11
อลันหัวเราะในลำคอ หยิบถุงที่บรรจุเม็ดสีดำ ๆ บางอันก็สีน้ำตาลรูปร่างต่างกัน ดูไม่ออกว่ามันคืออะไรออกมาจากเป้จากนั้นก็เอากิ่งไม้อันเล็ก ๆ แข็ง ๆ ขุดคุ้ยดินลงไปไม่ลึกมากก่อนจะฝังเจ้าเม็ดดำ ๆ ลงไปแล้วก็กลบไว้เหมือนเดิม
“อะไรเหรอคุณ” ปานอัปสรมองอย่างสนใจ
“สมุนไพร”
“แล้วตรงนี้ที่ของใครคะ”
“ผืนป่าแผ่นดินไทย”
“แล้ว...ทำเพื่อ?” ทั้งคำถามและหน้าตาเต็มไปด้วยคำถาม แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“จะตามมาทำไม ผมจะไปปลูกตรงโน้น” อลัน แบ่งเมล็ดพันธุ์ให้หญิงสาวปลูกบริเวณนี้ ส่วนตัวเองย้ายไปที่ไกลกว่า
“ไม่เอาอ่ะ ไปไหนไปด้วยกัน” ปานอัปสรยืนยันหนักแน่น ซ้ำยังลุกขึ้นยืนคล้องแขนของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย หากกระโดดเกาะได้เจ้าหล่อนคงทำไปแล้ว
“อย่าเรื่องมากน่า เดี๋ยวไม่เสร็จเหลืออีกตั้งเยอะ” เอ่ยว่าอย่างรำคาญ
“งั้นก็ช่วยกันปลูกเร็ว ๆ สิคะ” ปานอัปสรดึงแขนคนตัวโตให้นั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะรีบขุดคุ้ยอย่างแข็งขัน ย้ายที่ไปตรงไหนก็ไปปลูกด้วยกันตรงนั้นอีกคนขุดอีกคนฝัง บางทีก็ขุดดินกระเด็นใส่กันบ้าง อะไรบ้าง กว่าจะเสร็จ ทั้งหน้าตาหัวหู มอมแมมไปตาม ๆ กัน
“สนุกจัง หมดแล้วแน่เหรอคุณ ดูดี ๆ ดิ” หญิงสาวยิ้มดวงตายิบหยี ชะโงกไปมองมือที่ควานหาของในเป้...ลุ้นว่าเผื่อจะมีเมล็ดพันธุ์หลงเหลืออยู่บ้าง
ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สบสายตานิ่งนาน ปานอัปสรไหล่สั่นก่อนจะเป็นฝ่ายหัวเราะขึ้นมาพลางชี้หน้าคมเข้ม ที่มีดินสีดำติดอยู่ปลายจมูกอย่างขบขัน
“หัวเราะดีนักใช่ไหม” มือใหญ่ลูบใบหน้าสวยหวานจนเปลี่ยนเป็นดำเหมือนถ่านในพริบตา ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาบ้าง อย่างชอบใจ
“คุณอลัน จะบ้าหรือไงถ้าหน้าฉันพังล่ะน่าดู” ปานอัปสร ค้อนตาคว่ำ หน้าตาสำคัญไม่แพ้รูปร่างเพราะใช้มันประกอบอาชีพ หล่อนจึงเฝ้าดูแลทะนุถนอมอย่างดี
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า สิวไม่กล้าขึ้นหน้าคุณหรอก...เห็นไหมแข็งแรงจะตาย” ชายหนุ่มดึงแก้มทั้งสองข้างดึงโยกตามอำเภอใจ เพื่อยืนยันว่าหน้าของหล่อนแข็งแรงจริง
“อร๊ายยย.......อีตาหมอบ้า อย่าอยู่เลย” ปานอัปสรฉุนจัด โถมตัวเข้าหาอลันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกระหน่ำตีสะเปะสะปะ ในขณะที่ร่างหนาเอนราบลงกับพื้นโดยเกาะเกี่ยวเอวคอดเอาไว้แนบแน่น .......กว่านางแบบสาวจะรู้ตัวว่าเสียรู้คนตัวโต ก็เมื่อปลายจมูกแทบจะชนกันอกใจไหวหวั่นตะครั่นตะครอ...เออหนอปานอัปสรหล่อนจะมาหวั่นไหวกับเกย์ไม่ได้นะยะ.........
“ลุกออกไปได้แล้วคุณ แน่ใจนะว่าเป็นนางแบบ” อลันใช้ปลายนิ้วผลักเบา ๆ ที่หน้าผากของคนที่นอนทับอยู่ด้านบนหลังจากเผลอมองกันนิ่งนาน
“เฮอะ......ฉันนี่แหละ ปานอัปสรฉายานางฟ้าบนแคทวอล์ค ไม่เคยได้ยินหรือไงคะ” หญิงสาวขืนตัวเอาไว้ อวดอ้างอย่างภาคภูมิใจ จนลืมไปว่าลอยหน้าลอยตาพูดอยู่เหนือใบหน้าคมดุไม่ถึงคืบ
“นางแบบอะไร ตัวหนักฉิบ.....” คราวนี้อลันกระชับเอวคอดกิ่วด้วยสองฝ่ามือ แล้วยกเรือนร่างระหง ออกจากตัวเองก่อนที่อะไร ๆ ในร่างกายของเขาจะลุกขึ้นผงาดง้ำ สวนทางกับคำพูด
“ฉันเนี่ยนะหนัก...” ปานอัปสรหน้างอเป็นจวัก รีบหยัดกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล....เชอะ...ทำมาเป็นรังเกียจชะนี...อย่ากลับใจทีหลังก็แล้วกัน......หรือเราจะแกล้งปลุกปล้ำอีตาคุณหมอหน้านิ่งให้แต๋วแตกซะดีไหมเนี่ย......ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า
“เป็นบ้าอะไรของคุณ.....หรือว่าหิวจนเพี้ยน” อลันส่ายหัวให้กับความไม่เต็มเต็ง เขานึกภาพไม่ออกเลยถ้าไม่ได้เห็นกับตาว่าหล่อนจะโก๊ะ ๆ แบบนี้....แต่ก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน...อืม...ต้องไม่ใช่อย่างนี้สิ...อย่าลืมว่าหล่อนเคยหมิ่นศักดิ์ศรีทางที่ดี คือต้องเอาคืนให้สาสมถึงจะถูกต้อง.......อลันเตือนตัวเอง
“จริงสิ...กี่โมงแล้วคุณ” ปานอัปสรยืดคอขึ้นมองนาฬิกาข้อมือของชายหนุ่ม ที่คาดอยู่ที่ข้อมืออีกด้านหนึ่ง ทำให้เขาลุกหนีไม่ยอมตอบคำถาม เดินนำไปที่มอเตอร์ไซด์แล้วก็ก้าวขึ้นคร่อม ส่งสายตากดดันให้นางแบบสาวตามมา
“อะไรกันคุณ ถามแค่นี้ตอบหน่อยไม่ได้เหรอ”
“แล้วคุณไม่พกมาเองล่ะ ดูเอาเถอะ ใส่มาแต่ของที่หาประโยชน์ไม่ได้ สร้อยแหวนกำไล ต่างหูมันใช้ดูเวลาได้ที่ไหน” วาจาร้ายกาจ สาดเข้าใส่ไม่ยั้งหวังให้หล่อนเจ็บ
“โอ้โห...มากไปหรือเปล่า ทำไมต้องด่ากันขนาดนั้นด้วย ไอ้ที่ฉันใส่มาน่ะ มันบ่งบอกรสนิยมอันเป็นเลิศของฉันย่ะ....เชอะ...” อีตานี่อารมณ์เสียมาจากไหนวุ้ย หรือว่าอยากใส่บ้างแต่ไม่กล้า เลยอัดอั้นตันใจ….โถ......คนสวยอภัยให้ก็ได้เห็นแก่อิเจ๊ที่ต้องปกปิดตัวตนหรอกนะ.......
“จะกลับไหมบ้านน่ะ หรือจะอยู่รอเจ้าลายพาดกลอนที่นี่”
“กลับดิ...แหม...คุณก็หงุดหงิดไปได้”ปานอัปสรวิ่งพรวดเดียวขึ้นมานั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์อย่างเรียบร้อย อย่าว่าแต่เสือเลย น้องแมวหล่อนยังกลัว......
