นับถอยหลังวันที่ฉันจะจากไป

78.0K · อัพเดทล่าสุด
วาฬราตรีสีคราม
41
บท
119
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ตั้งแต่จำความได้ มัดหมี่ก็รู้ว่าตัวเองคือ “พี่” ที่ต้องอดทน ต้องเสียสละ ต้องยอมให้น้องเสมอในวันที่ครอบครัวลำบาก เป็นพี่จึงต้องยอมให้น้องเสมอ ในวันที่ครอบครัวลำบาก เธอคือคนที่ต้องเข้าใจ ในวันที่มีของดี น้องสาวคือคนที่ต้องได้ก่อน และในวันที่ต้องเลือกคู่ครอง พ่อแม่ก็ยังอยากให้น้องได้ผู้ชายที่ดีที่สุด แพรไหมเลือกนายตำรวจหนุ่มอนาคตไกล ผู้มีทั้งหน้าตา ตำแหน่ง และฐานะทางสังคม จนทุกคนพากันชื่นชมว่าเธอช่างโชคดี ส่วนมัดหมี่กลับเลือกเพียงผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง พนักงานที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีตำแหน่งใหญ่โต และไม่มีอะไรให้ครอบครัวเธอเอาไปอวดใคร คำดูถูกจึงตามมาไม่ขาดสาย “พี่สาวเลือกได้แค่นี้เองเหรอ?” ไม่มีใครรู้ว่า…ผู้ชายธรรมดาคนนั้นกำลังสร้างชีวิตของเขาอย่างเงียบ ๆ จากเงินเก็บก้อนเล็ก ๆ สู่ที่ดินผืนแล้วผืนเล่า จากบ้านหลังหนึ่ง สู่ทรัพย์สินมากมายที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง ในขณะที่ผู้ชายที่ทุกคนเคยยกย่องว่า “ดีที่สุด” กลับเผยด้านที่ไม่มีใครเคยเห็น วันที่แพรไหมเริ่มสูญเสียทุกอย่าง และวันที่ครอบครัวหันกลับมามองมัดหมี่อีกครั้ง พวกเขาจะได้รู้ว่า… คนที่เคยถูกมองว่าเป็น “ลูกชัง” อาจเป็นคนเดียวที่ไม่เคยทอดทิ้งครอบครัวเลย แต่เมื่อมัดหมี่ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่ยอมเสียสละอีกต่อไป… ครั้งนี้ เธอจะเลือกตัวเอง

นิยายปัจจุบัน

ตอนที่ 1 มัดหมี่...ลูกสาวคนโต

ช่วงเดือนเมษายนที่ร้อนอบอ้าว ภายในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคาสังกะสีที่ตั้งอยู่ในชุมชนแออัด ความร้อนระอุถูกกักเก็บเอาไว้ราวกับเตาอบขนาดใหญ่ กลิ่นน้ำมันพืชเก่า ๆ ผสมกับกลิ่นควันไฟจากเตาถ่านที่เพิ่งดับมอดลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงแดดยามเย็นลอดผ่านรอยแยกของผนังไม้เก่า ๆ เข้ามากระทบเด็กหญิงวัยเพียงเจ็ดขวบในชุดนักเรียนตัวโคร่งที่ตกทอดมาจากญาติห่าง ๆ เธอกำลังยืนเขย่งปลายเท้าอยู่หน้าอ่างล้างจานพลาสติกใบเก่า มือเล็ก ๆ ที่หยาบกร้านและสั้นเก้งก้างเกินวัยกำลังออกแรงขัดคราบมันบนจานชามกองโตอย่างขะมักเขม้น

มัดหมี่ไม่เคยมีเวลาหลังเลิกเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นได้วิ่งเล่นตามสนามเด็กเล่น กระโดดยางอย่างสนุกสนาน หรือนั่งกินขนมดูการ์ตูนเรื่องโปรดที่หน้าจอโทรทัศน์ สิ่งที่มัดหมี่ต้องทำทันทีที่ก้าวเท้ากลับถึงบ้านคือการรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเก่า ๆ แล้วมาช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านทุกอย่างเท่าที่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะพอมีแรงทำได้

พ่อวิทย์และแม่พรของเธอมีอาชีพทำขนมไทยส่งขายตามตลาดสด ฐานะทางบ้านอยู่ในจุดที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่ามากกว่าสิ่งใดในโลก และความเครียดจากความยากจน หนี้สินนอกระบบ ตลอดจนความเหน็ดเหนื่อยจากการตรากตรำทำงานหนัก ก็มักจะถูกระบายลงมาที่สภาพแวดล้อมภายในบ้านเสมอ โดยมีมัดหมี่เป็นผู้รับรองรับอารมณ์เหล่านั้นอยู่เพียงลำพัง

เด็กหญิงพยายามเร่งมือล้างจานให้เสร็จโดยเร็ว เพราะยังมีกองเสื้อผ้าเน่า ๆ ที่ต้องเก็บพับให้เรียบร้อย และพื้นบ้านไม้กระดานที่ต้องถูรออยู่อีก แต่ด้วยความรีบร้อนรวมกับฟองน้ำยาล้างจานที่ลื่นไหล จานกระเบื้องเคลือบสีขาวใบหนึ่งก็ลื่นหลุดจากมือเล็ก ๆ ของเธอ

เพล้ง!

เสียงกระเบื้องกระทบพื้นปูนแตกกระจายดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งบ้านที่เคยเงียบสงัด หัวใจของมัดหมี่หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ มือสองข้างสั่นเทาขณะรีบย่อตัวลงไปหมายจะกอบเก็บเศษซากความผิดพลาดของตัวเองเพื่อไม่ให้พ่อกับแม่เห็น

"ทำบ้าอะไรของมึงฮะยัยหมี่!"

เสียงตวาดแผดลั่นของแม่ดังมาจากหน้าบ้าน ก่อนที่ร่างของแม่พรจะเดินตึงตังเข้ามาในครัวด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาขุ่นมัวไปด้วยความหงุดหงิดและเหนื่อยล้าจากการยืนหน้าเตาร้อน ๆ มาทั้งวัน

"หมี่... หมี่ขอโทษจ้ะแม่ หมี่ไม่ได้ตั้งใจ จานมันลื่น...มันก็เลยร่วงหล่นจ้ะ" เด็กหญิงละล่ำละลักตอบ เสียงสั่นเครือด้วยความกลัว หยาดน้ำตาอุ่น ๆ เริ่มรื้นขึ้นมาจ่อที่ขอบตา

"ลื่นบ้าลื่นบออะไร! ฉันบอกแกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้ระวัง ๆ ของพวกนี้มันใช้เงินซื้อมาทั้งนั้นนะ ไม่ได้เสกมาจากอากาศฟรี ๆ !" แม่ชี้หน้าด่าทอด้วยความโมโหจัด

"วัน ๆ ฉันต้องตื่นตั้งแต่ตีสามตีสี่มายืนหน้าเตาร้อน ๆ กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แกรู้ไหมฮะ! แล้วนี่มึงมาทำจานแตกเล่น วันนี้กูต้องเสียเงินฟรี ๆ ไปกี่บาท รู้จักคุณค่าของเงินบ้างไหม!"

"เสียงดังอะไรกันวะหนวกหูจริง! คนกำลังปวดหัวเรื่องหนี้เรื่องสินอยู่!"

พ่อวิทย์เดินตามเข้ามาสมทบ ใบหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งถือสมุดบัญชีเล่มเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยตัวเลขหยุมหยิม

"มีเรื่องอะไรกันอีก โวยวายกันเข้าไป เดี๋ยวชาวบ้านเขาก็โผล่มาด่าเอาหรอก"

"ก็ดูลูกตัวดีของพี่สิ! ล้างจานประสาอะไรทำแตกพังหมด เงินทองยิ่งหายาก ๆ อยู่ ยังจะมาทำลายข้าวของให้เสียเงินเพิ่มอีก เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ งานบ้านแค่นี้ก็ทำไม่ได้เรื่อง!" แม่พรหันไปฟ้องพ่อด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

พ่อยืนกอดอกมองเศษจานบนพื้นแล้วตวัดสายตาแข็งกร้าวมามองเด็กหญิงที่นั่งคุกเข่าคุดคู้ตัวสั่นด้วยความกลัวว่าจะโดนไม้เรียวตีก้น

"มัดหมี่... แกนี่มันจริง ๆ เลยนะ ทำอะไรไม่เคยได้ดั่งใจสักอย่าง ให้ช่วยงานแค่นี้ก็ทำพัง แกเห็นไหมว่าพ่อกับแม่เหนื่อยแค่ไหน แกจะสร้างภาระให้บ้านเราไปถึงไหนฮะ"

"หมี่ขอโทษจ้ะพ่อ หมี่ผิดไปแล้ว หมี่จะระวังให้มากกว่านี้จ้ะ" มัดหมี่ก้มหน้าชิดอก น้ำตาหยดแหมะลงบนหลังมือ เธอรีบใช้มือเปล่ากอบเศษกระเบื้องที่แตกคมกริบมารวมกันด้วยความลนลานจนลืมระวัง

"โอ๊ย!"

เด็กหญิงร้องอุทานออกมาเบา ๆ เมื่อคมกระเบื้องบาดเข้าที่ปลายนิ้วชี้ เลือดสีแดงสดซึมไหลออกมาทันที แต่แทนที่พ่อกับแม่จะเข้ามาดูด้วยความตกใจหรือห่วงใย เสียงดุด่ากลับดังขึ้นมาซ้ำเติมอย่างนิ่งเฉย

"ซุ่มซ่าม! เก็บแค่นี้ก็ยังทำให้กระเบื้องบาดมือตัวเองอีก โง่จริง ๆ เลย" แม่ถอนหายใจอย่างรำคาญใจ

"รีบ ๆ เก็บให้เสร็จแล้วเอาไปทิ้ง ขืนปล่อยไว้เดี๋ยวคนอื่นเดินมาเหยียบจะซวยกันไปหมด แล้วก็รีบไปถูบ้านต่อด้วย กูเห็นฝุ่นเขรอะไปหมดแล้ว!"

"จ้ะแม่..."

มัดหมี่กัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้น ได้แต่เพียงซ่อนนิ้วที่เลือดไหลไว้ด้านหลัง ไม่มีใครถามเธอสักคำว่าเจ็บไหม ไม่มีใครสนใจจะหายาหรือพลาสเตอร์มาปิดแผลให้ พ่อกับแม่หันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะหน้าบ้านเพื่อคุยเรื่องตัวเลขในสมุดบัญชีต่อ ทิ้งให้เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบจัดการกับบาดแผลและเศษซากความผิดพลาดเพียงลำพัง