บท
ตั้งค่า

บทที่ 26 ถึงเวลาใช้ชื่อหมอเทวดาแล้ว 1/1

เนื่องจากถงจิ่งกับหลิงฉีขี่ม้าพันธุ์ดีสำหรับการเดินทางในครั้งนี้เสิ่นฮ่าวจึงไม่ต้องนั่งเกวียนวัวให้เสียเวลา จากอำเภอชิงอันไปถึงเรือนฝึกตนจึงเร็วกว่าหลายเท่า

เมื่อมาถึงเชิงเขาถงจิ่งกับหลิงฉีถึงกับเงยหน้ามองบันไดทางขึ้น พวกเขาไม่ได้กลัวเหนื่อยกับความสูงชันนี้เพราะต่างก็ฝึกฝนวรยุทธ์มานาน แต่กลัวว่าเสิ่นฮ่าวจะเหนื่อยจนขาลากกว่าจะไปถึงด้านบน

ยังไม่ทันที่สองสหายจะพูดอันใดออกไปเสิ่นฮ่าวก็ก้าวเท้าขึ้นบันไดนำพวกตนไปแล้ว ที่สำคัญท่าทางสบาย ๆ จนถึงด้านบนของเสิ่นฮ่าวนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด

เสิ่นฮ่าวก้าวเท้าพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก็เอ่ยทักทายเจียงหมิ่นที่กำลังประลองฝีมือกับชิงเสวี่ยอย่างดุเดือด จนทั้งสองคนต้องหยุดการประลองไว้และมองผู้มาเยือนอย่างไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก

“พี่เจียงหมิ่น ชิงเสวี่ย พวกเจ้าประลองฝีมือกันอีกแล้ว”

“อาฮ่าวกลับเร็วอีกแล้วรึ?”

“พี่เจียงหมิ่นท่านก็ถามออกมาได้วันไหนไม่ค่อยมีคนป่วยมารักษา พี่เสิ่นก็กลับมาเร็วเช่นนี้ทุกครั้งมิใช่หรือแต่ว่าด้านหลังของท่านคือใคร?”

“อาฮ่าวเจ้าคิดดีแล้วใช่ไหมที่พาพวกเขามาที่นี่...”

ถงจิ่งกับหลิงฉีถึงกับกระชับดาบในมือแน่นขึ้นเล็กน้อยยามสบตากับคนที่เสิ่นฮ่าวเอ่ยทักทาย เนื่องจากสายตาของทั้งสองคนเหมือนพร้อมจะลงมือสังหารพวกเขาได้ทุกเมื่อก็มิปาน

“อ้อ ข้าบังเอิญพบพวกเขาสองคนที่อำเภอชิงอันส่วนเรื่องที่พาทั้งสองกลับมาเพราะข้ามีเรื่องอยากปรึกษากับอาจารย์ เนื่องจากเจ้านายของพวกเขาล้มป่วยด้วยโรคร้ายและท่านหมอที่หามาก็ไร้หนทางรักษา

พวกเขาได้ยินว่าข้าพอมีฝีมือด้านการแพทย์และรักษาโรคต่าง ๆ ให้ชาวบ้านจนหายดี จึงอยากเชิญข้าไปตรวจอาการบ้างถึงแม้ข้าจะอยากไปแต่อย่างไรก็ควรปรึกษาอาจารย์เสียก่อนใช่หรือไม่ล่ะ แหะ ๆ ๆ”

เซี่ยอู๋ซวงที่เพิ่งปรุงยาพิษและยาถอนพิษอยู่ด้านในเรือนข้างเสร็จได้ยินการสนทนานี้ จึงออกมาพร้อมกับแม่นมหลินซึ่งท่วงท่าการเดินของนาง รวมถึงความเย็นชาบนใบหน้าทำเอาถงจิ่งกับหลิงฉีไม่กล้าสบตา

“เจ้าต้องการหารือเรื่องอันใดกับข้างั้นหรือเสิ่นฮ่าว?”

“โอ้ว ท่านอาจารย์ศิษย์รู้ว่าท่านได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วจริงไหม เหตุใดท่านยังต้องถามศิษย์อีกเล่าขอรับ” เสิ่นฮ่าวเมีท่าทีเป็นนอบน้อมทันทีเมื่อเห็นเซี่ยอู๋ซวงเดินมา

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเหลือเชื่อแก่ผู้มาเยือนอย่างทั้งสอง ยามเห็นว่าคนที่เสิ่นฮ่าวเรียกว่าท่านอาจารย์เป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่ง โดยอายุที่ประมาณได้คร่าว ๆ ไม่น่าเกินสิบเจ็ดปีเสียด้วยซ้ำ

“โอ๋ว เช่นนั้นพวกเจ้าสองคนที่มาเยือนควรแสดงความจริงใจก่อน ว่าคนป่วยด้วยโรคร้ายคือใครเป็นคนของตระกูลใดในเมืองหลวงใช่ไหม?”

เจียงหมิ่นฟังคำถามของเซี่ยอู๋ซวงที่กล่าวออกมาเขาขยับตัวเล็กน้อย และเอ่ยสำทับคล้ายข่มขู่ถงจิ่งกับหลิงฉีด้วยน้ำเสียงดุดัน

“ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่าอย่าได้คิดโกหกคุณหนูของข้าแม้แต่คำเดียว หากเป็นเช่นนั้นวันนี้ก็จงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าภูเขาที่นี่เสีย”

สองสหายผู้มาเยือนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่เล่น ๆ หากพวกเขาพูดโกหกนั่นหมายความว่า วันนี้ทั้งสองจะไม่มีวันไปจากที่นี่อย่างคนมีชีวิตเป็นแน่มีทางเดียวเท่านั้นคือการพูดความจริง

“คารวะคุณหนูข้าชื่อว่าถงจิ่งกับสหายนามว่าหลิงฉีพวกเราสองคนมาจากตระกูลซูของซูกั๋วกงขอรับ”

แม่นมหลินจำได้ทันทีว่าตระกูลนี้เป็นตระกูลของแม่ทัพมาหลายรุ่น “คุณหนูเจ้าคะนี่คือตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินมาหลายรุ่นและมีบุตรสาวเป็นพระสนมของฮ่องเต้ด้วยเจ้าค่ะ”

“ถูกต้องแล้ว ส่วนเรื่องอาการป่วยของเจ้านายที่พวกข้ากล่าวถึงนั้นมิใช่คนในจวนตระกูลซู แต่เป็นฉีอ๋องโอรสของฝ่าบาทกับพระสนมซูเต๋อเฟย เมื่อไม่นานมานี้ท่านอ๋องทรงถูกวางยาพิษในงานเลี้ยงจนตาบอดขอรับ”

“หา! คะ คะ คนที่พวกท่านจะให้ข้าไปรักษาก็คือฉีอ๋องเช่นนั้นรึ...”

เซี่ยอู๋ซวงเลิกคิ้วคล้ายกับนึกสนุกเมื่อได้ยินคำว่ายาพิษและยังทำให้ตาบอดอีกด้วย “เป็นยาพิษชนิดใดเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ทำให้คนตาบอดได้”

“เรียนคุณหนูยาพิษชนิดนี้มีชื่อว่าม่านทมิฬเป็นยาพิษจากแดนใต้ เพราะมีส่วนผสมของพิษร้ายแรงหลากหลายชนิดที่สำคัญยังไม่เคยมีใครคิดค้นยาถอนพิษได้ขอรับ” หลิงฉีตอบตามความจริงไม่คิดปิดบัง

“คุณหนูข้าได้ยินท่านหมอเสิ่นกล่าวว่าฝีมือด้านการแพทย์ของท่านเหนือกว่าหลายขุม ขอคุณหนูช่วยรักษาท่านอ๋องด้วยเถิดขอรับ”

“คุณหนูแคว้นเราจะขาดแม่ทัพที่เก่งกาจอย่างท่านอ๋องไม่ได้ขอรับ ศัตรูทั้งในแคว้นและต่างแคว้นล้วนจ้องเอาชีวิตท่านอ๋องทั้งสิ้น”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel