บทที่ 34 ความโกรธของเซี่ยจิ้งหยวน 1/1
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังเรือนฝึกตนของตระกูลเซี่ยช่างพอดีเหลือเกิน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เจียงหมิ่นกับชิงเสวี่ยเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว ทั้งสองคนหาเช่าบ้านบริเวณทิศตะวันตกของเมืองหลวงในราคาถูก
โดยบอกกล่าวกับเจ้าของบ้านเช่าว่าพวกตนนั้นเป็นพี่น้องร่วมอุทร และการเข้ามาเมืองหลวงเพื่อหางานทำเพราะครอบครัวมีฐานะยากจน คำพูดนี้ทำไมเจ้าของบ้านถึงเชื่อนั่นเป็นเพราะเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ทั้งสองสวมใส่เป็นชุดเดิมตอนที่พบเจอกับเซี่ยอู๋ซวงอย่างไรล่ะ
ภายหลังเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ได้เรียบร้อยแล้วเจียงหมิ่นกับชิงเสวี่ยก็ออกมาเดินตามท้องถนน เพื่อสำรวจเส้นทางทุกซอกทุกมุมของเมืองหลวงที่ใหญ่โตและกว้างขวาง แต่จะเน้นไปที่จวนตระกูลเซี่ยและจวนของฉีอ๋อง
เพียงแต่การมาสืบข่าวที่หน้าจวนตระกูลเซี่ยทั้งสองคนไม่คิดเลยว่า จะบังเอิญได้รับรู้เรื่องที่เซี่ยจิ้งหย่วนเพิ่งส่งคนไปรับเซี่ยอู๋ซวงที่เรือนฝึกตน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พวกเขาเดินทางเข้าเมืองหลวงพอดี
เจียงหมิ่นกับชิงเสวี่ยยืนแอบอยู่ตรงมุมหนึ่งของจวนหลังตรงข้าม มองดูรถม้าที่มาหยุดหน้าจวนตระกูลเซี่ยโดยบ่าวที่บังคับรถม้ามีคราบเลือดตามตัวเต็มไปหมด ไหนจะท่าทางหวาดกลัวลนลานจนร่วงลงจากรถม้าทำเอาบ่าวไพร่ด้านหน้าตกใจกับสิ่งที่เห็น ถึงขั้นวิ่งเข้าไปรายงานให้เจ้านายของตนทราบอย่างรวดเร็ว
“นะ นะ นายท่านเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ”
“เรื่องใหญ่อันใดกันถึงทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้” อนุจ้าวต่อว่าบ่าวไพร่ที่รีบมารายงานด้วยความเร่งรีบ
“มีอะไรก็พูดมาอย่ามัวชักช้ายืดยาด”
“นายท่านแม่นมฟางกลับมาแล้วแต่ว่าบ่าวไม่เห็นมีใครลงมาสักคน แม้แต่บ่าวไพร่ที่ติดตามแม่นมฟางไปก็ไม่เห็นเหลือเพียงบ่าวที่บังคับรถม้า ทะ ทะ ที่สำคัญเขาพูดไม่ได้เพราะถูกตัดลิ้นด้วยขอรับ”
พรึบ! พรึบ! เซี่ยจิ้งหย่วนลุกจากเก้าอี้เดินเข้ามาใกล้บ่าวคนดังกล่าวพร้อมน้ำเสียงดุดัน “เจ้าพูดว่าอะไรนะมีบ่าวถูกตัดลิ้นกลับมาแล้วคนอื่นกลับหายไปรึ!”
“มันเรื่องอันใดกันใครบังอาจทำกับบ่าวไพร่ของตระกูลเซี่ยของเราได้ ท่านพี่เจ้าคะพวกเราออกไปดูกันหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ฮูหยินเอกแม้จะตกใจแต่ยังพอมีสติออกความเห็นกับสามีของตน
“ท่านพ่อลูกว่าพวกเราไปดูให้เห็นกับตาด้วยกันทั้งหมดดีกว่าขอรับ หากมีใครลอบกัดอยากทำลายตระกูลเซี่ยของเราค่อยสืบหาคนทำอีกที” เซี่ยเทียนเหิงผู้เป็นบุตรชายคนโตที่ทำงานตำแหน่งเล็ก ๆ ในสำนักฮั่นหลินก็กล่าวความคิดเห็นของตนออกไปเช่นกัน
“เอาเช่นนั้นก็ได้ข้าอยากจะรู้นักว่าพวกมันเป็นใคร ไป!”
เซี่ยจิ้งหย่วนเดินนำคนในครอบครัวทั้งหมดไปยังด้านหน้าจวนทันที พอไปถึงก็พบว่ามีบ่าวคนหนึ่งถูกตัดลิ้นอยู่จริง ๆ และยังมีท่าทางหวาดกลัว ส่วนฮูหยินเอกก็มองหาคนของตนที่ไม่เห็นแม้แต่เงา
“นี่มันเป็นเรื่องจริงงั้นหรือใครกันแน่ที่ลงมือหนักเช่นนี้นะอาหยวน” ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเห็นบ่าวคนดังกล่าวก็รีบเมินหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
“แล้วแม่นมฟางล่ะนางอยู่ที่ใดทำไมถึงไม่เห็นนางอยู่ที่นี่”
คำถามของฮูหยินเอกมีบ่าวคนที่ถูกตัดลิ้นชี้มืออันสั่นเทาไปที่รถม้า คล้ายบอกกลาย ๆ ว่าคนของนางอยู่ในนั้น เมื่อเดาท่าทางได้ก็สั่งคนไปดูว่าแม่นมฟางอยู่ในรถม้าจริงหรือไม่เพียงแต่คนที่ขึ้นไปดูก็ต้องหงายหลังลงมา
“ใครก็ได้ขึ้นไปดูสิว่าเหตุใดแม่นมฟางถึงไม่พาคุณหนูสามลงมา ปล่อยให้นายท่านกับฮูหยินผู้เฒ่ายืนรออยู่นานแล้วนะ”
“บ่าวจะจัดการให้เดี๋ยวนี้ขอรับ”
พรึบ! “แม่นมฟะ...เฮือก...ว้ากก!!” ตุ้บ
“อะไรของเจ้าอีกร้องโวยวายหมายความว่าอย่างไร” เซี่ยจิ้งหย่วนเริ่มมีโทสะเมื่อบ่าวไพร่มีท่าทางแปลกประหลาดไปหมด
“นะ นะ นายท่าน ฮูหยินเอก มะ มะ แม่นมฟางนางตายแล้วขอรับ”
“ไม่ ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้เจ้าอย่ามาพูดเรื่องไร้สาระกับข้าเด็ดขาด” ฮูหยินเอกยังไม่ยอมเชื่อคำพูดของบ่าวคนที่ขึ้นไปดูบนรถม้า
“ฮึ่ย! ถ้าแม่นมฟางตายพวกเจ้าก็เอาศพของนางลงจากรถม้าเสียสิก็แค่คนตายจะกลัวอันใดกัน”
เซี่ยอวิ๋นเซียวบุตรชายคนรองที่อยากจะเอาใจบิดาบ้างจึงออกคำสั่งให้บ่าวไพร่รีบลงมือ “พวกเจ้าจะชักช้าอยู่ไยขึ้นไปช่วยกันเอาศพแม่นมฟางลงมาได้แล้วเร็วเข้า”
“ขอรับคุณชายรอง”