บทที่ 3
อย่าได้ขัดพระทัยท่านอ๋องเป็นอันขาด
ห้องเครื่องของจวนจิ้นอ๋องแห่งนี้ใหญ่โตสะอาดสะอ้าน เตาไฟหลายเตาตั้งเรียงเป็นแถว ควันบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดเย็น
แม่ครัวและผู้ช่วยเดินกันขวักไขว่ บ้างกำลังล้างผัก บ้างกำลังเตรียมเนื้อสัตว์ เสียงสับมีดบนเขียงดังเป็นจังหวะไม่ขาดสาย
หลี่อวี้เฟินก้าวเข้าไปด้วยท่าทีอ่อนน้อม พลางเอ่ยเสียงเบา
“ข้าน้อยอวี้เฟิน ข้าขอช่วยงานในครัวด้วยคนเจ้าค่ะ”
บรรดาแม่ครัวหันขวับมามองนางด้วยสายตาประหลาดใจนิด ๆ ก่อนจะมีแม่ครัววัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา ยิ้มอย่างเมตตา
“เด็กใหม่หรือ เอาล่ะ มาช่วยข้าล้างผักก่อนแล้วกัน”
หลี่อวี้เฟินยิ้มรับอย่างนอบน้อม รีบเข้าไปช่วยทันที
ระหว่างที่นางก้มหน้าก้มตาล้างผักอยู่ เสียงพูดคุยของพวกขันทีและแม่ครัวในครัวก็ดังขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“เฮ้อ วันนี้จะทำอาหารอะไรดี ข้าไม่อยากโดนดุอีกแล้วนะ ครั้งก่อนเกือบได้แผลเพราะท่านอ๋องไม่พอใจอาหารเข้าให้”
เสียงถอนหายใจระคนหวาดหวั่นของขันทีหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น
อวี้เฟินชำเลืองมองพวกเขาอย่างสงสัย ก่อนเอ่ยถามอย่างฉงน “ถึงขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ ท่านอ๋องจะโกรธเพียงเพราะเรื่องอาหาร?”
ขันทีหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หันมามองนางด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนลดเสียงลงราวกับกลัวว่าความลับจะเล็ดลอดออกไป
“ข้าจะบอกเจ้าไว้อย่างหนึ่งนะ...อย่าได้ขัดพระทัยท่านอ๋องเป็นอันขาด”
แม่ครัวใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พยักหน้ารับ พลางเสริมเสียงเคร่งเครียด “ท่านอ๋องของพวกเรา...เย็นชา ดุร้าย ไม่ยอมให้ผู้ใดขัดคำสั่งแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างรสชาติของอาหารก็ตาม”
“แม้ไม่ลงโทษถึงขั้นเฆี่ยนตี แต่แววตาท่านอ๋องก็พอทำให้ขนหัวลุกได้แล้ว” แม่ครัวอีกคนเอ่ยพลางทำหน้าขยาด
ขันทีหนุ่มหัวเราะแห้ง ๆ แล้วเล่าเสริมอีกมากมาย
หลี่อวี้เฟินนิ่งฟังทุกถ้อยคำ พลางก้มหน้าล้างผักไปด้วยใจระส่ำระสาย ท่านอ๋องทรราชที่พูดถึงกันเช่นนี้...ดูท่าจะโหดเหี้ยมยิ่งกว่าข่าวลือเสียอีก เฮ้อ...
อย่างน้อยสิ่งที่ฟังมาก็อาจช่วยให้นางเอาตัวรอดได้ในตำหนักใหม่นี้และยามเย็นครานี้ !
อวี้เฟินมายืนอยู่ที่ตำแหน่งรับหน้าพร้อมนางกำนัลอีกสองสามนางและขันทีอีกกลุ่มหนึ่ง ผู้รับใช้ประจำตำหนักต่างยืนเรียงรายอย่างมีระเบียบเรียบร้อยด้านหน้าประตูใหญ่ของตำหนัก รอการเสด็จกลับของผู้เป็นเจ้านาย
อวี่ขันทีผู้ดูแลงานทั่วไปของตำหนักเดินไปมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จัดแถว จัดคนไม่ให้ขยับพร่ำเพรื่อ พร้อมเอ่ยเตือนเสียงเบา
“ท่านอ๋องใกล้จะเสด็จถึงแล้ว”
หลี่อวี้เฟินกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ นับตั้งแต่เข้าวังหลวงมา นางไม่เคยทำหน้าที่ใกล้ชิดเจ้านายเช่นนี้เลยสักครั้ง งานในครัวและลานซักล้างไม่เคยกดดันเท่าตอนนี้มาก่อน
“จิ้นอ๋องเสด็จ!”
ทุกคนในแถวยอบกายก้มหน้า โน้มศีรษะแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียง หลี่อวี้เฟินก้มหน้าตามจังหวะ ปลายตาเหลือบลงมองพื้น เพียงได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นเข้ามาใกล้ หัวใจก็เต้นถี่รัวไม่ต่างจากเสียงกลองรัว
ชายผ้าเนื้อดีสีดำสนิทปรากฏขึ้นในขอบสายตา ตามด้วยปลายรองเท้าแบบขุนนางที่ขัดเงาจนสะท้อนแสงแผ่วเบา
แต่ยังไม่ทันที่ขบวนจะผ่านไป ชายผ้าสีดำกลับหยุดนิ่ง...ตรงหน้าของนางพอดี หลี่อวี้เฟินรู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหล ร่างกายแข็งเป็นหิน ไหล่ตึงขึ้นน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
หัวใจเต้นรัวหนักกว่าเดิมจนแทบหลุดออกจากอก
จิ้นอ๋อง ฉีเหวินหยวนยืนมองนางกำนัลคนใหม่อย่างเงียบงัน แสงตะวันอ่อนตกต้องเรือนผมของนาง เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่งดงามไร้ที่ติ ดวงตาก้มต่ำไม่แสดงอาการตื่นตระหนกหรือสงสัยอันใด ทั้งที่เขา...ยืนอยู่ตรงหน้า
นางควรจะตกใจยามที่ได้พบเขาอีกครั้งหลังจากไม่เจอกันมานับสิบปีสิ หรือเพราะนางยังไม่ยลหน้าเขา หรืออาจเพราะเก็บอาการต่อหน้าทุกคน?
จิ้นอ๋องแค่นลมหายใจอย่างเยือกเย็น แล้วหมุนตัวเดินเข้าตำหนักไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหล่าข้ารับใช้ที่ก้มหน้าอยู่พากันถอนหายใจแทบพร้อมกัน ราวกับรอดพ้นจากพายุใหญ่ในใจโดยไม่ทันตั้งตัว
“เหตุใดท่านอ๋องถึงดูอารมณ์ไม่ดีนักนะ...วันนี้ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ ๆ” ขันทีหนุ่มคนหนึ่งกระซิบอย่างตึงเครียด
“นางกำนัลหลี่!”
อวี่ขันทีเดินตรงเข้ามาพร้อมคำสั่งที่สะท้านก้องในใจนาง
“ท่านอ๋องเรียกเจ้าไปพบที่ห้องทรงหนังสือ นี่คือของว่างสำหรับพระองค์ เจ้านำไปให้ด้วยตัวเอง”
