้นเป็นตอน
เรื่องที่ส่งน้องชายเรียนจนจบมหาวิทยาลัย หญิงสาวไม่ได้พูดเล่น เธอจะทำจริง ๆ อย่างน้อยน้องชายคนนี้ในอดีตเรียนเก่งมาก แต่เพราะอยากช่วยครอบครัวทำงานหาเงินเข้าบ้าน เลยตัดสินใจออกจากโรงเรียน
เมื่อได้ยินสิ่งที่ซ่งอวี้เหมยบอกมา ทั้งสามคนจึงพยักหน้ารับอย่างยินดี จากนั้นจึงนั่งกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข และพร้อมที่จะเริ่มมีชีวิตใหม่หลังจากนี้
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสามคนมีความสุขมากที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงตัวเองของซ่งอวี้เหมยต่างหากล่ะ!
หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว ซ่งไห่ถังจึงกลับไปที่คอมมูนเพื่อลางานช่วงบ่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่ดูแลเวลางานของทุกคนได้แต่แปลกใจ เพราะคนบ้านซ่งขอลางานทั้งบ้าน แต่ก็ยอมให้ลาโดยไม่ถามเหตุผล
เมื่อเข้ามาถึงในเมือง ที่แรกที่ไปก็คือไปดูประกาศก่อนว่า ทางโรงเรียนมัธยมปลายนั้น เปิดให้สอบเทียบชั้นเมื่อไร คำตอบที่ได้รับคือเพิ่งสอบไป เลยต้องรออีกครั้งคราวหน้า
ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจมาที่ตลาดในเมืองก่อน เพื่อดูว่าพอจะขายอะไรได้บ้างไหม แต่เพราะเมืองนี้ติดชายแดน ความเจริญจึงยังมาไม่ถึง และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ยังเป็นที่ต้องการของทุกครัวเรือน ทว่ากลับไม่มีใครขายได้อย่างโจ่งแจ้งสักเท่าไร แต่ก็สามารถซื้อที่ร้านค้าสหกรณ์ได้เลย โดยต้องมีคูปองอาหารร่วมในการจ่ายกับเงินสด และแต่ละวันก็มีขายอย่างจำกัดจำนวน
“พ่อว่าเราน่าจะไปขายในตลาดมืดดีกว่านะ ถึงแม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปบ้างแล้ว แต่สินค้าในตลาดมืดก็ยังเป็นที่ต้องการ”
คนเป็นพ่อเสนอขึ้นมา เขามองว่าหากลูกสาวต้องการขายของ ควรจะไปเริ่มต้นที่ตลาดมืด แต่ถ้าอยากขายอาหาร ก็ควรหาทำเลอย่างตลาดทั่วไป หรือตามริมถนนที่เมืองนี้อนุญาต
“นั่นสิ แม่เห็นด้วยนะ แม่ได้ข่าวว่าตลาดมืดยังเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป เพราะไม่ต้องใช้คูปองและมีสินค้าหลากหลาย หากลูกจะขายพวกวัตถุดิบประกอบอาหาร น่าจะขายที่นั่นได้ง่ายกว่า หรือไม่อย่างนั้นคงต้องหาขายส่งตามร้านอาหาร แบบนี้จะไม่โดนเพ่งเล็งถึงที่มาของสินค้า” หวังซิ่วจินเห็นด้วยกับสามี จึงเสนอขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นเราไปตลาดมืดกันเถอะค่ะ อย่างน้อยวันนี้เราต้องหาเงินกลับบ้านให้ได้ ฉันจะเริ่มหาเงินตั้งแต่วันนี้ หากที่นี่ขายดี ฉันจะเข้าเมืองมาขายของทุกวันเลย” ซ่งอวี้เหมยพูดยืนยันหนักแน่นว่า วันนี้จะต้องหาเงินกลับบ้านให้ได้
‘ฉันจะไม่ยอมเดินตามเนื้อเรื่องที่นักเขียนได้วางไว้หรอกนะ แต่ฉันจะวางเส้นเรื่องและกำหนดชะตาชีวิตตัวเองและครอบครัวใหม่ ฉันจะทำทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น’
หญิงสาวคิดอยู่ในใจ เธอมองรอยรอยยิ้มและท่าทีตื่นเต้นของพ่อแม่และน้องชาย ก็ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุข เธอไม่เสียใจเลยที่บอกเรื่องมิติกับพวกเขา
‘ฉันจะทำหน้าที่ดูแลพวกเขาต่อจากเธอเอง แม้ว่านี่จะเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรฉันก็ขอให้เธอไปสู่ภพภูมิที่ดีนะซ่งอวี้เหมย’ เธอได้แต่พูดในใจ
จากนั้นทุกคนในครอบครัวเดินเข้าตลาดมืดพร้อมกับบอกรหัสอย่างถูกต้อง เนื่องจากหวังซิ่วจินมาซื้อของที่ตลาดมืดแห่งนี้หลายครั้งแล้ว
เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาแล้วก็มองหาที่ทางเพื่อจะวางของขาย ดีหน่อยที่ทุกคนสะพายตะกร้ามาด้วย แล้วยังมีผ้าปิดไว้ ทำให้พอหาที่จะวางของขายได้ ซ่งอวี้เหมยจึงให้น้องชายปูผ้า แล้วเธอก็ทำทีเอาสินค้าจากตะกร้าออกมาวางไว้
