บทที่ 28 แช่ยาสมุนไพรเพื่อพิสูจน์ 1/1
ด้านถงจิ่งกับหลิงฉีเร่งควบม้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเดินทางกลับเมืองหลวง ซึ่งระยะทางจากเรือนฝึกตนตระกูลเซี่ยมาถึงยังค่ายทหาร ที่ตั้งอยู่นอกเมืองหลวงทั้งสองคนใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยามเสียด้วยซ้ำ
เพราะพวกเขาสองคนรู้ดีว่าแม่ทัพใหญ่ซูเป็นห่วงฉีอ๋องมากเพียงใด จึงได้รีบรุดเข้าพบยังห้องส่วนตัวในค่ายทหารท่ามกลางความแปลกใจของวั่งจินกับจิ่วโยว
“พวกเจ้าสองคน...”
“พี่วั่งจิน พี่จิ่วโยว พวกข้าต้องการพบท่านแม่ทัพใหญ่เดี๋ยวนี้ขอรับ” ถงจิ่งพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและสีหน้าที่จริงจัง
“งะ งั้นก็ตามพวกข้าเข้าไปด้านในเถิด”
แม่ทัพใหญ่ซูได้ยินการพูดคุยของทั้งสี่จึงหยุดพู่กันในมือและนั่งนิ่งรอพวกเขาเข้ามาพบ โดยไม่คาดคิดว่าการมาของถิงจิ่งกับหลิงฉีจะมาพร้อมกับข่าวดีที่เขาต้องเร่งขี่ม้าไปยังตำหนักฉีอ๋องทันที
“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ/ ขอรับ”
“อืม พวกเจ้าสองคนมิใช่ไปตามหาท่านหมอตามเมืองต่าง ๆ หรอกรึ เหตุใดถึงมาอยู่ที่ค่ายทหารได้ล่ะ”
“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่พวกข้ามีข่าวดีมารายงานขอรับ”
หลิงฉีก็ได้กล่าวสำทับคำว่าข่าวดีให้แม่ทัพใหญ่ซูฟังอย่างละเอียด “ใช่ขอรับท่านแม่ทัพใหญ่ข่าวดีก็คือพวกข้าบังเอิญได้พบท่านหมอเทวดา พิษร้ายของท่านอ๋องมีทางรักษาแล้วขอรับ!”
พรึบ! ตึง! “พวกเจ้าพูดว่าอะไรนะ! หมอเทวดางั้นรึแคว้นของเราไม่เคยมีข่าวเรื่องหมอเทวดา แล้วคนที่เจ้าพูดถึงน่าเชื่อถือเพียงใดกันถงจิ่งเล่ามาให้ละเอียดกว่านี้”
“นั่นน่ะสิพวกเจ้าสองคนอาจถูกคน ๆ นั้นหลอกลวงเข้าแล้วกระมัง” วั่งจินไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินเช่นกันตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ เขาไม่เคยได้ยินใครพูดถึงการมีอยู่ของหมอเทวดามาก่อน
คำถามนี้ถงจิ่งไม่รอช้าที่จะตอบให้กระจ่างแจ้งเกี่ยวกับเซี่ยอู๋ซวง “ท่านแม่ทัพใหญ่ข้ากับหลิงฉีไม่ได้ถูกหลอกตอนที่เดินทางไปถึงอำเภอชิงอัน บังเอิญได้ยินชาวบ้านที่นั่นพูดถึงท่านหมอคนหนึ่งที่รักษาโรคเรื้อรังจนหาย มิหนำซ้ำยังมีชายหนุ่มที่เคยเส้นเอ็นข้อมือขาดได้รับการรักษาจนหายดี พวกข้าเห็นมากับตาว่าเขาใช้มือข้างนั้นถือดาบฝึกวรยุทธ์ได้ปกติด้วยขอรับ”
“ที่สำคัญคนที่รักษามือของชายหนุ่มคนนี้เป็นอาจารย์ของท่านหมอคนที่พวกข้าได้พูดคุยด้วย นอกจากนี้ท่านหมอเทวดายังมอบยาสมุนไพรมาให้ท่านอ๋องแช่ตัวเป็นเวลาเจ็ดวัน รวมถึงโอสถหยกม่วงกินก่อนนอนอีกหนึ่งขวด และนี่เป็นยาที่ท่านหมอเทวดามอบให้พวกข้ามาขอรับ” หลิงฉียื่นห่อยาสมุนไพรกับขวดโอสถหยกม่วงให้แม่ทัพใหญ่ซูได้ดูเป็นหลักฐาน
“เหลือเชื่อเกินไปแล้วเส้นเอ็นขาดแต่กลับรักษาจนหายเป็นปกติได้ ถ้าไม่เรียกหมอเทวดาก็ไม่มีชื่อไหนที่เหมาะสมไปกว่านี้” จิ่วโยวนึกภาพตามก็อดตะลึงกับการรักษาของหมอเทวดาที่ถงจิ่งพูดถึงไม่ได้
แม่ทัพใหญ่ซูรับยาสมุนไพรและขวดโอสถหยกม่วงและดมกลิ่นว่าใช่ของจริงหรือไม่ แต่อย่างไรเขายังไม่เชื่อเต็มสิบส่วนเท่าใดกับคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตามีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
“ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อเรื่องที่พวกเจ้าสองคนเล่ามาหรอกนะ เอาเป็นว่าข้าจะนำยาเหล่านี้ไปให้กับหมอหลวงถานช่วยพิสูจน์ ว่ามันมีผลดีผลเสียต่อการรักษาของฉีอ๋องหรือไม่”
“พวกข้าเห็นด้วยขอรับ”
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็ตามข้าไปตำหนักของฉีอ๋องด้วยก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านแม่ทัพใหญ่”
และแล้วเสียงกีบเท้าของม้าสายพันธุ์ดีทั้งห้าตัวก็พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังตำหนักของฉีอ๋อง ซึ่งตอนนี้เจ้าของตำหนักให้องครักษ์ข้างกายของเขาพาออกมานั่งรับลมหน้าเรือนพอดี
เมื่อกลายเป็นคนตาบอดประสาทการรับรู้จากการได้ยินจึงไวมาก ฉีอ๋องหันไปทางเสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ที่เดินมาทางตนแต่ไม่พูดอันใด กระทั่งลั่วเฟิงกับมู่กวงกล่าวทำความเคารพถึงรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร
“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ/ ขอรับ”
“ท่านลุงงั้นหรือ?”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะเป็นกระหม่อมเองวันนี้ท่านอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง”
“โดยรวมถือว่าดีแต่เวลานี้ท่านลุงมิใช่ต้องอยู่ที่ค่ายทหารหรอกรึ?” ฉีอ๋องเอ่ยถามอย่างสงสัยเพราะแม่ทัพใหญ่ซูควรทำงานอยู่นอกเมือง
แม่ทัพใหญ่ซูหันไปสั่งกับลั่วเฟิงก่อนจะตอบถึงการมาของตนให้ฉีอ๋องทราบ “ลั่วเฟิงเจ้าไปตามหมอหลวงถานมาพบข้าที”
“ขอรับ”
“ท่านอ๋องที่กระหม่อมมาพบยามนี้เนื่องจากถงจิ่งกับหลิงฉีนำข่าวดีกลับมารายงานว่า พวกเขาพบท่านหมอที่จะช่วยถอนพิษให้พระองค์ได้แล้ว”
“ที่ท่านลุงพูดเป็นเรื่องจริงรึ?...” ฉีอ๋องถามซ้ำแต่น้ำเสียงที่ใช้นั้นกลับราบเรียบมิได้ตื่นเต้นดีใจแต่อย่างใด
“ทูลท่านอ๋องกระหม่อมกับหลิงฉีขอเอาหัวเป็นประกันเรื่องท่านหมอ และนางได้รับปากแล้วว่าจะเดินทางมารักษาพระองค์ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า อีกอย่างนางขอให้จัดเตรียมที่พักไว้ให้นางกับผู้ติดตามด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านอ๋องก่อนที่พวกกระหม่อมจะกลับมารายงานท่านแม่ทัพใหญ่ นางยังมอบสมุนไพรสำหรับแช่ตัวและยังมีโอสถไว้กินก่อนนอนให้พระองค์ แต่ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นห่วงจึงอยากให้หมอหลวงถานตรวจดูอีกทีพ่ะย่ะค่ะ”
‘นาง? หมายความว่าหมอผู้นี้เป็นสตรีงั้นหรือ’ ฉีอ๋องแม้จะเคยเห็นหมอหญิงตามชายแดนมาบ้างแต่พวกนางมิได้เก่งกาจด้านรักษาโรค
สิ้นเสียงอธิบายเพิ่มเติมของหลิงฉีที่กล่าวถึงเซี่ยอู๋ซวงลั่วเฟิงก็กลับมาพร้อมหมอหลวงถาน ที่มีท่าทางคล้ายคนจะหลับกลางอากาศได้ทุกเมื่อเนื่องจากเขาพยายามค้นหาวิธีถอนพิษมาหลายวัน
“ท่านแม่ทัพใหญ่หมอหลวงถานมาแล้วขอรับ”
“อืม คารวะท่านแม่ทัพใหญ่ซูขอรับ...ฮ้าวววว”
“หมอหลวงถานทำงานหนักแล้วแต่วันนี้ข้ามีเรื่องขอความช่วยเหลือจากท่านสักเล็กน้อย” แม่ทัพใหญ่ซูรู้สึกเห็นใจหมอหลวงถานอยู่ไม่น้อย
หมอหลวงถานตบหน้าตนเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติเมื่อได้ยินคำขอจากพระปิตุลาของฉีอ๋อง “เอ่อ เชิญท่านแม่ทัพใหญ่ซูกล่าวมาได้เลยขอรับ”