บทที่ 2
เย็นชา โหดเหี้ยม และบ้าอำนาจ
เสียงฟาดผ้าลงบนแผ่นหินยังคงดังก้องต่อเนื่องทั่วลานซักล้าง แต่แล้วความเคลื่อนไหวรอบตัวก็พลันชะงักลง เมื่อร่างหนึ่งในชุดนางกำนัลอาวุโสเดินเข้ามา
ตี้กูกู ผู้ดูแลฝ่ายซักล้างนั่นเอง
หลี่อวี้เฟินย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ตวัดสายตามองเพียงชั่วพริบตา แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้สีหน้าของกูกูผิดแผกไปจากทุกวัน ใบหน้าที่ปกติจะเย็นชาเด็ดขาด วันนี้กลับมีรอยหม่นหมองปกคลุม ราวกับมีเรื่องหนักใจบางอย่างกดทับอยู่
ยังไม่ทันที่นางจะทำอะไร บรรดานางกำนัลที่เมื่อครู่ยังหัวเราะเย้ยหยันอวี้เฟินกันอยู่นั้น ก็รีบเปลี่ยนท่าที พากันกรูเข้าไปล้อมตี้กูกู พะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ ราวกับหวังจะชุบมือเปิบให้ตนเองได้ดี
“วันนี้ลานซักล้างเรียบร้อยดีนะเจ้าค่ะกูกู” นางกำนัลผู้หนึ่งเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย
“แต่ก็มีบางคนมาสายนะเจ้าคะ เห็นจะไม่เหมาะนัก...” อีกคนรีบเสริมเสียงเจื้อยแจ้ว
ตี้กูกูปรายตามองอย่างเย็นชา ถามกลับเรียบ ๆ
“ผู้ใดกันที่มาสาย”
“อวี้เฟินเจ้าค่ะ” เสียงตอบดังขึ้นพร้อมกับสายตาหลายคู่หันมาจับจ้องนาง
หลี่อวี้เฟินเม้มริมฝีปากแน่น น้อมกายทำความเคารพอีกครั้งแล้วกล่าวเสียงสุภาพ
“เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ ขอรับผิดตามกูกูเห็นสมควร”
ในใจนางเตรียมใจรับคำลงโทษไว้อย่างเต็มที่แล้ว
บางที...นางอาจถูกลดเบี้ยหวัด ถูกเพิ่มงาน หรืออย่างเลวร้ายที่สุด อาจถูกลงโทษด้วยการโบย
แต่ทว่าคำที่หลุดจากปากของตี้กูกูกลับเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง
“เรื่องนี้...ช่างเถอะ อย่างไรก็เถอะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่หลี่อวี้เฟินจะทำงานที่ฝ่ายซักล้างแล้ว”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นรอบลาน นางกำนัลหลายคนลอบหัวเราะคิกคัก บางคนเบิกตากว้างอย่างสะใจ
“หรือว่าจะโดนไล่ออก...” เสียงกระซิบดังแผ่วจากมุมหนึ่ง
แต่ก่อนที่ความเข้าใจผิดจะลุกลาม ตี้กูกูก็เอ่ยเสียงดังฟังชัด
“พรุ่งนี้ นางจะย้ายไปเป็นนางกำนัลรับใช้ส่วนตัวของเจ้านายผู้หนึ่ง”
ทันใดนั้น ความเงียบก็โรยตัวลงฉับพลัน แม้แต่หลี่อวี้เฟินเองก็ตกตะลึง ดวงตาคู่งามเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
ย้ายข้ามจากฝ่ายซักล้าง ไปเป็นนางกำนัลฝ่ายรับใช้ส่วนตัวเช่นนี้...หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ มันเทียบได้กับการข้ามชนชั้นอย่างชัดเจน และหาได้ยากนักในวังหลวง
ในใจนางทั้งดีใจ...และทั้งหวั่นหวาด
“เอ่อ...เจ้านายที่ว่าคือพระองค์ใดหรือเจ้าคะ” นางกลั้นใจถามออกไปอย่างสุภาพ
ตี้กูกูเหลือบตามองนางครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“พรุ่งนี้เจ้าก็จะรู้เอง วันนี้กลับไปเก็บของเสีย แล้วเตรียมตัวให้เรียบร้อย อย่าให้เสียหน้าเรือนซักล้างของข้าก็แล้วกัน”
กูกูกล่าวเสียดายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เสียดาย...คนที่ทำงานได้ดีที่สุดต้องย้ายออกไปเสียแล้ว ต่อไปพวกเจ้าทั้งหลายก็ต้องทำงานหนักขึ้น”
ประโยคสุดท้ายหันไปกล่าวกับนางกำนัลทั้งหลาย จนใบหน้าหลายคนซีดเผือดลงทันควัน
“แยกย้ายไปทำงาน!” ตี้กูกูสั่งเด็ดขาด
เหล่านางกำนัลต่างรีบกลับไปยังงานของตนอย่างลนลาน เว้นแต่หลี่อวี้เฟินที่ยังยืนอึ้งอยู่กับที่
นางก้มมองฝ่ามือตนเองที่เปียกชื้นจากน้ำซักผ้า พลางกัดริมฝีปากเบา ๆ ในใจหนึ่ง นางดีใจที่ไม่ต้องตรากตรำกับงานหนักอีกต่อไป และได้เบี้ยหวัดสูงขึ้นแน่แท้
แต่อีกใจหนึ่ง...นางกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
แต่ไม่ว่าฟ้าจะกำหนดเช่นไร หลี่อวี้เฟินก็รู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เท่านั้น
รุ่งเช้าวันใหม่ ท้องฟ้ายังโปร่งใส แต่ในอกของหลี่อวี้เฟินกลับเต็มไปด้วยความประหม่า นางยืนประนมมือรออยู่หน้าเรือนพักนางกำนัลอย่างสงบ สัมภาระเพียงเล็กน้อยม้วนอยู่ในห่อผ้าเก่า ๆ ข้างเท้า
ไม่นาน ขันทีคนหนึ่งในชุดแพรเนื้อดีสีกรมเข้มก็ก้าวตรงเข้ามา
“ข้าแซ่อวี่ ตามข้ามา”
หลี่อวี้เฟินรีบย่อกายคำนับแล้วรับคำเบา ๆ “เจ้าค่ะ”
นางก้าวตามอวี่ขันทีไปตามทางเดินหินที่ทอดยาว ผ่านตำหนักน้อยใหญ่ที่สร้างอย่างประณีต บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบจนแทบได้ยินเสียงใบไม้ไหว
เมื่อเดินไกลออกมาบรรยากาศรอบตัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป อาคารตำหนักต่าง ๆ ประดับประดาด้วยไม้แกะสลักลวดลายงดงาม แต่สีโทนเข้มและการจัดวางอย่างเป็นระเบียบเคร่งครัด กลับทำให้ทุกก้าวย่างเหมือนถูกแรงกดดันบางอย่างทาบทับ
และแล้วอวี่ขันทีก็หยุดลงที่หน้าแห่งหนึ่ง
หลังคากระเบื้องแวววาวเมื่อกระทบแสงตะวัน ผนังไม้สลักลายมังกรทองแน่นหนา ขับเน้นบรรยากาศโอ่อ่าแต่เย็นชาเหมือนสระน้ำในฤดูเหมันต์
หลี่อวี้เฟินก้าวตามอวี่ขันทีเข้าไปอย่างลังเล หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ
นี่คือ...ตำหนักของบุรุษที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในวังหลวง จิ้นอ๋อง นั่นเอง
อวี่ขันทีพานางเดินชมรอบ ๆ ตำหนักอย่างรวบรัด แต่เป็นระเบียบ เขาไม่ต้องบอกนางก็รู้ได้ว่าตนต้องมาทำงานให้ตำหนักจิ้นอ๋องนี่เอง
“เรือนทางขวามือคือตำหนักบรรทมของท่านอ๋อง ส่วนเรือนกลางใช้สำหรับทรงงาน ฝั่งซ้ายมือคือเรือนครัวและที่พักของข้ารับใช้”
หลี่อวี้เฟินรับฟังเงียบ ๆ แต่เมื่อเดินมาถึงห้องพักเล็ก ๆ ข้างเรือนหลักที่เขาบอกจะให้นางพัก นางก็อดสงสัยไม่ได้
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่เหตุใดข้าจึงไม่ได้พักรวมกับผู้อื่น เช่นนางกำนัลคนอื่น ๆ หรือที่เรือนพักรับใช้ทั่วไป”
อวี่ขันทีหันมามองนางด้วยแววตานิ่งลึก ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างที่เดายากว่าแฝงความรู้สึกใด
“เพราะเจ้าเป็นนางกำนัลพิเศษ รับใช้ใกล้ชิดท่านอ๋อง ย่อมต้องอยู่ใกล้ตำหนักของพระองค์ เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้...”
หลี่อวี้เฟินขมวดคิ้วน้อย ๆ หัวใจสั่นวาบอย่างไม่เข้าใจเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ค้อมศีรษะรับ
“เจ้าค่ะ”
นางเก็บคำถามไว้ในใจ เพราะสัมผัสได้ว่าคงไม่มีใครยินดีตอบคำถามนี้มากกว่านี้อีก หลังจากอวี่ขันทีแนะนำห้องพักเสร็จ เขาก็อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ช่วงกลางวัน ท่านอ๋องมักออกไปว่าราชการนอกตำหนัก กลับมาหลังมื้อเย็น เจ้าอยู่แถวนี้ให้ดี รอให้เจ้านายเรียกค่อยเข้าไป เฝ้าให้พร้อม เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงแผ่ว
อวี่ขันทีกำลังจะผละจากไป แต่หลี่อวี้เฟินรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้นอีก
“ก่อนท่านอ๋องจะกลับมา...ข้าอยากช่วยงานในตำหนักบ้างได้ไหมเจ้าคะ”
ขันทีหนุ่มหยุดกึก มองนางด้วยแววตาแปลกใจ
“เจ้าขอ...ช่วยงาน?”
นางพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ อย่างจริงใจ
“ข้าอยากทำความรู้จักกับคนในตำหนัก อีกอย่างข้าน้อยไม่ชอบอยู่ว่าง ๆ”
อวี่ขันทีนิ่งมองนางอยู่ชั่วครู่ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างนึกขัน
“ก็ดี เจ้าขยันอย่างนี้นับว่าหาได้ยากในตำหนักหลวง เอาของไปเก็บให้เรียบร้อย แล้วไปที่ห้องครัวเถอะ น่าจะมีงานให้เจ้าทำ”
หลี่อวี้เฟินยิ้มบาง ๆ โค้งตัวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนหอบห่อผ้าเข้าไปในห้องพักของตน
นาง...กำลังจะรับใช้บุรุษที่ผู้คนต่างกล่าวขวัญถึงว่าเย็นชา โหดเหี้ยม และบ้าอำนาจ...
