บทที่ 7 ตอนนี้ที่นี่เป็นของข้า 1/1
รถม้าคันเล็ก ๆ ในที่สุดก็มาหยุดลงตรงทางขึ้นเขาไปยังเรือนฝึกตนในช่วงพลบค่ำ สายลมเย็นพัดผ่านบันไดทางขึ้นซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่รกทึบ ป้ายไม้เก่าที่เขียนคำว่า “เรือนสงบใจ” แขวนเอียงอยู่เหนือบันไดทางขึ้น
เซี่ยอู๋ซวงลงจากรถม้าก่อนจะเงยหน้ามองป้ายชื่อเรือนอย่างเฉื่อยชา ระหว่างทางพอได้นอนพักหลังใช้ยาจากห้องทดลอง จนแผลจากการถูกโบยสมานตัวและไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดนั่นอีก
ทางขึ้นเรือนฝึกตนต้องเดินเท้าตามบันไดยาวหลายสิบขั้นกว่าจะถึง แต่เซี่ยอู๋ซวงมิได้ปริปากบ่นส่วนด้านหลังนางปล่อยให้ลู่เจียช่วยประคองแม่นมหลินเดินตามมาช้า ๆ
เพราะร่างกายได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเซี่ยอู๋ซวงจึงมาถึงด้านบนเขาก่อนบ่าวทั้งสอง เพียงแค่นางก้าวเท้าเหยียบบันไดขั้นสุดท้ายก็มีบ่าวรับใช้สองคนที่ถูกส่งมารอรับและมองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม
“คุณหนูสามเชิญเข้าไปข้างใน”
แม้ปากจะเรียกเซี่ยอู๋ซวงว่าคุณหนูแต่ในน้ำเสียงที่พูดออกมานั้นกลับไม่มีความเคารพนางแม้แต่น้อย ทันทีที่มาถึงลานด้านหน้าเรือนฝึกตนเสียงหัวเราะเยาะของพวกบ่าวไพร่ล้วนเปล่งออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เหอะ หน้าตาก็ดูงดงามแต่เสียดายเกิดมาเป็นดาวอัปมงคล”
“ข้านึกว่านางจะมีท่าทางสูงส่งกว่านี้เสียอีก เชอะ”
ขณะนั้นก็มีบุรุษร่างใหญ่สามคนเดินออกมาจากศาลาด้านในเรือน คนที่อยู่หน้าสุดใบหน้ามีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านแก้มซ้ายเขาคือพ่อบ้านประจำเรือนฝึกตนหลี่ต้าไห่
เซี่ยอู๋ซวงกวาดตามองรอบตัวเพื่อประเมินคนเหล่านี้อย่างละเอียด บ่าวไพร่ที่อยู่ที่นี่มีอยู่ราวยี่สิบคนยามนี้ทุกคนมองนางเหมือนกำลังมองเหยื่อ คนอื่น ๆ ยังไม่มีใครกล้าทำอันใดมีเพียงหลี่ต้าไห่เดินเข้ามาใกล้เซี่ยอู๋ซวง
“ฟังให้ดีนะคุณหนูสามเจ้าถูกส่งมาถึงที่นี่แล้วอย่าคิดว่าตัวเองยังเป็นคุณหนูตระกูลเซี่ย ต่อไปเจ้าต้องตื่นก่อนฟ้าสาง ตักน้ำ ผ่าฟืน ซักผ้า และถ้าไม่เชื่อยอมฟัง...”
หลี่ต้าไห่พูดค้างไว้พร้อมกับใช้หางตามองไปยังชายร่างใหญ่คนหนึ่ง ที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลังยกแส้หนังขึ้นฟาดกับพื้นจนเกิดเสียงที่ฟังดูน่ากลัว
“ถ้าไม่ยอมเชื่อก็ต้องได้รับบทลงโทษที่นายท่านได้ตั้งกฎเอาไว้”
เสียงหัวเราะของพวกบ่าวไพร่ดังขึ้นอีกครั้งคล้ายกับว่าพวกเขากำลังรอเวลาที่จะได้ลงโทษคนตามอำเภอใจ แต่เซี่ยอู๋ซวงกลับยืนอย่างสงบมีเพียงดวงตาคู่งามที่ยามนี้กลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ภาพตรงหน้าทำให้นางนึกถึงองค์กรนักฆ่า สนามฝึกและพวกคนโง่ที่ชอบทดสอบขีดจำกัดของนาง ซึ่งคนเหล่านั้นมักจะหมดลมหายใจทุกคน
หลี่ต้าไห่ยื่นมืออันหยาบกร้านมาคว้าคางเซี่ยอู๋ซวงและบีบเบา ๆ โดยไม่รู้ว่าเงาหัวของตนเองนั้นกำลังจะเหลืออีกต่อไป “หืม? ทำไมไม่พูดล่ะ”
พริบตาถัดมาเสียงบางอย่างที่แทงทะลุเนื้อจนมิดด้ามก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของเรือนแห่งนี้ ฉึก! อึก รอยยิ้มของหลี่ต้าไห่แข็งค้าง เขาค่อย ๆ ก้มลงมองที่อกตนเองซึ่งมีมีดสั้นเล่มหนึ่งปักอยู่ตรงหัวใจ
เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่องร่างสูงใหญ่ของเขาทรุดลงกับพื้น ทั้งลานเงียบกริบทุกคนล้วนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง และไม่มีใครเห็นด้วยซ้ำว่าเซี่ยอู๋ซวงชักมีดออกมาตอนไหน
“นางเด็กเมื่อวานซืนเจ้ากล้าฆ่าคนในเรือนฝึกตนของนายท่านรึ!” ชายร่างใหญ่ที่ถือแส้คำรามอย่างโกรธแค้นพลางพุ่งเข้าใส่เซี่ยอู๋ซวงทันที
แต่นั่นยังถือว่าช้ากว่าร่างบางนางทำเพียงขยับตัวเข้าไปแค่ครึ่งก้าว ความคมของมีดสั้นในมือเรียวขาวก็วาบผ่านลำคอหนาจนเลือดสาดกระเด็นติดอยู่บนใบหน้าของนาง
บ่าวไพร่ที่ยืนหัวเราะอยู่ก่อนหน้านี้ต่างก็ร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ยังมีชายฉกรรจ์อีกคนคว้าท่อนไม้วิ่งเข้ามาเซี่ยอู๋ซวงยกเท้าถีบเข้าเต็มอก ร่างของอีกฝ่ายเซถอยหลังเซี่ยอู๋ซวงยังตามไปใช้มีดแทงซ้ำจนเขาแน่นิ่งไป
ความเงียบปกคลุมทั่วลานศพทั้งสามนอนจมกองเลือดคนละมุมไม่มีใครกล้าขยับตัว เซี่ยอู๋ซวงค่อย ๆ เช็ดเลือดบนใบมีดกับเสื้อผ้าของคนตาย แม้ใบหน้าจะซีดจากอาการบาดเจ็บแต่ดวงตากลับเย็นชาจนน่าหวาดกลัว