ตอนที่ 7 ช่องว่างเจ็ดปี... และบ้านหลังใหม่ในความมืด
ระยะห่างเจ็ดปีระหว่างพี่สาวกับน้องสาว ไม่ใช่เพียงแค่ช่องว่างของอายุสองคนพี่น้อง หากแต่คือเส้นขนานของโลกสองใบที่ถูกเนรมิตขึ้นด้วยฐานะทางบ้านที่พลิกฝ่ามือ
จากบ้านไม้หลังเก่าที่เคยผุพังและเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะเรื่องหนี้สิน บัดนี้ถูกทุบทิ้งแล้วสร้างแทนที่ด้วยบ้านปูนสองชั้นสไตล์โมเดิร์นหลังใหญ่ กระเบื้องหลังกาสีเข้มเงาวับ สนามหญ้าตัดแต่งสวยงาม และมีรถยนต์คันใหม่เอี่ยมป้ายแดงจอดนิ่งอยู่ในโรงรถ กิจกรรมส่งออกขนมไทยของพ่อและแม่เจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่แพรไหมเกิด พ่อมักจะพูดอวดใครต่อใครเสมอว่า แพรไหมคือนางฟ้าตัวน้อยที่นำพาโชคลาภและกองเงินกองทองมาสู่ครอบครัว
ทว่า... ความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้น กลับไม่ได้แบ่งปันมาถึงมัดหมี่เลยแม้แต่น้อย
ในวัยสิบสี่ปี มัดหมี่เติบโตขึ้นท่ามกลางความเปรียบต่างที่บาดลึก บ้านหลังใหม่ใหญ่โต มีห้องนอนกว้างขวางตกแต่งด้วยโทนสีชมพูละมุน ปูพรมนุ่ม และติดเครื่องปรับอากาศอย่างดีสำหรับแพรไหม ขณะที่มัดหมี่กลับถูกจัดสรรให้อยู่ในห้องนอนเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมแคบ ๆ มีเพียงเตียงไม้ปีกนกเก่า ๆ กับพัดลมตั้งพื้นที่ส่งเสียงดัง แกรก... แกรก... คอยพัดเอามวลอากาศอบอ้าวมาโดนตัว
มัดหมี่ยืนมองน้องสาววัยเจ็ดขวบกำลังนั่งอยู่บนโซฟาหนังราคาแพงในห้องโถงกลางบ้าน แพรไหมสวมชุดกระโปรงฟูฟ่องปักลายการ์ตูนยี่ห้อดัง มือเล็ก ๆ กำลังกดแท็บเล็ตเครื่องใหม่ล่าสุดที่พ่อเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด ขณะที่มัดหมี่ในชุดนักเรียนมัธยมต้นสีซีดกะโปโล กำลังถูพื้นกระเบื้องแกรนิตโต้เงาวับด้วยความระมัดระวัง
"พี่หมี่!" เสียงเล็กแหลมของแพรไหมร้องสั่งขึ้นมาจากโซฟา
"เอาเค้กส้มตรงนี้ไปเก็บหน่อยดิ แพรไม่อยากกินแล้ว มันเปรี้ยวเกินไป พ่อบอกว่าถ้าแพรไม่ชอบกินก็ทิ้งไปเลย ไม่ต้องกินซ้ำ"
มัดหมี่หยุดมือที่กำลังบิดผ้าถูพื้น เธอถอนหายใจยาวเบา ๆ โดยไม่ให้ใคได้ยิน แล้วยันตัวลุกขึ้นเดินก้มหน้าเข้ามาที่โต๊ะกาแฟ
"ได้จ้ะ แพรไหม" มัดหมี่เอ่ยเสียงเรียบ ยื่นมือสากกระด้างไปยกจานเค้กราคาแพงที่มีรอยตักกินเพียงคำเดียว
"เออ มัดหมี่!" เสียงพ่อดังมาจากมุมพักผ่อน พ่อในชุดเสื้อเชิ้ตปักโลโก้แบรนด์เนมกำลังนั่งตรวจเอกสารยอดขาย พ่อเงยหน้ามองมัดหมี่ด้วยสายตาเรียบเฉย ปราศจากความอบอุ่น
"เดี๋ยวถูพื้นเสร็จแล้ว แกไปเช็ดรถหน้าบ้านด้วยนะ พรุ่งนี้พ่อต้องขับไปพาแพรไหมไปเข้าแข่งขันเต้นบาลเลต์ในเมือง ต้องให้รถสะอาดเงาแวบ ห้ามมีคราบโคลนเด็ดขาด เข้าใจไหม"
"จ้ะพ่อ" มัดหมี่ตอบรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แล้วก็..." แม่ที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมกระเป๋าถือแบรนด์เนมใบใหม่เสริมขึ้น
"กางเกงนักเรียนหรือชุดวอร์มของแกน่ะ มัดหมี่ ถ้ามันสั้นจนลอยเหนือข้อเท้าก็เอาไปเย็บชายปักชุนเอา ไม่ต้องมาขอเงินซื้อใหม่นะ ช่วงนี้ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเรียนเปียโนให้แพรไหม แพรเขามีพรสวรรค์ เป็นหน้าเป็นตาให้บ้านเรา ไม่เหมือนแก วัน ๆ ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่นสักอย่าง"
มัดหมี่หลบตานิ่ง มองดูเสื้อนักเรียนของตัวเองที่ผ่านการแก้ทรง ปะชุน และหมองจนกลายเป็นสีเทาซีด เป็นเสื้อที่ส่งต่อมาจากลูกคนรู้จักของแม่ และใช้ซ้ำมาเกือบสามปี
ยามที่มัดหมี่เกิด บ้านกำลังลำบาก กัดก้อนเกลือกิน เสื้อผ้าของเธอจึงเป็นของเก่าเก็บรับบริจาค แต่ยามนี้บ้านร่ำรวย มีเงินซื้อรถป้ายแดง ปลูกบ้านหลังใหญ่ราคานับล้าน แต่เสื้อผ้าของมัดหมี่...ก็ยังคงเป็นของเก่าและของชุนเหมือนเดิม ฐานะของพ่อแม่เปลี่ยนไป แต่ตำแหน่ง 'คนรับใช้' ของมัดหมี่กลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง
"จ้ะแม่ หมี่เย็บเองได้"
"ดี รู้จักประหยัดซะบ้าง" แม่เอ่ยปากโดยไม่คิดจะสบตา ก่อนจะเดินไปคว้าตัวแพรไหมขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวาอย่างรักใคร่
"ไหน... แพรไหมลูกแม่ ไปอาบน้ำแต่งตัวสวย ๆ พ่อกับแม่จะพาไปกินสเต๊กในเมืองนะลูก"
"เย้! ไปกินสเต๊ก พ่ออุ้มแพรด้วย!" แพรไหมกระโดดโลดเต้น ชูสองมือหาพ่อ
"มา ๆ พ่ออุ้มเอง นางฟ้าตัวน้อยของพ่อ" พ่อรีบลุกขึ้นมารับตัวแพรไหมไปอุ้มด้วยรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่มัดหมี่ไม่เคยได้รับมันเลยสักครั้งนับตั้งแต่จำความได้
ภาพสามคนพ่อแม่ลูกเดินหัวเราะร่าออกไปขึ้นรถคันใหม่ เสียงเครื่องยนต์เร่งกระหึ่มก่อนจะแล่นลับตาไป ทิ้งให้มัดหมี่ยืนอยู่กลางบ้านหลังใหญ่ที่เงียบเหงาและเย็นชืด
เธอยกจานเค้กส้มที่แพรไหมเหลือทิ้งกลับเข้ามาในครัว มองดูเนื้อเค้กนุ่มละมุนราคาสูง ฉากในอดีตตอนเจ็ดขวบย้อนกลับเข้ามาในความคิด... ตอนที่เธอเคยแอบกินเศษไข่เจียวไหม้ ๆ และถูกดุว่าตะกละ แต่กับแพรไหม ขนมราคาแพงถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่า โดยไม่มีใครเอ็ดอิงสักคำ มัดหมี่ไม่แม้แต่จะคิดชิมเค้กชิ้นนั้น เธอใช้นิ้วปาดเศษเค้กลงถังขยะอย่างเย็นชา แล้วเปิดน้ำล้างจานจนสะอาด
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดเอากลิ่นไอฝนยามดึกเข้ามาทางช่องลม มัดหมี่ยนอนอยู่บนเตียงไม้แคบ ๆ เธอนอนตะแคงข้าง มองแสงไฟถนนที่ลอดผ่านรอยแตกของประตู
เสียงรถของพ่อที่ขับเข้ามาจอด และเสียงหัวเราะต่อกระซิบของครอบครัวดังขึ้นก่อนจะเงียบหายไปเมื่อทุกคนเข้าห้องนอน สักพัก เสียงก้าวขาของพ่อก็เดินตรงมาหยุดที่หน้าห้องใต้บันได พ่อเคาะประตูเบา ๆ สองทีแล้วเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต
"มัดหมี่..." เสียงพ่อเอ่ยเรียกว่าเบา ๆ แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องมาที่หน้าเธอ มัดหมี่ยันตัวลุกขึ้นนั่ง
"จ้ะพ่อ มีอะไรหรือเปล่าจ้ะ"
พ่อยืนมองลูกสาวคนโตด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก ในความมืด แสงไฟจากจอโทรศัพท์ฉายให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของพ่อคนใหม่ที่มีเงินทอง
"พฤหัสบดีนี้ แกต้องไปประชุมผู้ปกครองตอนเย็นใช่ไหม" พ่อถามเสียงเรียบ
"จ้ะพ่อ..." มัดหมี่ตอบ น้ำเสียงแผ่วเบา
"ครูประจำชั้นบอกว่าอยากให้พ่อหรือแม่ไปฟังผลการเรียน... หมี่สอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอีกแล้วจ้ะพ่อ"
มัดหมี่พูดออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพยายามเรียนให้ได้เกรดสูงสุด สอบได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด เพียงเพื่อหวังลึก ๆ ว่าในวันที่บ้านมีพร้อมทุกอย่าง พ่อกับแม่จะหันมารับรู้และภูมิใจในตัวเธอบ้าง
ทว่า... คำตอบของพ่อกลับเหมือนน้ำเย็นจัดที่ราดลงบนหัวใจ
"กูกับแม่แกไปไม่ได้หรอกนะ" พ่อพูดตัดบททันทีโดยไม่แยแสเรื่องเกรดเฉลี่ยหรือที่หนึ่งของเธอเลยสักนิด
"วันพฤหัสบดีช่วงเย็น แพรไหมมีซ้อมใหญ่พิธีเปิดงานแข่งเต้นบัลเล่ต์ พ่อกับแม่ต้องไปนั่งเฝ้า นำดอกไม้ไปยินดี แล้วก็พาแพรไปเลี้ยงฉลอง"
มัดหมี่ชะงักกึก ความเงียบเข้ามาแทนที่ช่องว่างระหว่างกัน พ่อถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่อ
"แกก็ให้ครูเขาเซ็นใบแจ้งผลมาแล้วกัน หรือไม่ก็บอกครูว่าพ่อแม่ติดธุระสำคัญ ไปไม่ได้... แกโตแล้วมัดหมี่ อายุสิบสี่แล้ว เข้าใจอะไร ๆ ได้ดีกว่าน้อง น้องยังเด็ก เจ็ดขวบเอง งานของน้องต้องการกำลังใจจากพ่อแม่ แกอย่ามางี่เง่าเรื่องประชุมผู้ปกครองไร้สาระเลย"
"จ้ะ..." มัดหมี่ตอบคำเดียว น้ำเสียงแผ่วเบาและราบเรียบอย่างที่สุด ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ เจือปนอีกต่อไป
"เออ รู้เรื่องก็ดี" พ่อทำท่าจะหมุนตัวเดินกลับ
"ฝากเช็ดรถให้สะอาด มะรืนนี้ตื่นเช้า ๆ มาทำข้าวต้มให้น้องด้วย แม่แกเขาจะพาแพรไปแต่งหน้าแต่เช้า"
สั่งเสร็จ พ่อก็เดินกลับขึ้นชั้นสองไป เข้าห้องนอนใหญ่แอร์เย็นฉ่ำ ล็อกประตูเสียงดังปัง
มัดหมี่นั่งนิ่งอยู่ในความมืด คำว่า 'แกโตแล้ว' และ 'น้องยังเด็ก' คือคำพิพากษาที่เธอได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ความแตกต่างเจ็ดปี และเงินทองที่เพิ่มพูนขึ้น ไม่ได้ทำให้พ่อแม่เห็นเธอเป็นลูกสาว แต่กลับเน้นย้ำให้เห็นว่า เธอเป็นเพียงสิ่งปฏิกูลจากยุคสมัยที่ยากลำบากที่พวกเขาอยากลืม
มัดหมี่ยกมือขึ้นแตะปลายนิ้วชี้ขวาของตัวเอง รอยแผลเป็นเล็ก ๆ จากคราบเลือดในวัยเจ็ดขวบยังคงอยู่ตรงนั้น มันไม่เคยหายไป เช่นเดียวกับรอยแผลในใจที่ลึกลงเรื่อย ๆ
เธอลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก ๆ ในห้องบนโต๊ะมีสมุดโน้ตเล่มเก่า มัดหมี่เปิดสมุดออก หน้ากระดาษเต็มไปด้วยตารางการออมเงิน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้บ้านจะร่ำรวยขึ้น แต่เงินที่มัดหมี่ได้ไปโรงเรียนยังคงเป็นเศษเงินหลักสิบบาท หลักร้อยเท่าเดิม เธอกินข้าวไข่ต้ม ที่ต้มเองจากบ้าน แอบรับจ้างทำรายงานให้เพื่อนที่โรงเรียน และเก็บหอมรอมริบเงินทุกบาททุกสตางค์ซ่อนไว้อย่างมิดชิดในช่องลับใต้เตียงไม้
เธอมองตัวเลขเงินออมในสมุดด้วยดวงตาที่เปล่งประกายความมุ่งมั่น
"อีกสี่ปี..." มัดหมี่พึมพำกับตัวเองในความมืด
"อีกแค่อีกสี่ปี... พอจบ ม.6 ฉันจะไปจากบ้านหลังนี้"
บ้านปูนหลังใหญ่ รถยนต์คันหรู หรือเงินทองมากมาย ไม่เคยเป็นของเธอ เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนรับใช้ของใคร และเธอจะไม่ยอมให้คำว่า 'พี่ต้องเสียสละ' มาขังชีวิตเธอไว้ในห้องใต้บันไดแห่งนี้ตลอดไป
เด็กสาววัยสิบสี่ปีปิดสมุดโน้ตลงช้า ๆ ความห่างเหินเจ็ดปี เงินทองที่สร้างเปลือกนอกอันลวงตา และความเย็นชาของพ่อแม่ ไม่ได้ทำให้เธอร้องไห้อีกต่อไปแล้ว แต่มันได้หล่อหลอมให้มัดหมี่กลายเป็นคนที่เข้มแข็ง เยือกเย็น และพร้อมที่จะก้าวออกจากกรงขังทองคำแห่งนี้ทันทีที่โอกาสมาถึง
