บทที่ 5
ถอดชุดทั้งหมดให้ข้าเสียที
บานประตูตำหนักบรรทมปิดลงอย่างเงียบงัน ภายในมีเพียงแสงตะเกียงที่ส่องผ่านม่านบาง โอบห้องทั้งห้องไว้ในแสงวูบไหวชวนให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
หลี่อวี้เฟินยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าเขา ไม่กล้ากวาดตามองไปรอบห้องหรือบนร่างบุรุษผู้นั่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวตรงหน้า ถัดไปนั้นเป็นถังน้ำขนาดใหญ่สำหรับให้เขาอาบน้ำล้างตัว
“เหตุใดมาช้านัก” เสียงเย็นนิ่งเอ่ยขึ้นเป็นคำทักทายแสนจะน่าขนลุก
นางชะงักพยายามหาเหตุผล ก่อนตอบเสียงเบา “หม่อมฉันไม่ทราบว่าจะทรงเรียกใช้อีก...หลังจาก-”
“ช่างเถอะ”
คำพูดถูกตัดบทในพริบตา นางเม้มปากแน่น ฝ่ามือบีบกันเบา ๆ อย่างควบคุมอารมณ์
เขาเหลือบตามองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเล็กน้อยแล้วถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออก ยื่นให้โดยไม่ต้องกล่าวคำใดให้มากความ
“ช่วยถอดชุดให้ข้า ข้าจะอาบน้ำ”
น้ำเสียงนั้นทั้งเรียบเฉียบคม เต็มไปด้วยอำนาจแบบที่ใครก็ขัดไม่ได้ มือของอวี้เฟินเอื้อมไปรับผ้าแล้วเริ่มเดินเข้าไปช่วยเจ้านายผู้มีอารมณ์แปรปรวนปลดชุดชั้นในสุดอย่างระมัดระวัง พยายามเบามือแม้หัวใจของนางจะเต้นแรงรัวไม่หยุดก็ตาม
เมื่อถอดผ้าชั้นในไปได้ก็ค่อย ๆ เผยเรือนกายกำยำภายใต้แสงตะเกียง นางได้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นได้รูปที่แนบเนื้ออยู่ใต้ผ้าบางเบาที่นางเป็นคนถอดเองกับมือ ทุกส่วนดูแข็งแรงราวกับสลักจากหินอ่อน เส้นเอ็นแนวเฉียงที่ทอดจากสีข้างลงไปยิ่งทำให้ลมหายใจของนางสะดุด
...จิ้นอ๋องเป็นบุรุษที่งดงามแข็งแรงยิ่ง
เป็นความคิดที่ผุดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่ความใกล้ชิดตรงหน้า กับร่างกายที่ดูทั้งแกร่ง ทั้งสง่างาม ในระยะที่นางยื่นมือไปถึงได้ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำอย่างเงียบเชียบ
จิ้นอ๋องนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีคำพูดแม้แต่คำเดียวแต่ก็ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่านางกำลังมองสำรวจเรือนกายของเราอยู่...
ใบหน้าของนางแดงจัดแต่ยังฝืนความรู้สึกที่มี เดินหน้าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
“เจ้าจะขมวดคิ้วใส่ร่างกายข้าไปถึงเมื่อใด”
เสียงเรียบนั้นเอ่ยขึ้นพลางยื่นมือมาจิ้มตรงหว่างคิ้วของนางเบา ๆ ปลายนิ้วของเขาอุ่นร้อน สัมผัสแผ่วนั้นช่างขัดกับความเคร่งขรึมของน้ำเสียงนัก
แต่สัมผัสเมื่อครู่ทำให้อวี้เฟินสะดุ้งเฮือก รีบถอยห่างออกมาทันที นางทั้งตกใจ ทั้งขัดเขิน และทันใดนั้นเอง…
“ถอยไปไย ถอดชุดทั้งหมดให้ข้าเสียที”
นางอึ้งไปชั่วครู่
“…รวมถึงกางเกงด้วยหรือเจ้าคะ”
“เจ้าคิดว่าข้าจะอาบน้ำทั้งที่ยังใส่มันอยู่หรือ”
น้ำเสียงเรียบแต่มีเหตุผล ราวกับไม่รู้เลยว่าคำสั่งเช่นนี้จะทำให้สตรีที่ไม่เคยสัมผัสชายใดต้องหน้าแดงจนแทบไหม้
มือของอวี่เฟินยื่นไปยังขอบผ้าที่เอวของเขา ก่อนคุกเข่าลง เพื่อถอดกางเกงให้เขา แล้วในจังหวะที่ถอดกางเกงลงต่ำอวี้เฟินก็รีบเบือนหน้าหนีแล้วหลับตาแน่นทันควัน ดวงหน้าแดงระเรื่อยิ่งกว่าลูกท้อสุกเสียอีก
อย่ามอง อย่าคิด อย่าใจเต้น… เป็นหน้าที่ เป็นหน้าที่...
แต่ขณะที่หลับตานั้นนางก็เอื้อมมือไปคลายเชือกผูกด้านข้างอีกนิด เป็นตำแหน่งที่นางจดจำไว้ก่อนหลับตาเช่นนี้
จนกระทั่งมือของนาง…เผลอเคลื่อนไปสัมผัสสิ่งที่ไม่ควรสัมผัสเข้าเสียแล้ว !
อวี้เฟินสะดุ้งสุดตัวอย่างควบคุมไม่อยู่ มือชะงักกลางอากาศ เมื่อกี้…มันคือสิ่งใด เท่าที่จำได้ก่อนถอดกางเกงไม่เห็นว่ามีสิ่งกีดขวางลักษณะเป็นแท่งแข็งตึงนี่นา แต่พอลืมตาดูเท่านั้นแหละนางก็เข้าใจได้ทันที
บรรยากาศในตำหนักเงียบงัน ราวกับแม้แต่เสียงลมหายใจยังไม่กล้าเล็ดลอดออกจากรูจมูก
...นางไม่กล้าหายใจแรง ไม่กล้าขยับ ไม่กล้ามอง
แต่ชั่วขณะของความเงอะงะ เพียงจังหวะที่นางเคลื่อนศีรษะลงเพื่อขออภัยสิ่งที่ไม่ควรสัมผัสเมื่อครู่ ..สิ่งนั้นกลับเฉียดผ่านหน้าผากของนางเข้าโดยไม่ตั้งใจ
กล้ามเนื้อที่แข็งแน่นอย่างน่าเกรงขามนั่น ถูกขูดรั้งและสั่นสะเทือนชั่วเสี้ยวอึดใจ นำพาเสียงต่ำครางกระซิบหลุดออกจากลำคอของจิ้นอ๋องทันใด
“เจ้า...” เสียงของเขาเย็นจัดขึ้นแทบจะทันที “เจ้าตั้งใจล่อลวงข้าใช่หรือไม่!”
เสียงตวาดนั้นดังลั่นในความเงียบ วูบหนึ่งเหมือนฟ้าแลบกลางห้องทำให้อวี้เฟินสะดุ้งเฮือก ฝ่ามือที่กดพื้นสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่ นางจะมาจบสิ้นชีวิตที่นี่แล้วหรือ
“หม่อมฉันเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ!”
นางยังคงก้มหน้ากล่าวเสียงสั่นเครือด้วยความตกใจไม่คลาย
ทว่าคำพูดต่อมานั้นทำให้นางนิ่งค้างไปทันใด น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเยือกเย็นไร้หนทางปฏิเสธ
“ไม่ต้องพร่ำแล้ว เจ้าเงยหน้าขึ้นเดี๋ยวนี้!”
นางรู้ดี...รู้ว่าหากเงยหน้า สิ่งแรกที่นางจะต้องปะทะคืออะไร คือ สิ่งที่นางเพิ่ง...เผลอสัมผัสไปเมื่อครู่
ทว่าอวี้เฟินนั้นยังไม่ทันจะคิดคำกล่าวขอผ่อนผัน เสียงของเขาก็แทรกขึ้นอีกครา สั้น และเยียบเย็นกว่ายิ่งกว่าเดิม
“ถ้าไม่เงย...ข้าจะฆ่าเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
หลี่อวี้เฟินกำมือแน่น สูดลมหายใจลึก ก่อนจะยอมจำนนต่อคำสั่ง ศีรษะเล็กค่อย ๆ เงยขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่ขณะเดียวกันเปลือกตาของนางกลับปิดสนิทแน่นราวกับผนึกด้วยเส้นด้าย
จิ้นอ๋องมองนางจากที่สูง ดวงตาเข้มขรึมไม่แสดงอารมณ์ แต่ในอกกลับร้อนลุกเป็นไฟหลายอย่างหลอมรวมกัน ...เพียงแค่นางหลับตาในท่าคุกเข่าตรงหน้าเขา...ร่างของเขากลับขึงตึงขึ้นกว่าทุกครา เขาแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้เช่นนี้เสียแล้ว
เขากัดฟันกรอด สูดหายใจลึกแล้วตะคอกอีกคำ
“ลืมตาเดี๋ยวนี้!”
นางสะดุ้งอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะฝืนลืมตาขึ้นในที่สุด สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าในระยะเพียงคืบ...กลับทำให้นางแทบหยุดหายใจ
ร่างสูงตระหง่าน ยืนเปลือยเปล่าต่อหน้าในระยะที่แสงสะท้อนกระทบ เงาทุกส่วนชัดเจน สิ่งที่นางเคยสัมผัสไปเมื่อครู่ ชี้หน้าท้าทายอยู่ใกล้แทบจะจิ้มปลายจมูกของนาง
สิ่งนั้นของจิ้นอ๋องนี้ ช่างน่าครั่นคร้ามเกินไปแล้ว…
หลี่อวี้เฟินหลับตาปี๋อีกครั้งในพริบตา ใบหน้าร้อนวาบเหมือนโดนเพลิงพ่นทั่วทั้งกาย
เสียงลือในวังที่ว่าจิ้นอ๋องเด็ดขาด โหดเหี้ยม และไม่ให้อภัยดังสะท้อนขึ้นในหัวชัดเจน นางไม่กล้าขยับแม้ปลายนิ้ว ไม่กล้ากระทั่งเผลอหายใจแรง
