บทที่ 1
นางกำนัลซักล้างผู้งดงาม
เสียงนกร้องจากสวนด้านนอกปลุกหลี่อวี้เฟินให้ตื่นจากนิทราอันหนักอึ้ง ดวงตาคู่งามลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสได้ถึงแสงแดดยามสายที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่เข้ามาแยงตา
นางขยับตัวเบา ๆ รู้สึกว่าทั่วร่างไร้บาดแผลหรือรอยฟกช้ำ มีเพียงอาการปวดหัวตุบ ๆ และความมึนงงแปลกประหลาดคล้ายคนเมายาที่หลงเหลืออยู่
สติที่ยังพร่าเลือนพยายามทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน
นางจำได้เพียงว่าถูกองครักษ์ผู้หนึ่งวางยากำหนัด แล้วรีบหลบหนีเอาชีวิตรอดในสภาพสะลึมสะลือ แต่หลังจากนั้น...เหตุการณ์ทั้งหมดกลับเลือนหายราวกับหมอกจาง
“ข้า...กลับมาที่ห้องได้อย่างไร...”
หลี่อวี้เฟินพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยขณะกวาดตามองไปรอบห้องพักรวมของนางกำนัล
รอบกายว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของสหายนางกำนัลแม้แต่คนเดียว ได้ยินเพียงเสียงไกล ๆ ของพวกนางกำลังวุ่นวายทำงานกันอยู่นอกเรือน บ่งบอกว่าตอนนี้คงสายมากแล้ว
หัวใจนางหล่นวูบ
“ตายแล้ว...สายป่านนี้ ตี้กูกูต้องดุแน่!” นางรีบผุดลุกขึ้นจากเตียง
แม้อาการปวดศีรษะจะทำให้นางโงนเงนเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดในวังหลวงกลับปลุกให้สติของนางคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว หลี่อวี้เฟินถอดชุดนอนเนื้อหยาบออกอย่างลนลาน แล้วหยิบชุดทำงานสีครามหม่นขึ้นมาสวม
ชุดนางกำนัลสำหรับฝ่ายซักล้างธรรมดา ๆ ที่มีเพียงเสื้อแขนยาวติดกระดุมข้างและกางเกงขายาวแบบเรียบง่าย ผูกเชือกคาดเอวไว้อย่างรวบรัด
นางสางผมด้วยปลายนิ้วอย่างลวก ๆ แล้วรวบตึงเป็นมวยง่าย ๆ ติดด้วยปิ่นไม้เก่า ๆ อันเดียว ก่อนคว้าเครื่องมือของนางกำนัลฝ่ายซักล้างออกจากมุมห้อง
ทุกการกระทำรวดเร็วราวกับถูกไฟลนก้นทุกชั่วขณะ
เมื่อพร้อมแล้ว นางก็รีบผลุนผลันออกจากห้องพักรวมไปทันที โดยไม่ทันได้คิดไตร่ตรองเรื่องเมื่อคืนให้ละเอียดอีกครั้ง
ทางเดินในวังหลวงยามสายเต็มไปด้วยขบวนขันที นางกำนัล และองครักษ์ที่เดินขวักไขว่รีบเร่งทำงานตามหน้าที่ของตน หลี่อวี้เฟินก้มหน้าก้มตาวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่เรือนฝ่ายซักล้างในทันที หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำด้วยความหวาดกลัวว่าตี้กูกูจะจับได้ว่านางมาสาย
‘เมื่อคืน...ใครช่วยข้ากันแน่ หรือว่าข้าจะหนีรอดมาได้เอง...’
นางคิดอย่างสับสนระหว่างวิ่ง
แต่สุดท้ายก็ได้แต่กดความสงสัยทั้งหมดลงในใจ เพราะตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ...อย่าให้ถูกตี้กูกูลงโทษ!
ทว่าทุกครั้งที่ผ่านหน้าบุรุษเหล่านั้น ไม่ว่าจะขันทีหรือองครักษ์ มักมีสายตาหลายคู่เหลือบแลมองนางด้วยแววตาแปลกประหลาด ทั้งประเมิน ทั้งชื่นชมปะปนกันไป
“นางกำนัลหลี่ วันนี้ดูเหนื่อยนักนะ” ขันทีวัยกลางคนคนหนึ่งส่งยิ้มมาให้อย่างเอ็นดู
“ระวังเท้าด้วย อย่าให้หกล้ม” องครักษ์หนุ่มอีกคนพูดเบา ๆ ราวกับหวังให้นางได้ยินเพียงผู้เดียว
หลี่อวี้เฟินโน้มคารวะเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ เป็นการตอบรับตามมารยาท แล้วรีบก้มหน้าเร่งฝีเท้า ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้พูดจายืดเยื้อ
นางรู้ดี...ในวังหลวงแห่งนี้ ใบหน้าและรูปร่างของนางเป็นสิ่งที่ดึงดูดภัยเงียบมาแต่ไกล
บุรุษทั้งแท้และไม่แท้ ต่างเหลียวมอง นางกำนัลฝ่ายหญิงก็พลอยมองนางด้วยสายตาเหยียดหยามและริษยาไปด้วย แม้นางไม่ได้ตั้งใจเรียกร้องความสนใจ นางก็กลายเป็นจุดเด่นโดยไม่อาจเลี่ยงได้
และเพราะเหตุนี้...หลี่อวี้เฟินจึงไม่ค่อยมีเพื่อนเพศเดียวกันในกลุ่มนางกำนัลด้วยกันนัก
แม้มีบ้างที่ขันทีเข้ามาตีสนิท นางก็มักเลือกตอบรับไมตรีอย่างระวัง ด้วยรู้ดีว่าความมีน้ำใจของพวกเขาหลายครั้งเคยช่วยให้นางรอดพ้นจากสถานการณ์คับขัน แต่กับองครักษ์...นางตั้งใจรักษาระยะห่างอย่างแข็งขันที่สุด ประสบการณ์เมื่อคืนย้ำเตือนอย่างเจ็บแสบ ว่าในที่แห่งนี้ ความไว้ใจอาจหมายถึงความพินาศของนางเอง
หลังพ่อแม่บุญธรรมตายจากไปด้วยโรคระบาดในฤดูหนาวเมื่อสองปีก่อน นางต้องพเนจรอยู่ลำพังในโลกกว้างที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย
เด็กสาวตัวคนเดียวที่ไร้ญาติขาดมิตร หาเลี้ยงชีพด้วยการเย็บผ้าให้ร้านค้าเล็ก ๆ แต่รายได้เพียงน้อยนิด ยังต้องเสี่ยงเผชิญเหล่าอันธพาลและความไม่ปลอดภัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เมื่อมีโอกาสเข้าสมัครเป็นนางกำนัลในวังหลวง นางจึงยอมคว้าไว้แม้จะรู้ว่าชีวิตภายในนี้ไม่ง่าย
...อย่างน้อยในวังก็มีข้าวกิน มีที่ให้นอน ไม่ต้องหวาดระแวงภัยร้ายทุกค่ำคืน
ลานซักล้างปรากฏตรงหน้า บรรยากาศคึกคักเสียงน้ำกระเซ็น เสียงฝ่ามือฟาดผ้าลงบนแผ่นหินดังเป็นจังหวะ นางกำนัลหลายคนกำลังขะมักเขม้นซักผ้า ตากผ้า บ้างยกถังน้ำ
หลี่อวี้เฟินโล่งใจเมื่อไม่เห็นเงาของตี้กูกูที่ดูแลงานฝ่ายนี้ รีบสาวเท้าเข้าไปยังมุมประจำของตนทันที
กองผ้าที่ต้องรับผิดชอบวันนี้ดูเหมือนจะพูนสูงกว่าปกติ แต่ด้วยความสำนึกผิดที่มาสาย นางไม่ปริปากบ่น รีบโอบกองผ้าเข้าอ้อมแขน เดินไปยังบ่อน้ำซักผ้าที่อยู่ปลายลาน
ยังไม่ทันได้ก้มลงซักดี เสียงกระซิบกระซาบก็ดังแว่วมา
“ดูสิ ตื่นสายกินแรงผู้อื่น ไม่รู้ว่าเมื่อคืนทำอันใดมา...”
นางกำนัลคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงเยาะหยันกับสหายนางกำนัลอีกคน
“ฮึ นังคนสวยนั่นน่ะหรือ ทั้งตัวมีดีแค่รูปหน้าแน่แท้ก็ต้อง...” อีกคนหัวเราะคิกคักพูดตามหยอกอย่างขบขุน
หลี่อวี้เฟินก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างอดกลั้น ใช้ฝ่ามือฟาดผ้าลงกับแผ่นหินด้วยแรงที่พยายามสกัดกั้นอารมณ์ขุ่นเคือง
ทว่าเมื่อถังน้ำข้างกายถูกผลักกระฉอกใส่ชายกระโปรงของนาง ก็ลุกขึ้นยืนตรง ดวงตาเรียวสวยเหลือบมองพวกนางกำนัลที่แกล้งนางอย่างเงียบ ๆ ดวงตานั้นสงบนิ่ง แต่ลึกลงไปกลับเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็ง
“พวกเจ้าต้องการอะไร” นางเอ่ยเสียงเรียบเยือกเย็น
นางกำนัลกลุ่มนั้นสะดุ้ง แต่ยังฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน
“อะไรเล่า ก็แค่เดินผ่านมาน่ะ”
หลี่อวี้เฟินไม่ได้ต่อปากต่อคำ นางคว้าผ้าเปียกในถังอย่างรวดเร็ว ตวัดสาดน้ำในผ้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ
สายน้ำเย็นเฉียบซัดเข้าหน้าหนึ่งในนั้นจนร้องกรี๊ดลั่น
“อภัยด้วย ข้าสะบัดผ้าแรงไปหน่อย”
นางกล่าวเสียงหวานด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ก่อนหมุนตัวกลับไปตั้งหน้าตั้งตาฟาดผ้าต่อ
คราวนี้ ไม่มีใครกล้ายุ่งกับนางอีก
ลมยามสายโบกชายเสื้อผ้าเปียกของนางพลิ้วไหว คล้ายจะโอบกอดเงาร่างบอบบางแต่แกร่งกล้า ผู้ซึ่งแม้จะเดียวดายในวังหลวงอันโหดร้าย ก็ยังเลือกยืนหยัดอย่างสง่างามในวิถีของตนเอง...
