บท
ตั้งค่า

บทที่ 4.1

เดี๋ยวไล่เดี๋ยวเรียก

“นางกำนัลหลี่!”

อวี่ขันทีเดินตรงเข้ามาพร้อมถาดไม้เนื้อดีซึ่งวางของว่างจัดเรียงอย่างประณีตอยู่ด้านบน

“ท่านอ๋องเรียกเจ้าไปพบที่ห้องทรงหนังสือ นี่คือของว่างสำหรับพระองค์ เจ้านำไปให้ด้วยตัวเอง”

หลี่อวี้เฟินเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะรับถาดไว้ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง

“จงจำไว้อย่างหนึ่ง...” อวี่ขันทีลดเสียงต่ำ ขณะช่วยจัดมุมถาดให้เรียบร้อยไปพลาง “อย่าวางถาดให้เกิดเสียง อย่าส่งเสียงดัง อย่าขัดจังหวะเมื่อพระองค์ทรงหนังสือ และอย่าทำให้รู้สึกว่าตนเองมีตัวตนมากเกินควรเข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะ ข้าจะระวังที่สุด” นางตอบรับทันที นางต้องขอบใจอวี่ขันทีที่แนะนำนาง

อวี้เฟินสูดลมหายใจลึก เตรียมพร้อมแล้วเดินตรงไปยังเรือนทรงหนังสือซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของตำหนัก เมื่อมาถึง ขันทีเฝ้าประตูเปิดบานประตูให้เงียบที่สุดอย่างชำนาญเพื่อไม่ให้บานไม้เสียดสีกันแม้แต่น้อย

หลี่อวี้เฟินก้าวเข้าไปอย่างสงบ ถาดของว่างในมือไม่สั่นแม้แต่น้อย นางย่อตัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ จากนั้นจึงเดินไปด้านในอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

สายตากวาดไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ผ้าม่านบางเบาโอบล้อมแสงตะเกียงที่สาดส่องไปทั่วร่างเขา ชุดคลุมสีเข้มและเรือนกายที่นั่งนิ่งนั้นมีแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัว

นางไม่กล้าขัดจังหวะ จึงหยุดยืนอยู่ข้างประตูอย่างสงบ ถาดยังคงอยู่ในมืออย่างมั่นคง

เสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจก็ดังขึ้นอย่างเฉียบคม

“จะยืนมัวอยู่ตรงนั้นอีกนานหรืออย่างไร รอให้ของนั่นหายร้อนก่อนหรือ”

นางสะดุ้งวูบ ร่างแทบกระตุกด้วยแรงตกใจ

“เพคะ!”

นางรีบสาวเท้าเบา ๆ เข้าไป หยุดอยู่หน้าโต๊ะและวางถาดลงให้เบาที่สุด ริมฝีปากเม้มแน่นขณะพยายามไม่ให้เกิดเสียงใด ๆ เมื่อวางเรียบร้อย นางก็หมุนตัวจะก้าวถอยออกมาอย่างเงียบ ๆ ทว่ากลับมีเสียงดุดันสั่งตามมา

“หยุดอยู่ตรงนั้น ข้าบอกให้เจ้าไปแล้วหรือ?”

ฝีเท้าของอวี้เฟินชะงักกลางคันทันที ร่างแข็งเกร็งไปทั้งแผ่นหลัง นางค่อย ๆ หันกลับมา ย่อตัวลงเล็กน้อย แสดงความเคารพ

“เพคะ...หม่อมฉันยังไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์”

แต่ในใจนั้นกลับกำลังเดือดพล่าน นางอยากจะเอาถาดในมือนี่ฟาดหัวให้หายหงุดหงิดเลยตอนนี้ !

จิ้นอ๋องฉีเหวินหยวนเหลือบตามองนาง มุมปากกระตุกเพียงเล็กน้อย เขาเดาว่านางคงกำลังเถียงในใจอยู่แน่ นางยังมีนิสัยเช่นเดิมไม่มีผิด

“เงยหน้าขึ้น”

เขาสั่งเสียงเรียบเพื่อให้นางได้มองหน้าตนเสียที เขาอยากจะเห็นสีหน้ายามได้เจอสหายเก่าบนหน้าของนาง

ฝ่ายอวี้เฟินนั้นชะงักเล็กน้อย แต่ก็จำยอมเงยหน้าขึ้นตามคำสั่ง ทว่าดวงตากลับมองเลยเขาไปด้านหลัง ไม่กล้าสบตาตรง ๆ อย่างที่อวี่ขันทีเคยเตือนไว้

ท่าทีของนางกลับยิ่งกระตุ้นความหงุดหงิดในใจเขาให้พุ่งสูงขึ้น !

“ใครใช้ให้เจ้าหลบสายตา ข้าสั่งให้เงยหน้า ไม่ได้สั่งให้มองผนัง!” เสียงตะคอกดังชัดเจน ก้องอยู่ในห้องเงียบสงัด

อวี้เฟินสะดุ้งเฮือก หลุดจากการควบคุมตัวเองในชั่วอึดใจเดียว ดวงตาของนางประสานเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทของบุรุษตรงหน้าเสียแล้ว

เงาที่มืดครึ้มรอบตัวเขาทำให้ใบหน้าแลดูน่าเกรงขาม คิ้วเข้มขมวดนิ่งราวกับไม่เคยรู้จักคำว่าผ่อนปรน ใบหน้าหล่อเหลาเฉียบคม ริมฝีปากบางเม้มแน่นราวกับไม่เคยยิ้มให้ใคร

แต่...กลับมีความหล่อเหลาแบบเฉียบคมที่ไม่อาจละสายตาได้ หลี่อวี้เฟินอึ้งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนรีบลดสายตาลงอีกครั้งอย่างลนลานเมื่อรู้ตัว

จิ้นอ๋องผู้นี้...หล่อมาก...แต่ก็น่ากลัวเหลือเกิน

ฉีเหวินหยวนมองปฏิกิริยานั้นของนางด้วยสายตานิ่ง แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้อบอุ่นแต่กลับแฝงความเจ้าเล่ห์ และแววเย้ยหยันบางอย่าง

“เจ้าคงจำข้าได้แล้วสินะ”

หลี่อวี้เฟินสะดุ้งเบา ๆ กะพริบตาหลายครั้งอย่างงุนงง

“เพคะ?”

นางตอบรับอย่างระมัดระวัง แม่จะไม่เข้าใจว่าเจ้านายตรงหน้าหมายถึงเรื่องอะไรก็ตาม

นางควรจำอะไรได้กัน ?

ความทรงจำของนางในช่วงวัยเด็กนั้นพร่าเลือนหลังอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน นางยังจำไม่ได้แม้แต่บ้านเดิมของตนเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ หากไม่เพราะมีป้ายแกะสลักชื่อที่ห้อยติดตัวที่คอ พ่อแม่บุญธรรมที่ตายไปแล้วก็คงแต่งชื่อให้นางใหม่ไปแล้ว

แต่เพื่อไม่ให้ตนผิดพลาดตั้งแต่คราแรก นางก็รีบตีเนียน เอ่ยเสียงสุภาพทันใด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel