14
“อ๊าว !...” ปานอัปสรชักจะเลิ่กลั่ก ยังไงกันวุ้ย.....
“ไม่ต้องเดามั่วไปหรอก ผมเป็นแพทย์นิติเวช....”
หญิงสาวสะดุดกึก นึกถึงโครงกระดูกในห้องขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเป็นของจริงหรือแค่โมเดล ซ้ำยังขาดของผู้หญิงอีกต่างหาก.....ไม่นะ......ปานอัปสรจะไม่ยอมอยู่เป็นโครงกระดูกคู่ของโครงกระดูกผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเด็ดขาด.....อยู่ ๆ ก็ขนลุกซู่ จนต้องกอดตัวเอง
“คิดบ้าอะไรของคุณ” อลันอดหมั่นไส้ไม่ได้ ยัยตัวแสบทำหน้าตาราวกับเผชิญหน้าอยู่กับฆาตกรโรคจิต คงจะคิดมั่วซั่วจนฟุ้งซ่าน
“ปะ...เปล่า..เอ่อ....ความจริงก็คิดนิดหนึ่ง....ฉันว่าโครงกระดูกของฉันมันคงจะไม่ขาววาววับน่ามอง คงจะผุกร่อนแหว่งเว้า ไม่สมบูรณ์เหมือนในห้องนั้นแน่เลยอ่ะ”
“หึหึ....ผมตกแต่งให้สวยขึ้นได้” ชายหนุ่มนึกสนุก ยัยบ๊องส์นี่ช่างมีความพยายามเหลือเกินเสียดาย........หากหล่อนฉลาดมากเท่าความพยายามคงไม่หลงหลอกตัวเองจนหัวปั่นแบบนี้
“ไม่นะคะคุณหมอขา...ได้โปรดเมตตาลูกนกลูกกาคนนี้ด้วยเถอะค่ะ ขืนให้ฉันตายตอนนี้ ฉันคงเป็นผีที่มีปมด้อย เกิดมาทั้งทีสามีก็หาไม่ได้ ซ้ำร้ายยังจะถูกจองจำเอาไว้กับโครงกระดูกกำยำของผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ เนื้อคู่ก็ไม่ใช่แต่ต้องกลายเป็นกระดูกคู่กันตราบชั่วนิจนิรันดร” ปานอัปสรทิ้งร่างรูดลงกับพื้นอย่างหมดแรง เกาะแข้งเกาะขา...น้ำตาไหลพรากโดยไม่ต้องบีบให้เสียเวลารู้สึกหวาดผวาแต่ก็ไม่รู้จะพึ่งพาใคร ได้แต่ทำใจดีสู้เสือ...หวังว่าเขาจะยกเว้นให้
“ผมสัญญาว่าจะยอมให้คุณตายตามอายุขัยเท่านั้น” อลันดึงตัวนางแบบสาวให้ยืนขึ้นมาด้วยกิริยาอันอ่อนโยน เขาเริ่มรู้สึกผิดที่กลั่นแกล้งหล่อนจนเกินขอบเขต พร้อมกับพูดเนิบ ๆ แต่หนักแน่นแฝงไปด้วยความนัย เขาไม่เคยเจอใครสร้างความประหลาดใจให้ เหมือนกับผู้หญิงคนนี้เลย
“คุณไม่มีวันเข้าใจหรอก......ฮึก.......กว่าฉันจะมาอยู่จุดนี้ได้มันลำบากยากเข็ญแค่ไหน....แล้วดูตอนนี้สิ....ฉันเหลืออะไร...คนใจร้ายพวกนั้นทำให้ทุกอย่างพังครืนลงมา พวกเขาเกลียดอะไรฉันนักหนา ฉันยังงงอยู่เลย...ฮือ ๆ ๆ .....” ความในใจพรั่งพรูออกมา ปานอัปสรบ่อน้ำตาแตกเปียกชื้นฉ่ำแฉะลามไปถึงอกเสื้อของหมอหนุ่ม ที่ยืนกอดปลอบแม่เนื้อนุ่ม ไม่คิดว่าผู้หญิงติงต๊องอย่างหล่อนจะเก็บกดเรื่องราวความในใจเอาไว้มากมายถึงเพียงนี้
“ผมขอโทษที่ทำให้คุณกลัว” อลันกระซิบเสียงนุ่ม มือใหญ่ลูบหลังไหล่ให้อย่างปลอบโยน
ปานอัปสรสงบลง เริ่มซึมซับความอบอุ่นเข้าไว้ในหัวใจ จะเป็นอะไรไหมถ้าจะขออยู่ตรงนี้นาน ๆ
“นี่คุณ ได้ทีหลับตาพริ้มเชียวนะ” เสียงทุ้มดังอยู่เหนือศีรษะ รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ใจร้ายอ่ะ....” หญิงสาวทำหน้าเซ็ง กำลังเคลิ้มคิดว่าอยู่ในอ้อมแขนของชายคนรัก...เฮ้อ...เขาก็แค่เวทนาคนสติแตกเท่านั้นแหละ...อย่าฝันเฟื่อง....หญิงสาวได้แต่เตือนตัวเอง
“ผมจะไปดูไร่สตรอว์เบอร์รี่ ถ้าอยากไปก็เช็ดน้ำตาซะ” ชายหนุ่มสั่งเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่ก่อเกิดในใจ
นั่นไง...ว่าแล้วเชียว อีตาหมอผีคนเดิมกลับมาอีกแล้ว .....มันน่าจับลงหม้อแล้วถ่วงน้ำให้เข็ด.....
“คุณหมอจ๊ะ....คุณหมอ...ช่วยดูไอ้เป้งหน่อยเถอะค่ะ” นางเอิบเดินแกมวิ่งหน้าตาตื่นตระหนก เข้ามาหาคุณหมอหนุ่มกับเมียสาวตามความเข้าใจของนาง
“เป้งเป็นอะไรเหรอเอิบ” ชายหนุ่มถามอย่างใส่ใจด้วยรู้จักคุ้นเคยกันดี
“ไม่รู้จ่ะ มันบ่นปวดท้องตั้งแต่เมื่อวาน อิฉันก็นึกว่ามันหายแล้ว ก็เลยออกไปทำไร่พอกลับเข้าบ้านก็เห็นมันนอนดิ้นอยู่นี่ล่ะจ่ะ จะพามันไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลมันก็ลุกไม่ไหว ขยับตัวหน่อยก็ร้องจะเป็นจะตาย” นางเอิบน้ำตาไหล ด้วยมีลูกชายคนเดียวหวังว่าจะได้พึ่งพายามแก่เฒ่าอยู่ ๆ ก็มาเจ็บหนัก
อลันเดินตามนางเอิบเข้าไป เห็นเป้งนอนหน้าซีด เหงื่อเม็ดใหญ่ ๆ เต็มใบหน้าอาการไม่ค่อยดี เขาลงมือตรวจอาการของเด็กชาย ก่อนจะบอกกับนางเอิบว่าต้องส่งเป้งไปผ่าตัดด่วน น่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ….ชายหนุ่มไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร จึงวินิจฉัยจากการตรวจเบื้องต้น แต่อาการของเป้งค่อนข้างจะชัดเจน
“แต่ว่า.....” สีหน้าท่าทางของคนที่เป็นแม่มีแต่ความวิตกกังวล ลำพังจะพาไปส่งโรงพยาบาลที่ตัวอำเภอก็ยากเย็นแล้ว ไม่รู้ว่าลูกชายจะทนไหวไหม
“ไม่ต้องห่วงนะเอิบเดี๋ยวฉันจัดการให้” อลันออกไปโทรศัพท์สักพักก็กลับเข้ามาบอกคนเป็นแม่ให้คลายกังวล เพราะจะส่งไปทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ส่วนหญิงสาวก็ได้แต่คุยปลอบใจคนเป็นแม่
