ตอนที่ 2 เศษไข่เจียวและความฝันของพ่อแม่
เมื่อจัดการทำความสะอาดและทำงานบ้านทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย มัดหมี่ก็อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนลายการ์ตูนสีซีดจาง แล้วมายืนจัดโต๊ะกินข้าวตามหน้าที่ ท้องน้อย ๆ ร้องโครกครากด้วยความหิวเพราะตั้งแต่กลางวันเธอได้กินเพียงข้าวเหนียวหมูปิ้งที่โรงเรียนแค่ไม้เดียว
บนโต๊ะอาหารมีเพียงข้าวสวยร้อน ๆ หนึ่งโถ แกงจืดเต้าหู้หมูสับถ้วยเล็ก ๆ ที่เหลือมาจากเมื่อวาน และไข่เจียวฟู ๆ สีเหลืองทองที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย
พ่อกับแม่นั่งลงที่โต๊ะ แม่พรเป็นคนตักข้าวแจกจ่าย ข้าวของพ่อพูนจานจนแทบพูน ข้าวของแม่มีพอประมาณ ส่วนข้าวของมัดหมี่มีเพียงแค่ติดก้นจาน
"แม่จ๊ะ... หมี่ขอข้าวเพิ่มอีกนิดได้ไหมจ๊ะ วันนี้หมี่หิวมากเลย" มัดหมี่เอ่ยปากขอเสียงเบาหวิว แม่ชะงักมือที่กำลังถือทัพพี ก่อนจะตักข้าวเพิ่มให้มัดหมี่อีกเพียงครึ่งทัพพีเล็ก ๆ
"กินแค่นี้ไปก่อน ข้าวสารเราเหลือไม่เยอะ ต้องประหยัด ๆ หน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีกิน" มัดหมี่พยักหน้ารับ เธอตักน้ำแกงจืดราดข้าวเพียงนิดหน่อย และกำลังจะเอื้อมมือไปตักไข่เจียวที่อยู่ตรงกลางโต๊ะ
"เดี๋ยว" เสียงของแม่ดังขึ้นขัดจังหวะ แม่ใช้ช้อนตัดไข่เจียวชิ้นใหญ่ที่สุดและฟูที่สุดไปวางแหมะลงบนจานของพ่อ ก่อนจะตักชิ้นที่รองลงมาใส่จานตัวเอง เหลือเพียงเศษไข่เจียวชิ้นเล็ก ๆ ที่ขอบไหม้เกรียมไว้ให้มัดหมี่
เด็กหญิงมองเศษไข่เจียวในจานกลางสลับกับชิ้นใหญ่ในจานของพ่อ ความรู้สึกน้อยใจแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ แต่เธอก็พยายามฝืนยิ้มและตักเศษไข่เจียวนั้นมาใส่จานตัวเอง
"พ่อแกทำงานหนัก ต้องใช้แรงเยอะ แกต้องให้พ่อกินของดี ๆ จะได้มีแรงไปหาเงินมาเลี้ยงพวกเรา" แม่พูดขึ้นพลางเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ
"ส่วนแกยังเด็ก กินแค่นี้ก็พอแล้ว เกิดเป็นพี่คนโต ต้องรู้จักเสียสละให้คนอื่นบ้าง เข้าใจไหมมัดหมี่" มัดหมี่เงยหน้าขึ้นมองแม่ ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม
"แต่หมี่ก็ช่วยแม่ทำงานบ้านตั้งเยอะนะจ๊ะ หมี่ก็เหนื่อยเหมือนกัน..."
ปัง!
พ่อวางช้อนส้อมกระแทกจานเสียงดังจนมัดหมี่สะดุ้งโหยง
"นี่แกกล้าเถียงแม่แกเหรอฮะ!" พ่อตวาดใส่
"แกทำงานบ้านแค่นี้มันจะไปเหนื่อยเท่าฉันกับแม่แกที่ต้องออกไปหลังขดหลังแข็งหาเงินหน้าดำหน้าแดงได้ยังไง! งานบ้านมันเป็นหน้าที่ของแกอยู่แล้ว เป็นลูกสาวก็ต้องช่วยพ่อแม่สิวะ หรือแกอยากจะทำตัวสบาย นั่งกินนอนกินเป็นคุณนายฮะ!"
"หมี่... หมี่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะจ๊ะพ่อ" มัดหมี่เสียงสั่น น้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงแหมะลงบนจานข้าว
"ไม่ได้หมายความแบบนั้นแล้วมันแบบไหน! พ่อแม่สอนให้รู้จักอดทน รู้จักเสียสละ ทำไมถึงดื้อแบบนี้" แม่เสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ
"บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยนะมัดหมี่ แกต้องรู้จักเจียมตัว แกต้องเข้าใจสิว่าพ่อกับแม่กำลังลำบาก แกกำลังจะเป็นพี่คนโต แกต้องช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ใช่มาเรียกร้องอะไรไร้สาระแบบนี้!"
"จ้ะ... หมี่เข้าใจแล้วจ้ะ" มัดหมี่รีบใช้หลังมือเช็ดน้ำตาปอย ๆ พยายามฝืนกลืนข้าวชืด ๆ ผสมกับน้ำตาลงคออย่างยากลำบาก คำว่า 'เป็นพี่ต้องเสียสละ' และ 'ต้องเข้าใจ' ถูกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นคาถาที่คอยสะกดตรึงให้เธอต้องยอมจำนนต่อทุกสิ่งในบ้านหลังนี้
มื้ออาหารค่ำผ่านไปอย่างอึดอัด มัดหมี่รับหน้าที่ล้างจานและเก็บกวาดครัวตามเคย ก่อนจะขอตัวเข้าห้องนอนไปเงียบ ๆ ห้องนอนของเธอเป็นเพียงมุมเล็ก ๆ หลังตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ถูกกั้นไว้ด้วยผ้าม่านสีคล้ำ ๆ มีเพียงฟูกบาง ๆ วางบนพื้นปูน และพัดลมตัวจิ๋วที่ส่ายไปมาส่งเสียงดังแกรกกราก
ดึกดื่นค่อนคืน มัดหมี่นอนพลิกตัวไปมา ความปวดแสบปวดร้อนที่ปลายนิ้วซึ่งถูกกระเบื้องบาดยังคงเต้นตุบ ๆ ผสมกับความหิวที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม เธอขดตัวคู้เข้าหากันพยายามข่มตาหลับเพื่อหนีความจริงอันโหดร้าย แต่แล้วเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากห้องนอนของพ่อกับแม่ที่อยู่ติดกันก็ลอยทะลุแผ่นไม้กระดานบาง ๆ เข้ามาในโสตประสาท
"หมอว่ายังไงบ้างเรื่องท้องนี้" เป็นเสียงของพ่อวิทย์ที่เอ่ยถาม น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลและเจือไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่มัดหมี่ไม่เคยได้ยินมานานแสนนาน
"หมอบอกว่าได้ลูกสาวอีกคนค่ะพี่ แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่างเลย" เสียงของแม่ตอบกลับมา เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
"หนูดีใจจังเลยพี่ ท้องนี้หนูไม่แพ้เลย แถมตั้งแต่รู้ว่าท้อง ออเดอร์ขนมเราก็เข้ามาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนทำแทบไม่ทัน"
"พี่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ" พ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"เมื่อวานพี่แอบเอาวันเดือนปีเกิดไปให้หลวงตาที่วัดดู ท่านบอกว่าเด็กคนนี้เกิดมาพร้อมดวงอุปถัมภ์ เป็นดวงเศรษฐี จะมาช่วยอุ้มชูครอบครัวเราให้ลืมตาอ้าปากได้ ท่านบอกว่าตั้งแต่เด็กคนนี้เกิดมา ฐานะบ้านเราจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ!"
"จริงเหรอพี่! สาธุ ขอให้เป็นจริงอย่างที่หลวงตาพูดเถอะ" เสียงแม่ตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
"งั้นรอบนี้เราต้องเลี้ยงแกอย่างดีที่สุดเลยนะพี่ อย่าให้ลำบากเหมือนตอนที่เราเลี้ยงมัดหมี่เด็ดขาด ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย ลูกถึงต้องใส่แต่เสื้อผ้าเก่า ๆ กินแต่ของถูก ๆ แต่กับลูกคนนี้ หนูจะซื้อเสื้อผ้าดี ๆ ให้ใส่ จะให้กินนมผงแพง ๆ จะประคบประหงมอย่างดีที่สุดเลย"
"แน่นอนอยู่แล้ว ลูกคนนี้เป็นตัวนำโชคของเรา พ่อจะทำงานหนักหาเงินมาส่งให้ลูกคนนี้เรียนสูง ๆ เรียนโรงเรียนดี ๆ จะได้มีหน้ามีตาในสังคม ไม่ต้องมาตกระกำลำบากเหมือนพวกเรา"
"หนูไปดูชุดกระโปรงเด็กผู้หญิงที่ตลาดมา สวย ๆ ทั้งนั้นเลยพี่ ตัวละหลายร้อย แต่หนูก็ยอมซื้อนะ หนูอยากให้ลูกเราใส่ชุดสวย ๆ เหมือนเจ้าหญิงตัวน้อย ๆ ของแม่..."
บทสนทนาแห่งความหวังและความรักที่เอ่อล้นยังคงดำเนินต่อไป พ่อกับแม่กำลังวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสของสมาชิกใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลก พวกเขาวางแผนที่จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้กับเด็กคนนั้น โดยไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวที่ชื่อของ 'มัดหมี่' จะหลุดออกมาในฐานะคนที่จะได้ร่วมรับสิ่งดี ๆ เหล่านั้นด้วย มัดหมี่นอนฟังความจริงเหล่านั้นทั้งน้ำตาในความมืดมิด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเงาร่างที่ไร้ตัวตนในบ้านหลังนี้
