บทที่ 6 ถ้ากลัวก็จงจากไปซะ! 1/2
เซี่ยอู๋ซวงฟังคำพูดของแม่นมหลินก็เข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย แต่หากสาวใช้ทั้งสองที่ซื่อสัตย์เช่นนี้ตายไปแล้วจะมีใครอยู่ดูการแก้แค้น ที่นางจะกลับไปจัดการคนตระกูลเซี่ยให้กับเจ้าของร่างเดิมล่ะ
“แม่นมหลินไม่คิดจะอยู่ดูผลกรรมที่ตระกูลเซี่ยจะได้รับหน่อยหรือ? อยากตายเมื่อไหร่ก็ได้ในเมื่อเจ้านายของเจ้าตายอย่างอยุติธรรมเช่นนี้ มาร่วมมือกับข้าเพื่อทวงหนี้แค้นให้เซี่ยอู๋ซวงด้วยกันดีไหม”
ลู่เจียที่มีใจแต่ไร้กำลังนางเคยคิดอยากเอาคืนตระกูลเซี่ยให้เจ้านาย แต่นางตัวคนเดียวไม่สามารถลงมือท่ามกลางสายตาคนมากมายในจวนได้ พอได้ยินว่าผู้มาครอบครองร่างของเจ้านายจะแก้แค้นจึงสนับสนุนเต็มที่
“ข้าลู่เจียยินดีเป็นมือเป็นเท้าเพื่อช่วยให้ท่านแก้แค้นแทนคุณหนู ขอเพียงได้เห็นตระกูลเซี่ยล่มสลายย่อยยับต่อให้ต้องตายข้าก็ยอม”
“ใจเด็ดไม่เบานี่ลู่เจีย...”
แม่นมหลินนิ่งเงียบอยู่หลายอึดใจหลังจากชั่งน้ำหนักในใจพักหนึ่ง เมื่อตัดสินใจได้ก็ให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เซี่ยอู๋ซวง
“ได้ อย่างไรเสียร่างกายนี้ก็เป็นคุณหนูของข้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อจากนี้เจ้ายังคงเป็นบุตรสาวของนายหยิงเหมือนเดิม ส่วนเรื่องแก้แค้นนั่นแล้วแต่ท่านจะจัดการบ่าวจะทำตามคำสั่งแน่นอน”
“ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วแม่นมหลิน ฮ่า ๆ ๆ”
ภายหลังพูดคุยกันเข้าใจเซี่ยอู๋ซวงลืมตัวด้วยการหัวเราะเสียงดัง ทำให้บ่าวที่บังคับรถม้าซึ่งเป็นลูกน้องของฟู่เจิงกล่าวประชดอยู่ด้านนอกว่า เซี่ยอู๋ซวงเป็นลูกชังใกล้จะตายอยู่แล้วยังหัวเราะได้อีก
ซึ่งการพูดจาของบ่าวผู้นี้กลายเป็นการส่งเสียงครั้งสุดท้ายของเขา เพราะเซี่ยอู๋ซวงคนใหม่สวมหน้ากากนักฆ่าทันทีหลังได้ยินคำพูดที่ไม่น่าฟัง และการกระทำอันเด็ดขาดของนางที่ดูโหดเหี้ยมเป็นการย้ำเตือนบ่าวทั้งสอง ว่าจะยังติดตามนางต่อไปหรือแยกย้ายไปมีชีวิตหลังจากถึงเรือนฝึกตน
“เหอะ เจ็บหนักปานนั้นยังมีอารมณ์หัวเราะออกมาได้อีกงั้นหรือเจ้ามันก็แค่ลูกชังที่เกิดมาเป็นดาวอัปมงคลของตระกูลเซี่ยเท่านั้นแหละ ไม่รู้ใต้เท้าจะเลี้ยงไว้ทำไมให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำ...”
คำพูดจาที่ดังจากข้างนอกทำให้สีหน้าของเซี่ยอู๋ซวงดูน่ากลัวทันที เพียงแค่นางคิดถึงมีดสั้นคู่ใจมันก็โผล่มาอยู่ในมือของนางเหมือนยาแคปซูลรักษาแผลก่อนหน้านี้ทันที
หมับ! พรึบ!
เฮือกกก! “จะ จะ เจ้าจะทำอะไรข้าเป็นคนของใต้เท้านะ...”
“หึ ทำอะไรน่ะหรือบ่าวไพร่ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจะปล่อยให้ขึ้นมาเหยียบหัวข้าได้อย่างไร ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้”
“มะ มะ ไม่...ฉึก! อัก!” ปึก ตุ้บ!
เมื่อสังหารลูกน้องของคนสนิทบิดาผู้แสนดีไปแล้วเซี่ยอู๋ซวงหันไปถามแม่นมหลินกับลู่เจียว่า ระหว่างทั้งสองคนมีใครบังคับรถม้าเป็นบ้างเนื่องจากยามนี้คนเดิมไปเดินเล่นในปรโลกแล้ว
“พวกเจ้าสองคนมีใครบังคับรถม้าได้บ้างรีบมาทำหน้าที่แทนคนเดิม ที่ถูกข้าส่งกลับไปรับโทษในนรกแล้วบ้าง”
แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นความเงียบเพราะบ่าวทั้งสองกำลังตกใจกับภาพการเชือดคอของเซี่ยอู๋ซวง ส่วนคนถามต้องการคำตอบโดยเร็วที่สุดเพราะรถม้าจะขาดคนบังคับไม่ได้
“นี่เป็นตัวอย่างแค่เล็กน้อยของการฆ่าคนต่อไปยังต้องเจออีกมาก แต่ถ้าพวกเจ้ากลัวก็จงหยุดรถม้าแล้วจากไปเสียข้าจะไม่ทำอะไรพวกเจ้า”
ลู่เจียที่ตัวยังสั่นอยู่นางเริ่มขยับตัวและบอกกับเซี่ยอู๋ซวงว่าตนนั้นพอจะทำเป็น “บะ บะ บ่าวเคยบังคับรถม้ามาบ้างเจ้าค่ะคุณหนู”
“เช่นนั้นก็ไปทำหน้าที่ของเจ้าเสียในเมื่อท่านพ่อบังเกิดเกล้าของข้า อยากให้ข้าไปที่เรือนฝึกตนนักข้าก็จะใช้ที่นั่นฝึกคนของข้าไว้ใช้งานบ้าง”
“จะ จะ เจ้าค่ะคุณหนู”
เซี่ยอู๋ซวงกลับเข้าไปนั่งด้านในเช่นเดิมนางยังต้องการการพักผ่อน เพราะร่างกายนี้อ่อนแอมากทำอะไรไม่คล่องแคล่วเอาเสียเลยจึงรู้สึกขัดใจ เพียงแต่เรื่องการทำให้ร่างกายแข็งแรงยังต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกสักระยะหนึ่ง