บท
ตั้งค่า

บทที่ 23 ความมืดมิดกับจิตใจที่แข็งแกร่ง 1/2

ซูเต๋อเฟยเมื่อเห็นโอรสที่เคยสง่างามมาบัดนี้นอนซมใบหน้าซีดเซียวก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป พระนางค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งที่ข้างเตียงมือเรียวสั่นเทาลูบลงไปที่แก้มของโอรสด้วยความสงสารจับใจ

“เซวียนเอ๋อร์ลูกแม่ ฮึก ๆ เจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้อย่าได้ยอมแพ้นะ แม่เชื่อว่าจะต้องมีคนรักษาเจ้าให้หายดีได้แน่”

“ซูเอ๋อร์เจ้าอย่าร้องไห้เลยลูกของเราจะต้องไม่เป็นอะไรเขาจะหายดี ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินตามหาหมอที่เก่งที่สุดเราก็จะทำและพาตัวมาเพื่อรักษาเซวียนเอ๋อร์ให้ได้”

“ฝ่าบาท พระสนม เรื่องนี้กระหม่อมกับบุตรชายได้ส่งคนออกไปตามหัวเมืองต่าง ๆ ของแคว้นแต่เช้ามืดแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลาในการตามหาดังนั้นสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือการให้ยาต้านพิษต่อไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ซูกั๋วกงผู้มีฐานะเป็นท่านตาของฉีอ๋องเป็นห่วงหลานชายไม่ต่างจากคนอื่น ถึงยามนี้จะอายุมากแล้วแต่ท่าทางองอาจของการเป็นนักรบยังคงอยู่

ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ก่อนจะทรงถามหมอหลวงถานเกี่ยวกับอาการของฉีอ๋องอีกครั้ง “หมอหลวงถานแล้วเซวียนเอ๋อร์จะฟื้นเมื่อใดหรือ?”

“ทูลฝ่าบาทเนื่องจากท่านอ๋องได้รับพิษร้ายแรงและยังได้รับบาดเจ็บจากการลอบสังหาร หลังจากทำแผลแล้วกระหม่อมได้ให้ยาสงบใจเพิ่มเพื่อให้ท่านอ๋องพักผ่อนมากสักหน่อยคาดว่าจะทรงตื่นราวยามเว่ยพ่ะย่ะค่ะ”

“เป็นกระหม่อมที่ขอให้หมอหลวงเพิ่มยาสงบใจแก่ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่นำกองทัพกลับมาถึงเมืองหลวงยังไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เท่าใดนัก” แม่ทัพใหญ่ซูกราบทูลต่อฮ่องเต้เรื่องยาสงบใจว่าเป็นความคิดของตน

“อืม ก็ดีเหมือนกันเซวียนเอ๋อร์ตั้งแต่รับหน้าที่ทางการทหารมานาน ก็ทำหน้าที่ได้ดีมาตลอดไม่เคยปล่อยให้มีความผิดพลาดให้เห็นเลยสักครั้ง เฮ้อ ช่างต่างกับพี่ชายทั้งสามคนของเขาเหลือเกิน” พอนึกถึงโอรสอีกสามคนพาลทำให้ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยไม่ได้

สองพ่อลูกตระกูลซูย่อมเข้าใจความลำบากใจของฮ่องเต้เป็นอย่างดี เพราะการอบรมสั่งสอนขององค์ชายทั้งสามล้วนเป็นความทะเยอทะยานของตระกูลสตรีในวังหลัง ทำให้พี่น้องกลายเป็นศัตรูที่จ้องเอาชีวิตกันทุกทาง

“เจิ้นกับซูเอ๋อร์ต้องกลับแล้วหากอยู่ที่นี่นานเกินไปอาจไม่เป็นผลดีกับเซวียนเอ๋อร์ ฝากพวกท่านช่วยดูแลโอรสคนนี้ของเจิ้นด้วยก็แล้วกัน”

“ฝ่าบาทอย่าทรงกังวลพระทัยไปเลยพวกกระหม่อมจะดูแลท่านอ๋องไม่ให้ใครลอบทำร้ายได้อีก ส่วนเรื่องตามหาท่านหมอหากมีความคืบหน้าจะรีบถวายรายงานทันทีพ่ะย่ะค่ะ” ซูกั๋วกงรับปากอย่างหนักแน่นกับการฝากฝังความปลอดภัยของฉีอ๋องที่ฮ่องเต้ทรงเป็นห่วง

ฮ่องเต้ทรงทราบดีว่าซูกั๋วกงไม่มีวันปล่อยให้ใครหน้าไหนเล็ดรอดเข้ามาทำร้ายฉีอ๋องได้อยู่แล้ว จากนั้นทรงพาซูเต๋อเฟยกลับวังหลวงและยังคอยปลอบใจพระนางไปตลอดทาง ส่วนซูกั๋วกงกับแม่ทัพใหญ่ก็กลับจวนเช่นกัน

จนกระทั่งถึงยามเว่ยฉีอ๋องก็ตื่นขึ้นพร้อมความมืดมิดจากการถูกพิษ แต่เพราะมีจิตใจที่เข้มแข็งอันตรายร้ายแรงกว่านี้ก็เคยพบเจอมาหมดแล้ว แค่กลายเป็นคนตาบอดมิใช่คนแขนขาพิการเสียหน่อย

“ท่านอ๋องฟื้นทรงแล้วท่านหมอถานช่วยดูอาการให้ท่านอ๋องด้วย” ลั่วเฟิงประคองฉีอ๋องลุกขึ้นนั่งช้า ๆ เนื่องจากมีแผลที่หน้าท้องจะรีบร้อนลุกขึ้นมากเกินไปไม่ได้

หมอหลวงถานเข้ามาจับชีพจรไม่กี่อึดใจก็ถอยออกมายืนบอกถึงอาการบาดเจ็บของฉีอ๋อง

“ทูลท่านอ๋องตอนนี้พิษร้ายถูกระงับไว้ได้ชั่วคราวแล้วแต่ถึงกระนั้นในทุกวันพระองค์ยังต้องเสวยยาต้านพิษ และอาจจะเสวยยาไปจนกว่าจะคิดค้นยาถอนพิษได้พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม ขอบใจหมอหลวงถานที่ช่วยปรุงยาต้านพิษให้กับเปิ่นหวาง แค่ยังมีโอกาสต่อให้ถอนพิษนี้ไม่ได้อย่างน้อยก่อนตายเปิ่นหวางได้แก้แค้นคนพวกนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วล่ะ”

“ท่านอ๋องขอเพียงสิ่งนั้นเป็นความต้องการของพระองค์กระหม่อมกับลั่วเฟิงจะทุ่มสุดกำลังเพื่อลงมือแทนพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอบใจพวกเจ้าสองคนมากเรื่องนี้รอให้เปิ่นหวางแข็งแรงอีกหน่อย ค่อยคิดวางแผนว่าจะแก้แค้นคนเหล่านั้นอย่างไร ระหว่างนี้พวกเจ้าส่งคนไปคอยติดตามความเคลื่อนของขุนนางทุกฝ่ายไว้ก็พอ”

“กระหม่อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นท่านอ๋องพูดคุยกันไปก่อนกระหม่อมจะไปต้มยามาถวาย และเตรียมยากับผ้าพันแผลมาเปลี่ยนให้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“เชิญหมอหลวงถานตามสบาย”

คราแรกลั่วเฟิงกับมู่กวงยังรู้สึกเป็นกังวลเกรงว่าฉีอ๋องจะโกรธแค้นจนควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้ แต่พวกเขาต้องคิดใหม่เมื่อฉีอ๋องมีท่าทางใจเย็นไม่รีบร้อนหรือแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดให้เห็น

แต่แน่นอนว่าภายในใจของฉีอ๋องนั้นย่อมโกรธแค้นเหล่าพี่น้องที่อยากกำจัดตนอยู่แล้ว เพียงแค่ยามนี้เขาไม่ควรบุ่มบ่ามทำอะไรโดยไม่คิดไตร่ตรองให้รอบคอบ หากใจร้อนอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบและถูกฝ่ายตรงข้ามกำจัดเร็วขึ้นก็เป็นได้

‘พวกเจ้าคิดจะกำจัดข้าก่อนต่อไปหากข้าจะเอาคืนพวกเจ้าบ้าง อย่าได้ร้องเรียกหาความยุติธรรมจากการลงมือของข้าล่ะ หึ’
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel